“อย่ากดน้ำแรงเกินไปค่ะริน ถ้าอยากให้รสชาติของดอกมะลิและพวงชมพูมันคายความละมุนออกมา แทนที่จะเป็นความขมปร่า”
เสียงทุ้มต่ำของดินดังขึ้นเหนือศีรษะ ในจังหวะที่ปลายนิ้วของรินรดากำลังจะแตะลงบนก้านชงชาแก้วใส เธอนิ่งชะงัก สายตาจับจ้องที่หยดน้ำร้อนซึ่งเพิ่งสัมผัสกับกลีบดอกไม้แห้งสีขาวนวลจนพวกมันเริ่มเต้นระบำเบาๆ ราวกับวิญญาณของพฤกษาที่กำลังฟื้นคืนชีพในถ้วยกระเบื้องเคลือบ
รินรดาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ปล่อยให้ความกังวลที่เกาะกินหัวใจมาตลอดทั้งสัปดาห์มลายหายไปพร้อมกับไอระเหย “ฉันแค่กลัวว่า... ถ้ามันไม่อร่อยเหมือนที่คนอื่นคาดหวังไว้ ความตั้งใจทั้งหมดที่ลงแรงไปในสวนนี่จะกลายเป็นเรื่องไร้สาระน่ะค่ะ”
ดินไม่ตอบทันที เขาวางถาดไม้บรรจุสมุนไพรแห้งลงบนโต๊ะไม้ไผ่ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมกริบแต่ทว่าอบอุ่นของเขามองลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ “รินกำลังทำชาเพื่อพิสูจน์ให้ใครเห็น หรือทำเพื่อฟังเสียงความเงียบในใจตัวเองกันแน่คะ?”
คำถามนั้นกรีดลึกลงไปในอก รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอนึกถึงภาพโต๊ะอาหารในกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและคำวิจารณ์จากครอบครัวที่เคยผลักดันให้เธอเป็นเชฟระดับมิชลินสตาร์ โดยไม่เคยถามเลยว่าจานที่เธอปรุงนั้น รสชาติเป็นอย่างไรในความรู้สึกของเธอเอง
“ฉันแค่อยากให้มัน... สงบค่ะ” เธอพึมพำขณะคีบดอกกุหลาบมอญสีชมพูอ่อนลงไปเพิ่ม “ไม่ใช่ความสงบที่เย็นชา แต่มันต้องมีความหวานซ่อนอยู่เหมือนหลังฝนตก”
ดินยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบกระท่อมดูสว่างไสวขึ้นแม้ในยามที่แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ “งั้นลองจิบดูค่ะ ดอกไม้พวกนี้ไม่ได้โตมาเพื่อสนองความต้องการของใคร แต่มันโตเพื่อตอบแทนผืนดินที่เลี้ยงดูมันมา”
รินรดายกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก กลิ่นหอมจางๆ ของมะลิอบอวลขึ้นมาแตะจมูก ตามด้วยกลิ่นอายดินชื้นและรสสัมผัสหอมหวานที่เป็นธรรมชาติจนน่าประหลาดใจ มันไม่ใช่ความซับซ้อนของเครื่องเทศราคาแพง แต่มันคือความเรียบง่ายที่ตบหน้าความพยายามในการสร้างความสมบูรณ์แบบของเธอจนยับเยิน
“อร่อยจัง...” เธออุทานเบาๆ ความล้าที่หัวไหล่เหมือนได้รับการเยียวยา
“ธรรมชาติไม่เคยโกหกเราหรอกค่ะริน ถ้าเราใส่ใจฟังมันจริงๆ” ดินขยับตัวเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นใบยาสูบอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นดินจากตัวเขาทำให้รินรดารู้สึกถึงบางอย่างที่เต้นรัวอยู่ในอก ทั้งอบอุ่นและปั่นป่วนในคราวเดียว
ขณะที่พวกเขากำลังดื่มด่ำกับความเงียบงัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้ากระท่อม มันไม่ใช่เสียงย่ำพื้นดินของชาวบ้านที่นี่ แต่มันคือเสียงรองเท้าหนังที่กระทบกับก้อนกรวดอย่างมั่นคงและจงใจ
รินรดาหันขวับไปทางต้นเสียง หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของชายในชุดสูทสีเทาเนี้ยบกริบยืนเด่นอยู่หน้าประตูกระท่อม สายตาของเขาเย็นเยียบและคุ้นเคยจนน่าสยดสยอง
“คุณพ่อ?” รินรดาครางชื่อนั้นออกมาแทบไม่ได้ยินเสียง
ชายวัยกลางคนคนนั้นไม่ได้ตอบรับ แต่เขากลับกวาดสายตามองไปรอบๆ กระท่อมไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยตะกร้าผักและอุปกรณ์ทำอาหารของเธอด้วยแววตาดูแคลน ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ดินซึ่งยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ “ในเมื่อลูกเลือกที่จะทิ้งชื่อเสียงในเมืองเพื่อมาอยู่กับดินโคลน... พ่อก็คงต้องมาดูให้เห็นกับตาว่า ความสุขที่ลูกแลกมาด้วยอนาคตที่พ่อสร้างให้ มันมีค่าพอที่จะเอาตัวมาจมอยู่ที่นี่จริงๆ หรือเปล่า”
เขาวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ กลิ่นอายของความกดดันในอดีตพุ่งเข้าปะทะราวกับพายุที่รอเวลาพัดถล่มรินรดา “เซ็นซะ รินรดา แล้วกลับไปกับพ่อ เดี๋ยวนี้”
กระท่อมไผ่ริมธารขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันไออุ่นแห่งธรรมชาติไปพร้อมกับรินรดานะคะ
กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา•ตอนที่ 4
ชาดอกไม้ป่า
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และเมนูอุ่นใจ ณ กระท่อมปลายนา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!