"หากเจ้ายังก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว… ต่อให้เป็นวิญญาณของเซียนสวรรค์ ข้าก็จักแผดเผาให้มันมลายกลายเป็นจุลในกระบี่เดียว!"
เสียงคำรามต่ำทุบทำลายความเงียบงันของหุบเขาหมื่นอสูรจนสั่นสะเทือน ปราณกระบี่สีดำสนิทพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า ราวกับพญามารที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลนับหมื่นปี เยี่ยเฟิงยืนหยัดอยู่บนแท่นหินโบราณ ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากการปะทะอันดุเดือดเมื่อครู่ เลือดสีสดหยดลงกระทบพื้นศิลาจนเกิดเสียงดังฉ่าราวกับกรดเข้มข้น แววตาของเขาดุดันและเย่อหยิ่ง ทว่าเบื้องหลังความทะนงตนนั้นกลับซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ภายใต้ลมหายใจที่กระชั้นถี่
เบื้องหน้าของเขาคือศิลาเซียนชิ้นที่หนึ่ง วัตถุล้ำค่าที่ส่องประกายแสงสีฟ้าครามเย็นเยือก สะท้อนภาพมิติที่บิดเบี้ยวรอบบริเวณ มันคือหัวใจของค่ายกลโบราณที่เหล่าสำนักเซียนใหญ่ต่างหมายปอง และเวลานี้ มันกำลังส่งเสียงร้องคำรามดังก้องราวกับหัวใจที่กำลังเต้นระรัว
"เจ้าเด็กสารเลว ปากกล้าเสียจริงนะ!" เสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นจากกำไลหยกที่ข้อมือซ้ายของเยี่ยเฟิง ตี้กง เต่าอสูรบรรพกาลโผล่หัวออกมาเล็กน้อย ดวงตาสสีทองกวาดมองไปรอบด้านด้วยท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อน "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ เจ้าพวกวานรเพลิงโลกันต์มันไม่ได้มีดีแค่จำนวน ยิ่งเจ้ายื้อเวลาไว้มากเท่าไหร่ ปราณในตันtianของเจ้าก็ยิ่งเหือดแห้งเร็วขึ้นเท่านั้น ข้าเตือนด้วยความหวังดีในฐานะสหายร่วมเป็นร่วมตายนะ… ถึงข้าจะอยากเห็นเจ้าตายแล้วยึดร่างนี้ก็เถอะ ฮ่าๆๆ!"
"หุบปากน่าเจ้าเต่าแก่ ถ้าข้าตาย ศีรษะของเจ้าก็คงไม่แคล้วได้ไปเป็นเครื่องประดับกระถางธูปของสำนักกระบี่สวรรค์เป็นแน่" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น สายตาคมกริบกวาดมองเงาดำนับร้อยที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของราวป่า
พรึบ! พรึบ! พรึบ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกันราวกับเสียงฝนตกหนัก ร่างเงานับร้อยพุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้สูงใหญ่ พวกมันคือ "วานรเพลิงโลกันต์บรรพกาล" สัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่มีพละกำลังมหาศาลและควบคุมเปลวเพลิงสีชาดที่สามารถหลอมละลายเหล็กไหลได้ในพริบตา ดวงตาสีแดงฉานของพวกมันจับจ้องมาที่เยี่ยเฟิงราวกับเหยื่ออันโอชะ และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันก็คือ ศิลาเซียนที่วางอยู่เบื้องหลังเขา
"โฮก————!"
จ่าฝูงวานรเพลิงโลกันต์ที่มีขนาดใหญ่โตราวกับภูเขาขนาดย่อม มันก้าวออกมาเบื้องหน้า กรงเล็บหนาตบลงบนพื้นศิลาจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสูงแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นพายุ ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
เยี่ยเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย กระบี่มารทมิฬในมือสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด ปราณมารสีดำทมิฬเริ่มแผ่ขยายกลืนกินแสงสว่างรอบตัว แม้สถานการณ์จะคับขันถึงขีดสุด แต่ริมฝีปากของเขากลับปรากฏรอยยิ้มหยันที่มุมปาก
ในวินาทีที่จ่าฝูงวานรพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับเปลวเพลิงที่แผดเผาท้องน้าให้กลายเป็นสีแดงฉาน ร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเยี่ยเฟิงราวกับภูตผี
ประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ราวกับหิมะโปรยปรายกลางฤดูร้อน ความเย็นยะเยือกที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งแผ่ขยายออกไปในรัศมีร้อยลี้ เปลวเพลิงสีชาดที่กำลังโหมกระหน่ำถูกแช่แข็งให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งสีแดงชาดในชั่วพริบตา
หลินอวี่ฉี ยืนหยัดอย่างสง่างามในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ ใบหน้างดงามไร้ที่ติราศีนางพญาเยือกแข็งไร้ความรู้สึก ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายแววความห่วงใยที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน นางยกมือเรียวขึ้นวาดผ่านอากาศเบื้องหน้า ดาบน้ำแข็งยาวสิบเมตรปรากฏขึ้นในมือ และกวัดแกว่งเพียงครั้งเดียวเพื่อกวาดล้างฝูงวานรเพลิงโลกันต์ที่ดาหน้าเข้ามาให้กระเด็นถอยหลังไปพร้อมกัน
"เจ้าคนดื้อรั้น… ใครอนุญาตให้เจ้าตายก่อนที่หนี้แค้นจะถูกชำระกัน?" เสียงหวานใสแต่เย็นชาดังกังวานขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความสั่นเครือเล็กน้อยที่นางพยายามเก็บงำไว้
เยี่ยเฟิงชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขามองแผ่นหลังบอบบางแต่ทรงพลังของนาง รอยยิ้มที่เคยเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนขึ้นอย่างประหลาด
"ศิษย์พี่รอง… ข้ายังไม่อยากตายก่อนที่จะได้เห็นท่านแย้มยิ้มให้ข้าด้วยความเต็มใจหรอกนะ" เยี่ยเฟิงกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ
"เจ้าคนฉวยโอกาส!" หลินอวี่ฉีกล่าวเสียงเขียว ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยท่ามกลางความหนาวเหน็บ นางหันกลับมามองเขาด้วยหางตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "ศิลาเซียนชิ้นนั้น… ข้าจะเป็นคนดึงมันออกมาเอง เจ้ามีหน้าที่คุ้มกันหลังให้ดี อย่าให้พวกมันระคายเคืองแม้แต่ปลายเส้นผมของข้า มิฉะนั้น… ข้าจะแช่แข็งเจ้าไว้เป็นรูปปั้นประดับถ้ำร้อยปีแน่!"
"รับทราบครับ ท่านเซียนผู้เย็นชา" เยี่ยเฟิงหัวเราะร่า ปราณกระบี่มารทมิฬระเบิดออกอีกครั้ง ร่างของเขากลายเป็นเงาสะท้อนพุ่งเข้าปะทะกับจ่าฝูงวานรเพลิงโลกันต์อย่างดุเดือด พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ท้องฟ้าแปรปรวนเป็นสีดำสนิทสลับกับสีฟ้าคราม
การต่อเพื่อแย่งชิงศิลาเซียนชิ้นที่หนึ่งดำเนินมาถึงจุดแตกหัก หลินอวี่ฉีเอื้อมมือเรียวไปสัมผัสกับผิวศิลาเซียน ปราณเหมันต์นิรันดร์แผ่ซ่านเข้าประสานกับพลังของศิลาจนเกิดเสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่า ในวินาทีที่ศิลาเซียนกำลังจะถูกหลุดรอดออกมาจากแท่นหินโบราณ พื้นดินเบื้องล่างกลับแยกตัวออกอย่างไร้สัญญาณเตือน!
เงาร่างมหึมาอีกสายหนึ่ง… ร่างที่ทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าวานรเพลิงโลกันต์นับร้อยตัวรวมกัน ค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากรอยแยกใต้พื้นพิภพ พร้อมกับเสียงคำรามที่ทำให้ดวงวิญญาณในรัศมีพันลี้แทบแตกดับ!
เยี่ยเฟิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ขณะที่หลินอวี่ฉีชะงักงันไปชั่วขณะ — บุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นใหม่นี้ หาใช่สัตว์อสูรในตำนานทั่วไปไม่ แต่เป็น…
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และเติบโตไปพร้อมกับกระบี่เล่มนี้ด้วยกันนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
กระบี่วิปลาสปะทะเซียนน้ำแข็งนิรันดร์•ตอนที่ 15
สัตว์อสูรตระกูลวานร
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสปะทะเซียนน้ำแข็งนิรันดร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!