“ถ้าคุณจะวางเสาหลักไว้ตรงนี้ ผมว่าคุณเอาแบบแปลนไปพับเป็นเครื่องบินกระดาษเล่นน่าจะสร้างสรรค์กว่าครับ”
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องประชุม คินน์วางปากกามาร์กเกอร์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊คตัวยาวด้วยจังหวะเนิบนาบ ทว่าสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่จ้องมองกระดานไวท์บอร์ดนั้นกลับทวีความกดดันจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ
รินรดาตวัดสายตาขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ เธอไม่ได้สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนมนั้นแม้แต่น้อย มือเรียวบางหยิบสไตลัสขึ้นมาเคาะเบาๆ ลงบนแท็บเล็ต ก่อนจะเดินนิ่งๆ ไปหยุดอยู่หน้าแบบแปลนที่เขากำลังคัดค้าน
“วิศวกรอย่างคุณน่าจะเข้าใจคำว่า 'สถาปัตยกรรมที่ไร้ขอบเขต' นะครับคุณคินน์ หรือสมองของคุณถูกตีกรอบด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงดึงจนลืมจินตนาการไปหมดแล้ว” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยหนามแหลมคม
คินน์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้แสดงถึงความขบขัน แต่คือความสมเพชในความดื้อรั้นของผู้หญิงตรงหน้า เขายันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงใหญ่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเผยให้เห็นเส้นเลือดที่ข้อมือขณะที่เขาโน้มตัวลงมาทาบทับกับขอบโต๊ะ ระยะห่างระหว่างเราลดน้อยลงจนได้กลิ่นหอมสะอาดของสบู่ประจำตัวเขา
“จินตนาการของคุณมันกินไม่ได้ถ้าตึกพังลงมาครึ่งเมืองครับ รินรดา” เขากดเสียงต่ำ “เสาต้นนี้ ถ้าตั้งตามตำแหน่งที่คุณวาด ผมการันตีได้เลยว่าไม่เกินสามปี รอยร้าวจะวิ่งเป็นใยแมงมุมทั่วโถงล็อบบี้ ผมไม่ได้เป็นวิศวกรที่มานั่งขัดใจคุณเล่น แต่ผมมาที่นี่เพื่อป้องกันไม่ให้วิชาชีพของเราทั้งคู่กลายเป็นเรื่องตลกในหน้าหนังสือพิมพ์”
รินรดากัดริมฝีปากล่างเบาๆ เธอขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนปลายนิ้วเกือบจะสัมผัสกับอกกว้างของเขา “คุณมันก็แค่คนกลัวความล้มเหลว กลัวการลองทำอะไรที่มันท้าทายตรรกะเดิมๆ ของคุณ”
“ผมกลัวความตายของคนใช้งานอาคารต่างหาก”
บรรยากาศในห้องประชุมเดือดพล่าน ธันวาที่นั่งเงียบมาตลอดรีบขยับเข้ามาคั่นกลาง เขาพยายามส่งยิ้มเจื่อนๆ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ “เอ่อ... ทั้งคู่ครับ ใจเย็นก่อนไหมครับ เรื่องเสาเดี๋ยวเราค่อยปรับกันใหม่ เดี๋ยวผมลองคำนวณโครงสร้างร่วมกับโปรแกรมใหม่ให้ ริน... เดี๋ยวเราไปคุยรายละเอียดส่วนอื่นกันก่อนดีไหมครับ ให้คุณคินน์เขาได้ทบทวนเรื่องจุดรับน้ำหนักอีกที”
ธันวาเอื้อมมือไปแตะที่หัวไหล่ของรินรดาอย่างหวังดี แต่นั่นกลับเป็นเหมือนการราดน้ำมันเข้ากองไฟ
สายตาของคินน์วูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นสัมผัสนั้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่ทำเอาอุณหภูมิในห้องลดต่ำลงถึงจุดเยือกแข็ง “ทบทวนงั้นเหรอ? ผมไม่มีอะไรต้องทบทวนในสิ่งที่มันผิดตั้งแต่ต้น”
เขาเดินก้าวยาวๆ เข้ามาถึงตัวรินรดาในชั่วพริบตา ก่อนจะใช้มือหนาหยิบสไตลัสออกจากมือเธอแล้ววางมันลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ‘ปัง’
“ถ้าอยากได้แบบที่ขัดใจผมนัก ก็เชิญเขียนใหม่เองเลยครับ เพราะถ้าตราบใดที่ชื่อผมยังอยู่ในโปรเจกต์นี้ ผมไม่มีวันเซ็นอนุมัติให้สิ่งก่อสร้างที่เต็มไปด้วยจุดบอดทางวิศวกรรมนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด”
“คุณคินน์! คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินผลงานฉันแบบนี้!” รินรดาตะโกนไล่หลัง ขณะที่ชายหนุ่มหมุนตัวเดินออกไปที่ประตูห้องทำงานของเขาด้วยท่าทีไม่แยแส
“ผมมีสิทธิ์ครับ... ในฐานะวิศวกรผู้รับผิดชอบชีวิตคนทั้งตึก และในฐานะคนที่ต้องคอยตามเช็ดตามล้างจินตนาการเพ้อเจ้อของคุณ”
คินน์หยุดเดินที่หน้าประตู เขาไม่หันกลับมามอง แต่ถ้อยคำนั้นก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของรินรดา “เย็นนี้อย่าเพิ่งกลับ ถ้าอยากให้โปรเจกต์นี้เดินต่อ ก็ตามผมมาที่ห้องเก็บแปลน... เรามีเรื่องต้อง ‘เคลียร์’ กันให้จบ”
เขาผลักประตูออกไปทิ้งให้ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัด รินรดายืนตัวสั่นด้วยความโกรธ ทว่าลึกๆ ในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่อยากยอมรับ... ความหวั่นไหวที่เกิดจากความดุดันและแววตาที่ซ่อนความห่วงใยไว้ใต้ความปากเสียของเขา
สองชั่วโมงต่อมา รินรดาเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องเก็บแปลนที่อยู่มุมสุดของออฟฟิศ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักประตูเข้าไป ภายในห้องสลัวลาง มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะที่ส่องกระทบแผ่นกระดาษเขียนแบบสีน้ำเงินเข้ม
คินน์นั่งอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังกว้างของเขายังคงดูน่าเกรงขาม เขาไม่ได้หันมามองตอนที่เธอเข้ามา แต่เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นนั้นกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
“เข้ามาแล้วก็ปิดประตู... แล้วล็อคด้วยนะครับ”
เธอนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “ล็อคทำไมคะ?”
คินน์เงยหน้าขึ้นจากกระดาษแปลน ดวงตาคู่คมที่ดูดุดันเสมอมาในวันนี้กลับมีประกายบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด เขาค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้าเธอ “เพราะสิ่งที่ผมจะสอนคุณในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า มันไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นในบริษัทควรจะเห็น... โดยเฉพาะไอ้คนของคุณ”
เขาไล้ปลายนิ้วไปตามกรอบใบหน้าของเธอเบาๆ ก่อนจะก้มลงมากระซิบที่ข้างหูจนรินรดารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วลำคอ
“เตรียมตัวรับมือกับความจริงให้ดีนะครับคุณรินรดา เพราะหลังจากคืนนี้... คุณจะไม่มีวันมองแบบแปลนชุดนี้แบบเดิมได้อีกต่อไป”
เขากดล็อคกลอนประตูเสียงดังสนั่น ก่อนจะต้อนเธอจนแผ่นหลังสัมผัสเข้ากับตู้เก็บเอกสารเย็นเฉียบ แล้วโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน
ฟีนิกซ์สีทองหวังว่าเรื่องราวในบทนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกถึงแรงปะทะของอารมณ์และเคมีที่เริ่มเดือดพล่านนะครับ
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดความรักฉบับวิศวกร•ตอนที่ 1
แบบแปลนที่ขัดใจ
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดความรักฉบับวิศวกร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
