โลหิต... เป็นสิ่งที่สำนักเซียนเมฆาอุดมคติไม่เคยปรารถนาจะให้แปดเปื้อนผืนแผ่นหยกขาวแห่งนี้ แต่ในยามนี้ กลิ่นคาวเลือดกลับคละคลุ้งหนาแน่นเสียยิ่งกว่ากลิ่นธูปบูชาบรรพจารย์
ลานประลองยุทธศูนย์กลางสำนัก "ลานสวรรค์พิชิตมาร" บัดนี้ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า สายตานับพันคู่จากเหล่าผู้วิเศษและศิษย์สายตรงต่างจ้องมองไปยังร่างหนึ่งที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง
ร่างนั้นคือบุรุษหนุ่มสวมชุดคลุมสีดำสนิท เส้นผมสีหมึกยาวสยายสะบัดตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่าง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวภูผาทอประกายเย้ยหยันต่อฟ้าดิน ในมือขวาของเขาถือกระบี่เล่มหนึ่ง—กระบี่ที่ไม่มีแม้กระทั่งความงามสง่า มีแต่เพียงรอยโลหิตแห้งกรังและอבวลไอสังหารที่แผ่ซ่านจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่น
“เยี่ยเฟิง! เจ้าศิษย์นอกรีตเดรัจฉาน บังอาจนักที่กล้าเหยียบย่างเข้ามาในเขตศักดิ์สิทธิ์ แถมยังสังหารศิษย์พี่ร่วมสำนักถึงสามคน! วันนี้ ต่อให้เจ้ามีปีกบินหนี ก็อย่าหวังว่าจะรอดออกไปจากค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์ได้!”
เสียงตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้วิเศษอาวุโสผู้หนึ่งดังสะท้อนก้องฟ้า พร้อมกับแรงกดดันจากขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ที่กดทับลงมาดั่งภูเขาหิมะถล่ม หวังจะบดขยี้เยี่ยเฟิงให้แหลกคามือในคราเดียว
ทว่า เยี่ยเฟิงกลับไม่แม้แต่จะชายตามองผู้วิเศษผู้นั้น เขากลับก้มลงมองกระบี่ในมือ คล้ายกำลังสำรวจสหายเก่าที่ร่วมเป็นร่วมตายมาเนิ่นนาน มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันขึ้นเล็กน้อยอย่างคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว
*“Fvck! เจ้าเด็กนี่มันหาเรื่องตายชัดๆ! ข้าบอกแล้วว่าให้ค่อยๆ ลอบเข้ามาขโมยสมุนไพรวิญญาณ ไม่ใช่ให้บุกพังประตูหน้าแล้วเอาเลือดบรรพบุรุษพวกมันมาล้างเท้าแบบนี้! เจ้านี่มันหัวดื้อยิ่งกว่าเต่าแก่พันปีอย่างข้าเสียอีก!”*
เสียงทุ้มต่ำและกวนประสาทดังขึ้นในห้วงความคิดของเยี่ยเฟิง พร้อมกับแสงสีทองจางๆ ที่กะพริบขึ้นจากกำไลหยกโบราณบนข้อมือซ้าย
เยี่ยเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตอบกลับในใจด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย *“หุบปากน่าเจ้าเต่าแก่ ถ้าข้าไม่ทำเช่นนี้ แล้วเมื่อไหร่หนี้เลือดของอาจารย์และพี่น้องสำนักกระบี่ทมิฬจะได้รับการชำระเล่า? วันนี้ ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย ข้าก็ต้องพังรากฐานของพวกมันให้สิ้นซาก”*
*“เฮ้อ... ดื้อด้านจริงๆ ให้ตายสิ ข้าล่ะอยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะเอาหัวไปรับกระบี่ของนังเซียนน้ำแข็งคนนั้นอย่างไร!”* ตี้กงถอนหายใจในความมืดมิดของห้วงจิตวิญญาณ
ทันทีที่สิ้นเสียงของเต่าอสูรบรรพกาล บรรยากาศรอบลานประลองก็พลันหนתาวเหน็บลงอย่างฉับพลัน อุณหติลดดิ่งลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว เกล็ดน้ำแข็งโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอกอย่างไร้ที่มา
ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามา กดทับจิตวิญญาณของทุกคนจนแทบหยุดหายใจ
เหล่าศิษย์สำนักเซียนเมฆาต่างรีบพากันคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งด้วยความเคารพยำเกรง พร้อมกับประสานมือคำนับไปยังเบื้องบน ท้องฟ้าเบื้องบนนั้น คล้ายมีเงาร่างระหงอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์กำลังเคลื่อนกายลงมาอย่างช้าๆ ราวกับเทพธิดาผู้สูงส่งที่ไม่เคยแปดเปื้อนธุลีโลกีย์
นางคือ หลินอวี่ฉี... เซียนสาวผู้บรรลุวิชาเหมันต์นิรันดร์ ผู้คุ้มกฎสูงสุดแห่งสำนักเซียนเมฆา สตรีผู้มีความงดงามล่มเมืองแต่กลับเย็นชาไร้หัวใจ ยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปีในหุบเขาอเวจี
หลินอวี่ฉีลงมาเหยียบย่างบนพื้นหยกขาวอย่างไร้สุ้มเสียง ปลายเท้าของนางแตะพื้นเพียงเบาๆ เกล็ดน้ำแข็งก็ก่อตัวเป็นดอกบัวเหมันต์เบ่งบานไปทั่วบริเวณ สายตาคู่สวยที่เยือกเย็นดั่งหุบผาน้ำแข็งกวาดมองซากศพรอบกาย ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของเยี่ยเฟิง
ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกัน ท่ามกลางกระแสลมปราณสองสายที่ปะทะกันจนเกิดเสียงเปรี๊ยะๆ ของสายฟ้าสีคราม
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของนาง มีเพียงรัศมีไอเย็นยะเยือกที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างจนทำให้ผู้คนรอบข้างต้องถอยร่นไปหลายสิบก้าวด้วยความหวาดกลัว
“เยี่ยเฟิง...” น้ำเสียงของหลินอวี่ฉีราบเรียบและไร้อารมณ์ ราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต “เจ้ากล้าดียังไงถึงมาร,กราบกรานสร้างความวุ่นวาย ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ วางกระบี่ลงเสีย แล้วคุกเข่ารับโทษทัณฑ์แต่โดยดี บางที... ข้าอาจจะเมตตาให้เจ้าตายอย่างสบาย”
เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น สีหน้าของเขามีความดื้อรั้นและท้าทายอย่างถึงที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเซียนสาวผู้เย็นชาโดยไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
“ให้ข้าคุกเข่ารึ? หลินอวี่ฉี เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นใครกัน? ต่อให้เป็นเซียนบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้เยี่ยเฟิงผู้นี้คุกเข่า!”
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันจากกระบี่มารในมือพุ่งทะยานเสียดฟ้า ราวกับต้องการผ่าท้องฟ้าออกเป็นสองเสี่ยง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ทรนง
“หากเจ้าอยากได้กระบี่เล่มนี้ในมือข้านัก... ก็เข้ามาเอาเองสิ เซียนน้ำแข็งผู้สูงส่ง!”
หลินอวี่ฉีขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างวูบผ่านดวงตาที่เคยเยือกเย็นมาตลอดชีวิต นางไม่เคยพบเจอผู้ใดที่กล้าต่อปากต่อคำและท้าทายอำนาจของนางเช่นนี้มาก่อน... ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำโบราณ กลับเกิดระลอกคลื่นความโกรธเกรี้ยวและ... ความรู้สึกบางอย่างที่นางไม่อาจนิยามได้ตีรวนขึ้นมา
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่หลินอวี่ฉีจะทันได้ชักกระบี่เหมันต์นิรันดร์ออกมาสั่งสอนความอวดดีของชายหนุ่ม...
แผ่นดินเบื้องล่างก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนตั้งหลักแทบไม่อยู่ ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสกลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉับพลัน เสียงคำรามกึกก้องดั่งอสนีบาตพันสายดังมาจากรอยแยกมิติเบื้องหลังสำนักเซียนเมฆา พร้อมกับกลิ่นอายของสัตว์อสูรโบราณที่ทรงพลังจนแม้แต่ผู้วิเศษขอบเขตสวรรค์ยังต้องหน้าถอดสี!
รอยแยกมิติสีดำสนิทฉีกกระชากออก เผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานคู่มหึมาที่กำลังจ้องมองตรงมายังลานประลอง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งวิญญาณของทุกคน
*“ในที่สุด... ประตูผนึกก็เปิดออกแล้ว เจ้าพวกมดปลวกทั้งหลาย จงเตรียมตัวรับความพินาศ!”*
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไป1ด้วยกันนะครับ
กระบี่วิปลาสปะทะเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 1
กระบี่มารกระหายเลือด
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!