"ถ้าแกยังไม่ยอมกลืนข้าวลงคอ ฉันจะคิดว่าแกเคี้ยวแผลเป็นของพี่สิงห์เข้าไปแทนหมูกรอบแล้วนะพาย!"
เสียงแหลมเล็กของมินดังแทรกทะลวงเสียงจอแจของโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตะเกียบในมือเพื่อนสนิทเคาะลงบนขอบชามก๋วยเตี๋ยวดัง *เป๊าะ* ดึงสติที่กำลังลอยคว้างของฉันให้ตกลงมากระแทกความเป็นจริงอย่างจัง
ฉันสะดุ้งจนช้อนในมือเกือบหลุดร่วง ก้มลงมองจานข้าวหมูกรอบตรงหน้าที่เย็นชืดจนน้ำราดเริ่มจับตัวเป็นไข บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นควันผัดกะเพรา กลิ่นน้ำซุปต้มยำฉุนกึก และเสียงพูดคุยวุ่นวายของเหล่านักศึกษาเกียร์ที่เพิ่งเลิกคลาสแล็บช่วงเที่ยง ช่างต่างจากโรงอาหารคณะอักษรศาสตร์อันเงียบสงบที่ฉันคุ้นเคยลิบลับ แต่เพราะโรงอาหารฝั่งเราปิดปรับปรุงระบบแก๊ส มินถึงได้ลากฉันข้ามฟากมาผจญภัยในแดนดงเกียร์แห่งนี้
"พูดบ้าอะไรของแกเนี่ยมิน..." ฉันบ่นอุบ แก้มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ พลางก้มหน้าตักข้าวเข้าปากคำเล็กๆ เพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ
"จะไม่ให้พูดได้ยังไงล่ะยะ!" มินยื่นหน้าข้ามโต๊ะสแตนเลสเข้ามาใกล้ ดวงตากลมโตหรี่มองฉันอย่างจับผิด "ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในมอ แกเหม่อไปแล้วแปดร้อยรอบ ถามอะไรก็ตอบไม่ตรงคำถาม แล้วไอ้แผลเป็นที่หลังมือพี่สิงห์ที่แกพึมพำเมื่อเช้ามันคืออะไร ไหนสารภาพกับท่านมินมาซิ มีซัมติงอะไรในกอไผ่กับเฮดว้ากหน้ายักษ์คนนั้นใช่ไหม"
"ไม่มี... ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ"
ฉันตอบปฏิเสธเสียงแผ่ว แต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะจนเจ็บแปลบในอก
*ไม่มีอะไร*... ช่างเป็นคำโกหกที่ไร้น้ำหนักสิ้นดี
ภาพรอยแผลเป็นทางยาวจางๆ ที่หลังมือซ้ายของพี่สิงห์เมื่อวานนี้ยังคงติดตา มันไม่ใช่แค่รอยแผลธรรมดา แต่มันคือตรายางความทรงจำที่ประทับลงในวันที่มืดมนที่สุดในชีวิตฉัน วันที่สายฝนเทกระหน่ำเมื่อสองปีก่อน วันที่ฉันเอ่ยปากบอกเลิกเขาด้วยน้ำตาเพียงเพราะคำสั่งเด็ดขาดของครอบครัวที่ขีดเส้นทางชีวิตให้ฉันเดิน... และในเย็นวันเดียวกันนั้น ข่าวอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้มของเขาก็ดังมาถึงหูฉัน
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ฉันคิดมาตลอดว่าเขาคงลืมเรื่องบ้าๆ นั่นไปหมดแล้ว หรือไม่ก็คงเกลียดฉันจนไม่อยากมองหน้า ยิ่งเห็นสายตาเย็นชาดุร้ายยามที่เขาสวมบทบาทเฮดว้าก ฉันก็ยิ่งตอกย้ำตัวเองว่าเรากลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันโดยสมบูรณ์
แต่สายตากับรอยยิ้มมุมปากเมื่อวานนี้... มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
"เออๆ ไม่อยากเล่าก็ยังไม่ต้องเล่า" มินถอนหายใจยาวพลางโบกมืออย่างยอมแพ้ "เฝ้าโต๊ะไว้แป๊บนะพาย ฉันไปซื้อชามะนาวร้านป้าเพ็ญก่อน คนต่อคิวยาวเป็นกิโล ขืนช้ากว่านี้คงหมดเวลาพักเที่ยงพอดี"
"อื้อ รีบไปรีบมานะ"
พอมินลุกออกไป ความเงียบกึ่งเคว้งคว้างก็เข้าปกคลุมโต๊ะตัวยาว ฉันนั่งกุมมือตัวเองที่วางอยู่บนตัก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสลัดใบหน้าคมคายและแววตาสีดำสนิทคู่นั้นออกจากหัว ทว่าเสียงโห่ร้องและเสียงหัวเราะเฮฮาของกลุ่มนักศึกษาชายที่เพิ่งเดินเข้ามาในโรงอาหารกลับยิ่งทำให้ฉันรู้สึกกระสับกระส่าย
"เฮ้ย หลบดิ๊! ก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ โว้ย!"
เสียงตะโกนเตือนดังขึ้นด้านหลังไม่ถึงสองเมตร ฉันรีบหันขวับไปมอง เสี้ยววินาทีนั้น ภาพที่เห็นคือเด็กปีหนึ่งร่างท้วมคนหนึ่งที่กำลังถือถาดก๋วยเตี๋ยวเรือสองชามใหญ่สะดุดขาเก้าอี้ ร่างของเขาเซถลาพุ่งตรงมาทางที่ฉันนั่งอยู่อย่างห้ามไม่อยู่!
น้ำซุปร้อนจัดกำลังจะกระฉอกใส่แผ่นหลังของฉันในอีกไม่กี่วินาที
ด้วยสัญชาตญาณ ฉันหลับตาปี๋ ร่างกายแข็งทื่อจนขยับหนีไม่ทัน—
*หมับ!*
สัมผัสอบอุ่นและท่อนแขนแข็งแรงพุ่งผ่านไหล่ฉันไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นมิ้นต์เย็นสดชื่นผสมกับกลิ่นสบู่อ่อนๆ ที่แสนคุ้นเคยปะทะเข้ากับโสตประสาท ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจจะดังขึ้นเหนือศีรษะ
"ระวังหน่อย."
ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏในคลองจักษุคือแผงอกกว้างในเสื้อช็อปสีเลือดหมูที่กางกั้นอยู่ด้านหลังราวกับปราการเหล็ก มือข้างหนึ่งของเขาจับขอบถาดก๋วยเตี๋ยวของเด็กปีหนึ่งคนนั้นไว้อย่างมั่นคง หยุดยั้งหายนะที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเฉียดฉิวเพียงปลายเล็บ ส่วนมืออีกข้าง... มือข้างที่มีรอยแผลเป็นจางๆ นั้น กำลังวางทาบอยู่บนพนักเก้าอี้ข้างตัวฉัน ล้อมกรอบฉันไว้ในอ้อมแขนกลายๆ
"พ...พี่สิงห์!" เด็กปีหนึ่งหน้าซีดเผือด ยกมือไหว้ปลกๆ ตัวสั่นงันงก "ขอโทษครับพี่! ผมไม่ได้ตั้งใจครับ!"
สิงห์ไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ขึ้นเสียงอย่างตอนที่อยู่ในห้องเชียร์ แต่แววตาสีดำลุ่มลึกที่มองผ่านลงไปกลับเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
"ถือของร้อน ต้องมีสติมากกว่านี้ ถ้าลวกใส่คนอื่นขึ้นมาจะรับผิดชอบไหวไหม"
"ไม่ไหวครับพี่... ขอโทษจริงๆ ครับ!"
"ไปได้แล้ว คราวหลังอย่าซุ่มซ่ามอีก"
"ครับพี่! ขอบคุณครับพี่!" เด็กคนนั้นรีบก้มหัวประหลกๆ แล้วถอยกรูดออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันประหลาดที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเราสองคน
ฉันนั่งตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นรัวกระหน่ำจนกลัวว่าคนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังจะได้ยิน กลิ่นอายของเขาอบอวลอยู่รอบตัว ลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่ที่กลุ่มผมของฉันเพียงแผ่วเบา
สิงห์ไม่ได้ขยับหนีไปไหนในทันที เขาลดมือที่จับถาดลง ก่อนจะเลื่อนสายตาคมกริบลงมาสบกับดวงตาที่เบิกกว้างของฉัน
"ไม่เป็นไรใช่ไหม"
คำถามนั้นสั้น ห้วน ทว่าน้ำเสียงกลับปราศจากความเกรี้ยวกราด มีเพียงความเรียบนิ่งที่เจือกระแสความห่วงใยบางเบาจนแทบจับไม่ได้
"ม...ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะพี่สิงห์" ฉันตอบเสียงตะกุกตะกัก พยายามขยับตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะ แต่โต๊ะสแตนเลสแคบๆ ก็ไม่อำนวยให้ถอยไปได้ไกลกว่านั้น
สิงห์มองท่าทีตื่นตูมเหมือนกระต่ายตื่นตูมของฉันแล้วถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ร่างสูงก้าวข้ามมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ สายตาของเขาเหลือบมองจานข้าวหมูกรอบที่ฉันเพิ่งเขี่ยกินไปได้เพียงไม่กี่คำ ก่อนจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ชามซุปต้มยำน้ำใสที่มีพริกขี้หนูสวนลอยฟ่องอยู่เต็มชาม
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที
"สั่งต้มยำพริกสดมาทำไม" เขาถามขึ้นมาลอยๆ
"คะ?" ฉันกะพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
"กินเผ็ดไม่ได้ไม่ใช่เหรอ" สิงห์พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าประโยคนั้นกลับดังก้องในหัวฉันราวกับเสียงฟ้าร้อง "กินทีไรก็น้ำตาไหล ปากเจ่อ ท้องอืดทั้งคืน แล้วยังจะสั่งมาทรมานตัวเองอีกทำไม"
ฉันอ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ
เขายังจำได้...
เขายังจำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไร้สาระพวกนี้ได้ ทั้งๆ ที่เวลามันผ่านมาตั้งสองปีแล้ว ทั้งๆ ที่ฉันคิดว่าเขาคงลบทุกอย่างเกี่ยวกับฉันทิ้งไปจากความทรงจำแล้วแท้ๆ
"พ...พี่สิงห์จำได้..." ฉันพึมพำออกมาอย่างลืมตัว แววตาที่มองเขาสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น
สายตาของสิงห์ชะงักไปชั่วครู่ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากพูดสิ่งที่กักเก็บไว้ในใจออกมา นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นไหววูบอย่างหาได้ยาก ก่อนที่เขาจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาและนิ่งสนิทดั่งเดิม แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงขึ้น
"เรื่องไร้สาระแบบนั้น ทำไมฉันต้องจำ" เขาปฏิเสธเสียงแข็ง แสร้งมองไปทางอื่น "ฉันแค่จำได้ว่าเด็กปีหนึ่งคณะอักษรฯ มีปัญหากับอาหารรสจัดบ่อยๆ ในค่ายรับน้อง ก็แค่นั้น"
เป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด... เพราะคณะอักษรฯ ยังไม่เคยไปค่ายรับน้องร่วมกับวิศวะเลยสักครั้ง
แต่ก่อนที่ฉันจะได้ท้วงติงหรือซักไซ้ไล่เลียงอะไร สิงห์ก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อช็อป แล้ววางกล่องนมสตรอว์เบอร์รีรสหวานยี่ห้อโปรดของฉันลงบนโต๊ะข้างจานข้าว เสียงกระแทกเบาๆ ของกล่องนมดังก้องในความเงียบ
"กินซะ จะได้ไม่แสบท้อง"
เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ดวงตาคู่นั้นมองฉันนิ่งนานอยู่สองสามวินาที แฝงประกายความอบอุ่นที่ปิดไม่มิดเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
หัวใจของฉันกระตุกวูบ ความรู้สึกผิด ความคิดถึง และความอยากรู้ที่ถูกกดทับไว้สั่งให้ฉันรวบรวมความกล้า เอื้อมมือออกไปหวังจะคว้าชายเสื้อช็อปของเขาไว้
"พี่สิงห์คะ... รอยแผลที่มือ—"
"สิงห์คะ!"
ทว่า เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจที่ดังแทรกขึ้นมากลับตัดบทฉันลงอย่างโหดร้าย
ร่างเพรียวระหงของ 'พี่ริน' ดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์ปีสามก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายสิงห์ ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดีฉีกยิ้มหวาน เธอสวมเสื้อช็อปตัวสั้นที่ขับเน้นสัดส่วนอย่างมั่นใจ และสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกึก... คือมือเรียวสวยคู่นั้นที่เลื่อนเข้าไปสอดประสานและควงแขนซ้ายของสิงห์เอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติและสนิทสนม
สิงห์ไม่ได้สะบัดออก
รินปรายสายตาคมกริบลงมามองฉัน แววตานั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งชัยชนะและความเยียบเย็นที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม ก่อนที่เธอจะก้มลงมองมือซ้ายของสิงห์—มือข้างเดียวกับที่ฉันเพิ่งจะเอ่ยถามถึง
"แผลที่มือซ้ายเริ่มอักเสบอีกแล้วใช่ไหมคะ... ยาที่รินทาให้คราวก่อนหมดหรือยัง"
คำพูดที่ฟังดูธรรมดาแต่กรีดลึกถึงขั้วหัวใจดังชัดเจนในโสตประสาทของฉัน รินเอียงคอมองสิงห์อย่างออดอ้อน ก่อนจะเบนสายตากลับมาสบตากับฉันตรงๆ แล้วทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายที่พังทลายทุกสิ่งลงในพริบตา
"อ้อ ลืมบอกไปเลย... คืนนี้สิงห์ไม่ต้องขับรถไปส่งรินที่คอนโดนะคะ เพราะรินเก็บกระเป๋าเตรียมจะไปค้างที่ห้องสิงห์แล้ว."
***
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคอยส่งกำลังใจให้พายกับพี่สิงห์เสมอนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปค่ะ
รักหมดใจยัยปีหนึ่งกับรุ่นพี่วิศวะสายเย็นชา•ตอนที่ 6
เรื่องบังเอิญที่โรงอาหาร
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รักหมดใจยัยปีหนึ่งกับรุ่นพี่วิศวะสายเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!