"คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่าคะ ริน"
เสียงของดินแหบพร่าแต่ทว่าหนักแน่น มันไม่ได้ดังเกินไปกว่าเสียงน้ำในลำธารที่กระทบโขดหินข้างกระท่อม แต่กลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของรินรดาจนเธอนิ่งงัน มือที่กำลังถือมีดไม้สำหรับขูดเหง้าขมิ้นสดชะงักค้าง กลิ่นหอมฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของสมุนไพรพื้นบ้านตลบอบอวลอยู่ในอากาศ แต่มันกลับไม่สามารถกลบความวุ่นวายในใจของหญิงสาวได้เลย
รินรดาไม่ได้หันกลับไปมอง เธอเลือกที่จะวางมีดลงบนเขียงไม้ช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงจากการจู่โจมด้วยคำถามเมื่อครู่
"ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นคะ ดิน" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่คนฟังย่อมสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวที่ปลายเสียง
ดินก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นดินเปียกชื้นจากไร่ติดตัวเขามาด้วย มันเป็นกลิ่นที่เธอเริ่มคุ้นเคยและ... พักหลังมานี้ มันเริ่มกลายเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด เขาหยิบเหง้าขมิ้นขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะหันมาสบตาเธอด้วยแววตาที่อ่านยาก
"ตั้งแต่คุณมาที่นี่ คุณเอาแต่ปรุงอาหารด้วยความคิดถึงกรุงเทพฯ พยายามดึงเอารสชาติความหรูหราที่คุณเคยคุ้นมาไว้ในกระท่อมไม้ซอมซ่อหลังนี้ แต่คุณไม่เคยปล่อยให้ลิ้นของคุณได้สัมผัสรสชาติจริงๆ ของ 'ที่นี่' เลย คุณกลัวอะไรคะ? กลัวว่าถ้าวันหนึ่งคุณยอมรับว่าที่นี่คือบ้าน คุณจะไม่มีวันได้กลับไปในโลกที่พวกเขาขีดเส้นไว้ให้ใช่ไหม?"
คำพูดของเขาเหมือนมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า รินรดาวางมือจากงานตรงหน้าลงอย่างหมดแรง เธอถอยไปพิงขอบโต๊ะไม้เก่าๆ สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง กระท่อมปลายนาที่เคยดูเงียบเหงาในสายตาเธอ บัดนี้กลับมีชีวิตชีวาด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรและเงาของต้นไผ่ที่ไหวเอนตามแรงลม
"การยอมรับว่าที่นี่คือบ้าน... มันหมายถึงการยอมรับว่าความพยายามทั้งชีวิตของฉันที่ผ่านมา คือความผิดพลาดหรือเปล่าคะ" รินรดาถามคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวมาตลอดหลายปี
ดินไม่ได้ตอบทันที เขาหยิบกาน้ำชาดินเผาขึ้นมา รินน้ำชาสีทองอ่อนๆ ส่งให้เธอ ควันร้อนระเหยเป็นสายบางเบา
"บางครั้งเราก็ต้องถอนรากเน่าๆ ทิ้งไปบ้างนะคะ เพื่อให้ไม้ต้นใหม่ได้หยั่งรากลึกลงไปในดินที่สมบูรณ์กว่าเดิม การที่คุณปลูกผักสวนครัวเอง การที่คุณยอมให้นิ้วมือเลอะดินเพื่อล้างผักบุ้งจากลำธาร นั่นไม่ใช่ความพ่ายแพ้นะคะ แต่นั่นคือการเริ่มต้นใหม่ที่คุณเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ"
รินรดารับจอกชามาถือไว้ ความร้อนจากดินเผาส่งผ่านถึงฝ่ามือ เธอค่อยๆ จิบชา ชารสละมุนที่มีกลิ่นอายของดอกมะลิป่าและไอฝน มันซึมซาบเข้าไปในอกราวกับปลอบประโลมความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน รสชาตินี้... ไม่มีความกดดัน ไม่มีการคาดหวัง มีเพียงความสงบที่เธอไม่เคยสัมผัสได้จากในห้องครัวหรูหราในเมืองใหญ่
"ดินคะ..." รินรดาเรียกชื่อเขาเบาๆ หลังจากความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่ง "ถ้าฉันตัดสินใจจะอยู่ที่นี่ต่อ... คุณคิดว่าฉันจะรอดไหมคะ ในโลกที่ไม่มีตารางเวลาแน่นขนัด ไม่มีชื่อเสียงของร้านอาหารมาคอยค้ำคอ?"
"ผมไม่รู้ว่าคำว่า 'รอด' ของคุณหมายถึงอะไร" ดินขยับยิ้ม รอยยิ้มที่อบอุ่นและซื่อตรงเสมอ "แต่ถ้าคุณหมายถึงการมีชีวิตที่มีความสุข คุณรอดตั้งแต่วันที่คุณตัดสินใจลงมือปรุงอาหารด้วยความรัก แทนที่จะปรุงด้วยความกดดันแล้วล่ะค่ะ"
ท่ามกลางบทสนทนาที่กำลังลึกซึ้ง พลันเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่ดูไม่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินแคบๆ ที่มุ่งหน้าสู่กระท่อม รินรดาชะงัก สายตาหันไปมองผ่านบานหน้าต่างและพบร่างของหญิงวัยกลางคนในชุดเรียบหรูดูภูมิฐานที่เธอกลัวที่สุดกำลังก้าวเข้ามา
ผู้หญิงคนนั้นหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้ บรรยากาศรอบข้างดูราวกับหยุดชะงักลงทันที เมื่อสายตาที่คมกริบของมารดาผู้ไม่เคยยอมรับความล้มเหลวของเธอ สบเข้ากับผ้ากันเปื้อนที่เปื้อนคราบดินและกลิ่นสมุนไพรในครัวเล็กๆ แห่งนี้ รินรดารู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ทำเอาเธอเย็นไปถึงสันหลังว่า "แม่ไม่นึกเลยนะริน ว่าลูกจะเลือกทิ้งอนาคตที่แม่สร้างไว้ เพื่อมาขลุกอยู่กับกลิ่นดินเน่าๆ แบบนี้"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปกับรินรดาในบทนี้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ จาก กระท่อมไผ่ริมธาร
กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 17
คำสารภาพของสายลม
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!