กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 8

เมื่อสายน้ำเปลี่ยนทิศ

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
“คำขู่ของคุณไร้น้ำหนักพอๆ กับเศษใบไม้แห้งที่ลอยตามน้ำมานั่นแหละค่ะ คุณสุรชัย” รินรดาวางจอกชาดินเผาลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบกันเบาๆ ของก้นจอกกับเนื้อไม้ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านไปทั่วระเบียงกระท่อม เธอไม่ได้เงยหน้ามองชายวัยกลางคนที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า แต่กลับสนใจเพียงไอร้อนที่พวยพุ่งจากชาใบเตยสดในมือ สุรชัยแค่นหัวเราะ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความถือดี “รินรดา อย่าให้ความดื้อรั้นมาบังตาจนมองไม่เห็นความจริง ตอนนี้ที่ดินผืนนี้เปลี่ยนมือไปเป็นของบริษัทอสังหาฯ ในเครือของผมแล้ว สัญญาเช่าที่เดิมของคุณไม่มีผลอีกต่อไป ทางเลือกเดียวของคุณคือเซ็นเอกสารมอบสิทธิ์การใช้น้ำในลำธารนี้ให้โครงการจัดสรรของเราเสียแต่โดยดี... ไม่อย่างนั้น พรุ่งนี้เช้า น้ำในแปลงผักของคุณก็จะกลายเป็นแค่โคลนตม” รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเธอสงบนิ่งดุจผิวน้ำยามไร้ลม แต่มันมีความเย็นเยียบที่ทำให้ผู้ที่สบตาต้องชะงัก เธอไม่ได้ตอบโต้ด้วยเสียงตะโกน หรืออารมณ์ฉุนเฉียว แต่เธอกลับหยิบกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ขึ้นมา แล้วเล็มปลายยอดโหระพาในกระถางดินเผาข้างตัวอย่างใจเย็น “น้ำเป็นของธรรมชาติค่ะ” รินรดากล่าวเสียงเรียบ “ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งที่จะเขียนใส่กระดาษแล้วประกาศว่าเป็นเจ้าของได้ ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนทิศทางสายน้ำ ก็เชิญลองดูค่ะ แต่ดิฉันเตือนไว้ก่อนว่า ผืนดินตรงนี้ไม่ได้รักคนแปลกหน้ามากนักหรอกนะคะ” “คนดื้อรั้นมักจะจบไม่สวย” สุรชัยขบกรามแน่นก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ทันทีที่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอีกฝ่ายลับหายไป รินรดาก็ผ่อนลมหายใจออกมา มือที่ถือกรรไกรเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย เธอซ่อนความกังวลไว้ใต้ท่าทีที่มั่นคง แต่นั่นกลับหลบสายตาของคนข้างกายไม่ได้เลย ดินที่นั่งเงียบมาตลอดบนขั้นบันไดไม้ขยับตัวเข้ามาใกล้ เขาไม่ได้ปลอบโยนด้วยคำพูดหวานหู แต่เขากลับวางมือหยาบกร้านจากการทำไร่ลงบนไหล่ของเธอเพียงเบาๆ เพื่อให้รู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้ “น้ำในลำธารเริ่มลดระดับลงแล้วนะ” ดินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเขาทุ้มต่ำและจริงจัง “ผมเดินไปสำรวจที่ต้นน้ำเมื่อครู่ มีการวางแนวท่อพลาสติกขนาดใหญ่ปิดกั้นทางน้ำไว้เกือบหมด พวกเขาตั้งใจจะเบี่ยงน้ำไปเข้าแทงค์พักของโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่กำลังสร้างใหม่ทางฝั่งทิศเหนือ” รินรดามองออกไปที่สายน้ำที่เคยไหลเอื่อยและใสสะอาด บัดนี้มันเริ่มขุ่นมัวและไหลช้าลงจนเกือบหยุดนิ่ง “ถ้าไม่มีน้ำ ชาวบ้านที่อยู่ท้ายน้ำคนอื่นๆ ล่ะคะ ดิน... พวกเขาจะเอาอะไรใช้” “นั่นคือสิ่งที่เขากำลังทำ พยายามบีบให้ทุกคนยอมก้มหัวให้” ดินลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งของเขาดูขัดกับบรรยากาศที่อ่อนโยนของกระท่อม “แต่พรุ่งนี้ผมจะไปคุยกับผู้ใหญ่บ้าน เราต้องเรียกรวมกลุ่มชาวบ้าน ริน... ผมไม่อยากให้คุณสู้คนเดียว” “ขอบคุณนะคะดิน แต่บางทีการสู้ด้วยกำลังอาจจะไม่ใช่ทางออก” รินรดาลุกขึ้นเดินไปที่เตาไฟ เธอหยิบขิงแก่และตะไคร้สดออกมาจากตะกร้าสาน “มาเถอะค่ะ เย็นนี้เรามาทำ 'แกงเลียงผักหวานปลาย่าง' กันดีกว่า ความร้อนในหม้อแกงอาจจะช่วยให้เราคิดอะไรออกได้มากกว่าการนั่งรอให้แม่น้ำแห้งขอด” บรรยากาศในครัวเริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นของกะปิชั้นดีโขลกกับพริกไทยเม็ดหอมฟุ้งกระจาย รินรดาเริ่มละเลียดทำอาหารอย่างใจเย็น แม้ในใจจะร้อนรุ่มราวกับเปลวไฟที่เผาไหม้อยู่ใต้หม้อแกง ความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับความล้มเหลวในการปกป้องสิ่งที่รักในบ้านที่เคยจากมาเริ่มฉายชัด เธอจะไม่ยอมให้ 'กลิ่นดินและไอฝน' ตรงนี้ต้องกลายเป็นเพียงความทรงจำอีกเด็ดขาด ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังจะหยิบหม้อแกงลงจากเตา เสียงสัญญาณเตือนจากความรู้สึกบางอย่างก็ดังขึ้นในใจ เธอหันไปมองทางทิศของลำธาร เห็นแสงไฟฉายวับแวมเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดริมตลิ่ง “มีใครบางคนอยู่ที่นั่น” รินรดากระซิบ ดินหยิบไฟฉายกระบอกใหญ่ออกไปทันที ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปตามทางเดินดินมุ่งหน้าสู่ลำธาร เสียงน้ำที่ควรจะเงียบเชียบกลับมีเสียงเครื่องจักรยนต์ทำงานเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังสูบน้ำขึ้นไปที่ไหนสักแห่ง เมื่อไปถึงจุดที่ท่อสูบน้ำวางอยู่ พวกเขาต้องหยุดชะงัก ภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่แค่คนงานของโครงการจัดสรรอย่างที่คิด แต่กลับเป็นชายร่างสูงในชุดคลุมสีดำสนิทที่กำลังยืนกำกับดูแลการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ดูทันสมัยเกินกว่าจะใช้ในงานเกษตรกรรมทั่วไป รินรดาส่องไฟไปที่บุคคลนั้น ชายคนนั้นค่อยๆ หันกลับมา แสงไฟกระทบเข้ากับใบหน้าคมสันที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี... ใบหน้าของ 'พี่ชาย' ที่เธอไม่ได้พบหน้ามานานนับสิบปี “ริน... พี่บอกเธอแล้วใช่ไหม ว่าที่นี่มันไม่มีอนาคต” พี่ชายของเธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะที่มือข้างหนึ่งแตะลงบนปุ่มควบคุมเครื่องสูบน้ำ “และตอนนี้ พี่ก็กำลังจะพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้แต่น้ำในลำธารนี้... พี่ก็สั่งให้มันไหลไปทางไหนก็ได้ตามใจพี่” เขากดปุ่มเปิดเครื่องยนต์ เสียงเครื่องจักรคำรามลั่นสะเทือนไปทั่วผืนป่า ทันใดนั้น ระดับน้ำในลำธารตรงหน้าพวกเขาก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็วราวกับมีหลุมดำขนาดยักษ์ดูดกลืนทุกอย่างลงไป รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นกระแสน้ำพัดพาเอาโคลนตมและซากปลาที่ตายแล้วขึ้นมาเกลื่อนหาดทรายที่เคยขาวสะอาด ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจของเธอ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของที่ดิน แต่มันคือการประกาศสงครามกับรากเหง้าของเธอโดยตรง รินรดาขยับเท้าจะก้าวออกไป แต่ดินกลับคว้าแขนเธอไว้แน่น ดวงตาของเขาเตือนสติว่าให้ระวัง ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ชายชุดดำอีกกลุ่มหนึ่งก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลังพี่ชายของรินรดา พวกเขาไม่ใช่คนงาน แต่เป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ถืออาวุธครบมือ... และเป้าหมายของพวกเขาไม่ได้มีแค่การสูบน้ำ ปลายกระบอกปืนเงาวับเล็งตรงมาที่กระท่อมไผ่ริมธารของเธอ! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ 'กลิ่นดินและไอฝน' เสมอมานะคะ หวังว่าความเข้มข้นในตอนหน้าจะทำให้ท่านผู้อ่านไม่อยากวางสายตาเลยค่ะ
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%