เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ดังแข่งกับเสียงฝนตกปรอยๆ ด้านนอก กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยปะปนมากับกลิ่นอายดินชื้นแฉะ ช่างเป็นความขัดแย้งที่บาดลึกในความรู้สึก รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าชานเรือน แสงไฟสีส้มจากตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องกระทบใบหน้าของหญิงสูงวัยผู้มีร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามเย่อหยิ่ง ดõวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่เคยใช้มองเธอด้วยความผิดหวังยามที่เธอตัดสินใจทิ้งผ้ากันเปื้อนเชฟระดับมิชลินสตาร์และห้องครัวติดแอร์เย็นฉ่ำ เพื่อมาซุกตัวอยู่ปลายนาแห่งนี้—บัดนี้กำลังกวาดตามองความเรียบง่ายของกระท่อมไม้ไผ่ด้วยความรู้สึกรังเกียจระคนเหนื่อยหน่าย
“แม่รู้ไหมคะว่าการเดินทางมาที่นี่... ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย” รินรดาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่มั่นคง ไม่มีแววหวาดกลัวอย่างที่มารดาคงคาดหวังไว้
คุณหญิงรัชนีแค่น a เสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ลูกสาวแม่เก่งถึงขนาดกล้าทิ้งตระกูล ทิ้งอนาคต มาขุดดินปลูกผักอยู่ในที่กันดารแบบนี้เชียวหรือ ริน... หนูรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่ พินัยกรรมและโฉนดที่ดินผืนนี้กำลังจะมีปัญหาใหญ่ ทางบริษัทอสังหาฯ ของคุณเกริกพลเขาไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้แน่ เขาเตรียมฟ้องขับไล่ และพวกเขามีอำนาจเหนือกว่าที่นี่หลายร้อยเท่า!”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้รินรดาสั่นคลอน แต่กลับเป็นเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ดังขึ้นตรงปากทางเข้าสวนต่างหาก ที่ดึงความสนใจของคนทั้งคู่ให้หันไปมอง
เงาร่างนับสิบในชุดกันฝนและถือไฟฉายสว่างวาบกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว นำหน้ามาด้วยดิน ชายหนุ่มผิวเข้มร่างสูงใหญ่ที่ถือจอบในมือแน่น ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดจนเป็นสันนูน ตามมาด้วยลุงมั่น ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านในชุมชนอีกหลายคนที่รินรดาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี พวกเขาไม่ได้มาเพื่อทำร้าย แต่มาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและพร้อมปกป้อง
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับคุณริน... ผมได้ยินเสียงคนแปลกหน้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้ตั้งแต่หัวค่ำแล้ว” ดินกวาดสายตามองคุณหญิงรัชนีด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะหันมาสบตารินรดาเพื่อส่งความอบอุ่นผ่านทางแววตา เป็นภาษาทางใจที่พวกเขารู้กันดีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดๆ
คุณหญิงรัชนีขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยเมื่อเห็นกลุ่มชาวบ้านถือเครื่องมือเกษตรกรเดินเข้ามาล้อมรอบชานเรือน ใบหน้าของท่านฉายแววตื่นตระหนก “นี่มันอะไรกัน! พวกคุณเป็นใคร ทำไมถึงบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนบุคคลแบบนี้ ฉันจะแจ้งตำรวจ!”
“พื้นที่ส่วนบุคคลเหรอครับคุณนาย?” ลุงมั่นก้าวออกมาข้างหน้า รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าชายชราผู้ผ่านโลกมามาก “ที่ดินตรงนี้ แม้ในกระดาษจะมีการอ้างสิทธิ์ตามกฎหมายนายทุนหน้าเลือดที่พวกคุณไปเซ็นสัญญาไว้ แต่ในหัวใจและหยาดเหงื่อของพวกเรา ชาวบ้านตำบลนี้ ที่ดินตรงนี้คือผืนแผ่นดินเกิด คือข้าวปลาอาหาร และคือบ้านของพวกเรา... และคุณริน ก็คือคนสำคัญที่นำรอยยิ้มกลับมาสู่พวกเรา ไม่มีทางที่ใครหน้าไหนจะมาไล่เธอไปได้ทั้งนั้น”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงหริ่งเรไรและสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ความอบอุ่นแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอกจนขอบตาร้อนผ่าว เธอมองหน้าชาวบ้านทีละคน—ลุงมั่นที่มักเอาหน่อไม้มาฝากเสมอ, ป้าอุ่นที่สอนเธอทำน้ำพริกพื้นบ้าน, และดิน... ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด ส่งยิ้มบางๆ ให้เธอเพื่อบอกว่า *“ผมอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องกลัว”*
“แม่ฟังไว้นะคะ...” รินรดาหันกลับไปสบตากับมารดาอีกครั้ง น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่ทรงพลังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในชีวิต “ที่นี่ไม่ใช่ที่ดินสำหรับเก็งกำไร ไม่ใช่สินค้าที่จะเอาไปแลกกับความสำเร็จจอมปลอมในสังคมของแม่ แต่ที่นี่คือ ‘บ้าน’... บ้านที่มีผู้คนซึ่งรักและจริงใจต่อกัน โดยไม่ต้องใช้หน้ากากเข้าหากัน”
คุณหญิงรัชนีอ้าปากค้าง เลือดในกายสูบฉีดด้วยความโกรธและไม่เข้าใจ “หนูริน! หนูจะมาจมปลักอยู่กับพวกชาวบ้านไร้การศึกษาเหล่านี้จริงๆ น่ะหรือ ลูกเชฟชื่อดังระดับประเทศเนี่ยนะ!”
“ค่ะ... ฉันเลือกแล้ว” รินรดาตอบสั้นๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ
ดินก้าวขึ้นมาบนชานเรือน วางมืออุ่นหนาลงบนไหล่บางของรินรดาเบาๆ เป็นการให้เกียรติและแสดงจุดยืนเคียงข้างอย่างเปิดเผย ก่อนจะหันไปพูดกับคุณหญิงด้วยน้ำสุภาพแต่เฉียบขาด “คุณน้าครับ... เชิญกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมในเมืองเถอะครับ ดึกแล้ว และพายุฝนกำลังจะมา พรุ่งนี้ถ้าคุณน้าอยากคุยเรื่องกฎหมายหรือเอกสารอะไร เชิญมาคุยกันที่นี่... แต่คุยกับพวกเราทุกคน ไม่ใช่แค่รินคนเดียว”
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะใช้มือจับต้องได้ ชาวบ้านทุกคนไม่มีใครขยับเขยื้อน ทุกสายตาจับจ้องไปที่คุณหญิงรัชนีราวกับกำแพงมนุษย์ที่ไม่มีวันทะลุผ่านไปได้ คุณหญิงหน้าเสีย ขบกรามแน่นด้วยความอัปยศอดสูที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ก่อนจะสะบัดหน้าหนีและก้าวเดินลุยโคลนออกไปจากรั้วบ้านท่ามกลางสายตาที่แข็งกร้าวของทุกคน
เมื่อแผ่นร่างของคุณหญิงลับตาไป รินรดาก็ปล่อยลมหายใจยาวเหยียด ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่จนร่างบางเซเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่เธอจะล้มลง วงแขนแข็งแรงของดินก็โอบประคองเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที กลิ่นอายแดดและดินจางๆ จากตัวชายหนุ่มผสมกับไอฝน ช่างเป็นความรู้สึกปลอดภัยที่เธอโหยหามาตลอด
“เก่งมากครับคุณริน วันนี้คุณทำได้ดีที่สุดแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบอยู่ข้างหู ท่ามกลางความมืดและแสงไฟสลัวจากตะเกียง
รินรดายิ้มทั้งน้ำตา เธอกำลังจะหันไปขอบคุณทุกคน แต่จังหวะนั้นเอง... แสงไฟจากรถยนต์คันหรูที่แล่นฝ่าความมืดของถนนลูกรังเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าปากทางเข้าสวน ก็สาดส่องตัดผ่านม่านฝนเข้ามาอย่างกะทันหัน ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออก พร้อมกับร่างของชายสูงวัยในชุดสูทเปียกปอนผู้หนึ่งก้าวลงมา พร้อมกับเอกสารฉบับหนึ่งในมือที่สะท้อนแสงไฟ... และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดาภายใต้แสงจันทร์สลัว หัวใจของเธอก็แทบหยุดเต้น เพราะชายคนนั้นคือทนายความส่วน
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและโอบกอดความอบอุ่นนี้ไปด้วยกันนะคะ
กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 50
มิตรภาพที่แท้จริง
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!