"ถ้าจะให้ฉันกลับไปเหยียบที่นั่นเพียงเพื่อจะพบว่าทุกอย่างถูกสร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของพ่อ... ฉันยอมให้ที่นี่กลืนกินฉันไปเสียดีกว่าค่ะ"
รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องครัว กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวใหม่ปลามันที่กำลังเดือดปุดอยู่ในหม้อดินเผาไม่อาจกลบความเย็นเยียบในน้ำเสียงของเธอได้ เธอวางมีดทำครัวลงบนเขียงไม้เก่าๆ อย่างมั่นคง แม้ปลายนิ้วจะสั่นเทาเพียงเล็กน้อยขณะที่สายตาจับจ้องไปยังจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะไม้
ดินที่กำลังคัดแยกเมล็ดพันธุ์อยู่ตรงระเบียงชะงักมือลง เขาไม่หันมามองในทันที แต่รินรดารู้ดีว่าเขากำลังฟัง ตั้งใจฟังทุกจังหวะลมหายใจของเธอ
"คุณรินคะ" ดินเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างที่เขาเป็นเสมอ "ชื่อของพ่อคุณ ไม่ได้มีความหมายแค่ความสำเร็จในอดีต แต่มันคือความรับผิดชอบที่คุณแบกไว้โดยไม่รู้ตัวมาตลอด ต่างหากล่ะครับ... อ้อ ขออภัยค่ะ ผมหมายถึง... คุณต่างหากที่ต้องเลือกว่าจะใช้ชื่อนั้นเพื่อเป็นโซ่ตรวน หรือเป็นกุญแจไขประตูบานใหม่"
รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ "กุญแจเหรอคะ? สำหรับฉัน มันดูเหมือนกรงขังที่พ่อสร้างไว้ให้เพื่อรอวันทวงคืนเสียมากกว่า คุณคิดดูสิคะดิน จดหมายฉบับนี้ไม่ได้ต้องการให้ฉันกลับไปในฐานะลูกสาวที่คิดถึงบ้าน แต่พวกเขาต้องการ 'เชฟรินรดา' ผู้ที่สามารถกู้ชื่อเสียงของตระกูลกลับมาได้ด้วยรสมือที่เคยถูกตราหน้าว่าธรรมดาเกินไป"
เธอหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา ขยำมันไว้ในกำมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ ก่อนจะคลายออกแล้ววางมันลงข้างหม้อแกงเลียงที่กำลังส่งกลิ่นหอมของใบแมงลักและผักพื้นบ้านสดๆ กลิ่นของดินและฝนที่อบอวลอยู่รอบกระท่อมในยามนี้ กลับดูขัดแย้งกับความวุ่นวายที่พัดเข้ามาในใจของเธออย่างสิ้นเชิง
รินรดาเดินออกไปที่ระเบียง ที่ซึ่งดินนั่งอยู่ท่ามกลางตะกร้าเมล็ดพันธุ์ เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดวงตาของเขาอบอุ่นและลึกซึ้งราวกับผืนดินที่พร้อมโอบรับทุกอย่างที่ตกลงมาใส่ ไม่ว่าจะเป็นหยดน้ำฝนหรือเศษเสี้ยวของหัวใจที่แตกสลาย
"ที่นี่อาจจะไม่มีชื่อเสียง ไม่มีแสงสี แต่มีกลิ่นของข้าวใหม่ มีเสียงน้ำในลำธารที่สอนให้เราใจเย็นลง และมี..." ดินหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปทางทุ่งนาที่เขียวขจีสุดสายตา "มีพื้นที่ว่างพอให้คุณได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เงาของใครคนไหน"
"ถ้าฉันตัดสินใจอยู่ที่นี่" รินรดาถามเบาๆ ราวกับถามตัวเอง "คุณจะยังอยู่ที่นี่ใช่ไหมคะ? คุณจะไม่ไปไหนใช่ไหม?"
ดินวางตะกร้าลง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างของเขาบดบังแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่าย "กระท่อมหลังนี้ กับไร่ของผม มันแยกจากกันไม่ได้หรอกค่ะริน ถ้าคุณอยู่ที่นี่ ผมก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปไหนเหมือนกัน... แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าผมจะอยู่ไหม แต่มันคือ 'คุณ' จะยังมีความสุขไหม หากในอีกสิบปีข้างหน้า คุณต้องมานั่งเสียดายว่าไม่ได้กลับไปแก้ไขสิ่งที่มันค้างคาในใจ"
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นไอฝนที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ แทรกซึมเข้าสู่ปอด มันช่างสะอาดและเยียวยา เธอนึกถึงภาพชีวิตในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง การประดิษฐ์ประดอยรสชาติเพื่อเอาใจคนอื่น และการถูกคาดหวังให้เป็น 'สมบูรณ์แบบ' ในทุกจังหวะชีวิต
เธอมองลงไปที่ฝ่ามือตนเอง ฝ่ามือที่หยาบกร้านขึ้นจากการปลูกผัก แต่มันกลับรู้สึกมั่นคงกว่าตอนที่จับมีดราคาแพงในครัวระดับมิชลินสตาร์หลายเท่าตัว
"ฉันเคยกลัวค่ะ" เธอกล่าว "กลัวว่าถ้าไม่ทำตามความคาดหวังของพ่อ ฉันจะเป็นคนไร้ค่า แต่ตอนนี้... การเห็นผักกาดที่ฉันปลูกโตขึ้นมาท่ามกลางสายฝน มันบอกฉันว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องมีชื่อใครประทับตราไว้บนนั้น"
รินรดาก้าวเดินไปหาดิน สายตาของเธอเด็ดเดี่ยวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอตัดสินใจแล้ว ไม่ใช่เพราะหนีความจริง แต่เพราะเธอได้พบความจริงที่งดงามกว่าในกระท่อมปลายนาแห่งนี้
"ดินคะ... พรุ่งนี้ฉันจะตอบจดหมายฉบับนั้น"
"จะกลับไปเหรอคะ?" ดินถาม พยายามเก็บซ่อนความกังวลไว้ใต้ความนิ่งสงบ
"ไม่ค่ะ" รินรดายิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้ดินรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ "ฉันจะเขียนบอกพวกเขาว่า 'รินรดา' ที่พ่อรู้จักได้ตายจากไปนานแล้ว เหลือเพียงเชฟจากกระท่อมปลายนาที่ไม่มีวันจะหันหลังกลับไปสู่วงจรเดิมอีก"
บรรยากาศเงียบสงัดลงทันที มีเพียงเสียงน้ำไหลรินจากลำธารใกล้เคียงที่ดังแว่วเข้ามา รินรดากำลังจะหันหลังกลับเข้าครัวเพื่อปรุงมื้อเย็น แต่ทว่า...
เสียงเครื่องยนต์รถออฟโรดคันใหญ่ที่จอดสนิทหน้ากระท่อมทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงัก ร่างสูงของชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานในชุดสูทราคาแพงก้าวลงจากรถ เขาดูขัดกับธรรมชาติที่นี่อย่างรุนแรง ชายคนนั้นมองมาที่รินรดาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความกดดันที่คุ้นเคย
"พ่อบอกแล้วไงรินรดา ว่าถ้าลูกไม่กลับไป... พ่อจะเป็นคนมารับลูกกลับไปเอง"
คำพูดนั้นไม่ได้เป็นเพียงประโยคธรรมดา แต่มันคือการประกาศสงครามครั้งสุดท้ายที่รินรดาไม่เคยคิดว่ามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้ ร่างของชายผู้เป็นพ่อขยับก้าวเข้ามาใกล้ระยะที่ลมหายใจของเขาสามารถสั่นคลอนความมั่นคงในใจของลูกสาวได้ ในขณะที่รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่บนระเบียงดิน ดินก้าวมาบังเธอไว้โดยสัญชาตญาณ แต่รินรดากลับวางมือลงบนไหล่ของเขาเบาๆ
"ถอยไปค่ะดิน... เรื่องนี้ฉันต้องจบมันด้วยตัวเอง" เธอสูดหายใจลึก ก่อนจะสบตาชายที่เคยเป็นโลกทั้งใบของเธอ "คุณพ่อคะ... ที่นี่ไม่มีที่ว่างสำหรับคนอย่างคุณหรอกค่ะ"
ทว่าทันทีที่เธอพูดจบ ชายสูงวัยคนนั้นกลับยกโทรศัพท์ขึ้น แล้วกดปุ่มบางอย่างพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก "งั้นรึ? งั้นลองดูสิว่าถ้าที่ดินผืนนี้ไม่มีโฉนดที่เป็นของเธออีกต่อไป... ลูกจะยังอยากอยู่ที่นี่ต่ออีกกี่วันกัน!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดาในบทที่เข้มข้นที่สุดนี้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 15
การตัดสินใจครั้งสำคัญ
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!