กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่อ่อร์ชั้นดีที่ถูกต้มจนเดือดปุดๆ ในกาสำริดโบราณ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในโถงประชุมกองบัญชาการทหารอุดรผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความกดดันอันหนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกทับถมอยู่บนบ่าของเหล่าแม่ทัพนายกองและขุนนางฝ่ายสำนักชำระบัญชี จนแม้แต่เสียงหายใจก็ยังต้องผ่อนให้เบาที่สุด
สายตานับสียคู่จับจ้องไปยังร่างบอบบางในชุดคลุมผ้าไหมปักลายกระเรียนขาวแซมดิ้นเงินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ นางคือ "เสิ่นอวี้จือ" กุนซือหญิงผู้ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการท่าเสียงคัดค้านครึ่งค่อนราชสำนัก ทว่ายามนี้ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงกระซิบกระซาบใดๆ อีกเมื่อความเงียบอันเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมาจากประธานในที่ประชุม
เบื้องบนสุดของห้องโถงนั้น "จ้าวเฟยหลง" หรือชินอ๋องผู้ถูกขนานนามว่าอ๋องปีศาจประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักรูปพยัคฆ์ทะยาน อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรทมิฬกลกลืนกับความมืดสลัวของมุมห้อง พระพักตร์คมคายดั่งรูปสลักน้ำแข็งไม่บ่งAอารมณ์ใด ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวทอดพระเนตรกุนซือสาวนิ่งงัน ราวกับกำลังประเมินว่าสตรีผู้บอบบางนางนี้จะกล1มาเป็นหมากที่ใช้งานได้ดี หรือจะเป็นเพียงเศษกระดูกชิ้นแรกที่จะถูกบดขยี้ในสงครามชิงอำนาจครั้งนี้
"แผนการเคลื่อนพลสามสายผ่านหุบเขาอัสดงที่ใต้เท้าเสนอมาเมื่อครู่..."
เสียงหวานใสทว่าราบเรียบทรงอำนาจดังขึ้น ทำลายความเงียบงันลง เสิ่นอวี้จือปรายหางตามองขุนนางอาวุโสฝ่ายเสบียงผู้มีสีหน้าซีดเผือด นางไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างหยิบพู่กันขนหมาป่าด้ามหยกขาวขึ้นมาคั่นระหว่างนิ้วอย่างใจเย็น
"ช่างเป็นกลยุทธ์ที่... สะเพร่าและสิ้นคิดเสียจริงเพคะ"
คำวิจารณ์อันตรงไปตรงมาหลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบที่เคลือบด้วยชาดสีแดงระเรื่อ ทำให้ขุนนางผู้นั้นหน้าถอดสี ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยวแต่ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดโต้แย้งต่อหน้าพระพักตร์ชินอ๋อง
"บังอาจ! นั่นคือแผนที่ข้าและเหล่าแม่ทัพร่วมกันพิจารณามาแรมเดือน แม่นางเสิ่น เจ้าเป็นเพียงสตรีที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ค่ายทหาร กล้าดีอย่างไรมาดูหมิ่นหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเรา!" ขุนนางฝ่ายเสบียงตบโต๊ะเสียงดังลั่นด้วยความคับแค้นใจ
เสิ่นอวี้จือไม่แม้แต่จะปรายตาแลผู้พูด นางเพียงตวัดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษสาช้าๆ น้ำหมึกสีดำเข้มข้นแต้มลงไปเป็นจุดตัดสามจุดอย่างแม่นยำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับขุนนางผู้นั้นด้วยแววตานิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึก
"ท่านดูแคลนลมหนาวเดือนสิบสอง และประเมินความเร็วในการเคลื่อนพลของแคว้นเป่ยโฉวต่ำเกินไป" เสิ่นอวี้จือกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใสแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "หากเราเคลื่อนทัพผ่านหุบเขาอัสดงตามแผนของท่าน กองเสบียงสามหมื่นหาบจะติดหล่มโคลน ณ จุดยุทธศาสตร์ที่แคบที่สุด และในขณะเดียวกัน กองกำลังทหารม้าของศัตรูที่ซุ่มอยู่หลังแนวเทือกเขาจะเข้าโอบล้อมท่านในเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป... เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ต้องรอให้ข้าศึกบุกเข้าตี ทหารนับหมื่นของพวกเราคงล้มตายเพราะความหนาวเหน็บและอดอยากเสียก่อน"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง ขุนนางผู้นั้นอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออกเมื่อถูกตอกหน้าด้วยข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์และการส่งกำลังบำรุงที่แม่นยำราวกับนางเคยไปยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วยตนเอง
แม้แต่จ้าวเฟยหลงที่ประทับอยู่เบื้องบน ยังต้องขยับพระองค์เล็กน้อย ดวงเนตรคมกริบฉายแววพึงพอใจวูบหนึ่งอย่างรวดเร็วเกินกว่าใครจะทันสังเกต ความเด็ดขาดและไหวพริบของสตรีผู้นี้เหนือความคาดหมายของพระองค์ไปไกลนัก นางไม่ใช่ดอกไม้ประดับจวนที่รอวันโรยรา แต่นางคือคมดาบที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มอันงดงาม
"เช่นนั้น... ตามความคิดของกุนซือเสิ่น เราควรเดินหมากอย่างไรต่อไป?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก กังวานก้องไปทั่วห้องโถง สร้างความสะท้านเยือกในอกของทุกคน
เสิ่นอวี้จือย่อกายถวายความเคารพอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเล่ห์กลอันล้ำลึก
"ทูลท่านอ๋อง เราไม่จำเป็นต้องเคลื่อนพลหลบซ่อน..." นางก้าวเข้าไปใกล้แผนที่ขนาดใหญ่ ใช้ปลายพู่กันชี้ไปยังจุดสีแดงฉานทางทิศเหนือ "เราจะเปิดประตูเมืองต้อนรับพวกมัน... ณ ทุ่งราบหิมะแดง และใช้กลยุทธ์ 'ยืมมือยุทธ์สยบพยัคฆ์' ที่ฮองเฮาหลินทรงโปรดปรานนัก มาย้อนศรทำลายกองกำลังของพวกมันเองเพคะ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเย็นเยียบลงทันที ชื่อของฮองเฮาหลินถูกเอמהขึ้นอย่างอсการ์โดยไม่มีผู้ใดคาดคิด ท่าทีของเหล่าขุนนางเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าความขัดแย้งระหว่างชินอ๋องและฝ่ายวังหลังกำลังคุกรุ่นถึงขีดสุด การดึงชื่อฮองเฮาเข้ามาพัวพันในแผนศึกครั้งนี้ เท่ากับการประกาศสงครามกลางเมืองอย่างเปิดเผย!
จ้าวเฟยหลงมิได้ตรัสสิ่งใด ทว่าแววพระเนตรกลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความมืดมน พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวพระบาทลงจากแท่นประทับทีละน้อย เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นหินดังกังวานเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาทรายแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง
ร่างสูงใหญ่หยุดยืนประชิดเบื้องหลังร่างบอบบางของเสิ่นอวี้จือ กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายสงครามลอยอบอวลอยู่รอบตัวนางจนแทบหายใจไม่ออก ทว่ากุนซือสาวยังคงยืนหยัดตรงแน่ว ไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ครึ่งก้าว
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก... เสิ่นอวี้จือ" พระองค์โน้มพระพักตร์ลงกระซิบชิดข้างพระนพักตร์ของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "กล้าดียังไงถึงเอาชีวิตของคนทั้งกองทัพมาเดิมพันกับเกมการเมืองของสตรีในวังหลัง... และกล้าดียังไง ถึงทำให้หัวใจที่ด้านชาดวงนี้... กลับมาเต้นแรงได้อีกครั้ง"
เสิ่นอวี้จือหัวใจกระตุกวูบ นางเอี้ยวคอมองกลับไปสบพระพักตร์ที่อยู่ใกล้เพียงคืบ แววตาเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของนางสั่นไหวเล็กน้อยเป็นครั้งแรก ทว่าก่อนที่นางจะได้เอื้อnวาจาใดตอบโต้
ตึง!
เสียงเปิดประตูห้องโถงกระแทกอย่างแรงจากภายนอก ขัดจังหวะบรรยากาศอันน่าลุ่มหลงและตึงเครียดนั้นลงอย่างฉับพลัน ข้าราชบริพารหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น เนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยหยาดเหงื่อและหิมะละลาย
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ราชสาส์นด่วนจากเมืองหลวง... ฮองเฮาหลินทรงมีพระราชเสาวนีย์ปลดท่านแม่ทัพ และ... และมีคำสั่งให้ประหารชีวิตกุนซือเสิ่นทันทีข้อหาเป็นกบฏนอกราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณรี้ดдерทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่หมากเกมอำนาจและกลศึกอันล้ำลึกนี้ไป1ด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงไร้พ่ายกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา•ตอนที่ 1
กลยุทธ์เหนือพู่กัน
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงไร้พ่ายกับอ๋องปีศาจผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!