สถาปนิกไร้เงากับนายทุนผู้สูญเสียความทรงจำ•ตอนที่ 1

รอยร้าวบนพิมพ์เขียว

ผลงานโดย คนมองเมือง
กลิ่นอับของกาลเวลาและคราบสนิมสีเลือดหมูบนเหล็กโครงสร้างอายุร่วมครึ่งศตวรรษ ไม่ได้สร้างความรู้สึกโรแมนติกให้กับธาวินแม้แต่น้อย ในมุมมองของสถาปนิกผู้บูชาความเฉียบคมและฟังก์ชันแบบมินิมอล อาคารพาณิชย์เก่าแก่บนย่านการค้าใจกลางพระนครแห่งนี้ก็เป็นเพียง "เนื้อร้าย" ที่เกาะกินอัตราเร่งทางเศรษฐกิจของเมืองใหญ่ ปลายนิ้วที่สวมถุงมือหนังสีดำสัมผัสลงบนรอยร้าวแนวดิ่งที่พาดผ่านเสาคอนกรีตเสริมเหล็กเบอร์ C-12 มันไม่ใช่รอยร้าวธรรมดาจากแรงดินทรุดตัวหรือความล้าของวัสดุตามกาลเวลา แต่เป็นรอยแยกที่ถูกเจาะจง... หรือพูดให้ถูกคือ มันมีร่องรอยของการสกัดแต่งโครงสร้างภายในอย่างจงใจเพื่อให้ความแข็ง 60 เปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่พังทลายลงได้ด้วยแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย "คุณดูหมกมุ่นกับซากปรักหักพังพวกนั้นเกินไปหน่อยหรือเปล่า, คุณธาวิน" เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่มีอำนาจโดยธรรมชาติลอยมาตามความเย็นยะเยือกของโถงทางเดินที่ไร้กระแสไฟฟ้า ธาวินไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมอง เขารู้จักสุ้มเสียงนี้ดี—มันคือเสียงของรวิศ นักลงทุนหนุ่มผู้กุมชะตากรรมของโครงการมูลค่าหมื่นล้าน และเป็นชายผู้มองโลกผ่านช่องว่างสีขาวโพลนในความทรงจำช่วงสามปีล่าสุด ธาวินค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ปัดฝุ่นละอองผงปูนออกจากปลายนิ้วอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้ว่าจ้างที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอลูมิเนียม แสงไฟฉายคาดหัวของรวิศส่องกระทบใบหน้าคมคายที่เรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออก นัยน์ตาคู่นั้นว่างเปล่า แต่มันกลับคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดที่พร้อมจะชำแหละทุกเหตุผลของเขาให้แหลกละเอียด "ผมไม่ได้หมกมุ่นกับซากปรักหักพังครับ, คุณรวิศ" ธาวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าดวงตาสีเข้มหลังกรอบแว่นไร้ขอบกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอีกฝ่าย "ผมแค่มองหาความสมเหตุสมผลในงานออกแบบ... และบังเอิญว่าพิมพ์เขียวที่คุณอนุมัติให้ทุบทิ้งเมื่อสัปดาห์ก่อน มันกำลังบอกเรื่องโกหกชิ้นใหญ่กับผม" รวิศเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยียบเย็น เขาก้าวเท้าเข้ามาในความมืด เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนซีเมนต์ดังก้องกังวานในความเวิ้งว้าง "โกหก? โครงการนี้ผ่านการประเมินจากวิศวกรระดับประเทศมาแล้วสามคน ตึกนี้มันหมดสภาพที่จะยืนหยัดต่อในยุคสมัยนี้แล้ว คุณเป็นสถาปนิก หน้าที่ของคุณคือสร้างอนาคตบนพื้นที่ว่าง ไม่ใช่มานั่งขุดคุ้ยซากศพที่ตายไปแล้วเพื่อหาข้ออ้างในการดึงเวลา" "ถ้ามันเป็นแค่ซากศพ... ทำไมคุณถึงต้องรีบเร่งสั่งทุบมันในคืนที่ฝนตกหนักก่อนที่ผมจะเข้ามาตรวจสอบโครงสร้างจริง?" ธาวินย้อนถามทันควัน น้ำเสียงไม่ดังแต่ทรงพลังพอที่จะหยุดฝีเท้าของรวิศให้ชะงักลง ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำฝนที่รั่วซึมจากเพดานชั้นบนกระทบลงบนถังน้ำพลาสติกเก่าๆ เป็นจังหวะน่ารำคาญ รวิศหรี่ตาลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวเขากดดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความทรงจำสามปีที่หายไปทำให้เขาต้องระแวงแม้กระทั่งเงาของตัวเอง บันทึกในสมุดหนังสีดำที่เลขาฯ นำมาให้เมื่อฟื้นขึ้นจากอุบัติเหตุบอกไว้ชัดเจนว่า เขาต้องการเคลียร์พื้นที่ตรงนี้เพื่อผุดตึกระฟ้าคอมเพล็กซ์ แต่วันนี้... สถาปนิกตรงหน้ากลับทำท่าเหมือนกำลังขุดพบทุ่นระเบิดใต้ฐานรากที่เขาเป็นคนสั่งฝังด้วยมือตัวเอง "คุณรู้อะไรมา, ธาวิน?" รวิศเปลี่ยนสรรพนาม เสียงของเขาต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่แฝงไว้ด้วยการคุกคามอย่างเปิดเผย ธาวินไม่ตอบทันที เขาหยิบพิมพ์เขียวฉบับจริงที่พับเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทออกมา กางมันลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยหยากหยไย แสงจากไฟฉายมือถือของเขาฉายส่องลงบนแปลนอาคารโซน B "นี่คือแบบแปลนเดิมเมื่อปี พ.ศ. 2538 เสาต้นที่ผมเพิ่งตรวจดูไปเมื่อครู่ ถูกระบุว่าเป็นเสารับน้ำหนักหลักของโครงสร้างทั้งหมด แต่ในพิมพ์เขียวอนุมัติที่คุณเซ็นชื่อกำกับเมื่อเดือนก่อน... มันถูกเปลี่ยนสเปกเหล็กภายในจากข้ออ้อยเกรด SD40 เป็นเหล็กเส้นเรียบธรรมดาที่ได้มาตรฐานต่ำกว่าครึ่ง" ธาวินเงยหน้าขึ้นสบตาน รอยยิ้มเยارเยาะปรากฏขึ้นจางๆ บนใบหน้า "ตึกนี้ไม่ได้ทรุดโทรมตามกาลเวลาหรอกครับ... แต่มันถูกออกแบบมาให้ 'รอวันพัง' ต่างหาก" รวิศก้มมองพิมพ์เขียวบนโต๊ะ นัยน์ตาของนักลงทุนหนุ่มไหววูบไปชั่วขณะ สมองที่พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวตลอดสามปีที่ขาดหายพยายามประมวลผลข้อมูลมหาศาล ชื่อบริษัทรับเหมา โครงการเงา และลายเซ็นยึกยือที่เป็นของเขาเอง... หรืออาจจะเป็นใครบางคนที่ปลอมแปลงมันขึ้นมาในช่วงที่เขาสูญเสียการควบคุม "คุณกำลังจะบอกว่า..." รวิศกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ความตั้งใจที่จะทุบตึกนี้ ไม่ใช่เพราะผลกำไรทางธุรกิจ... แต่เป็นการทำลายหลักฐาน?" "ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังทำลายหลักฐานอะไร หรือพยายามลบความทรงจำส่วนไหนของคุณกันแน่..." ธาวินก้าวเข้าไปประชิดตัวรวิศ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนได้ยินเสียงลมหายใจ "แต่ถ้าตึกนี้พังลงมาตามแผนที่คุณอยากให้เป็น คนที่จะไม่ได้แค่เสียเงินลงทุน... แต่อาจจะต้องแลกด้วยอิสรภาพ หรืออาจจะมากกว่านั้น" รวิศจ้องหน้าสถาปนิกหนุ่มนิ่งนาน หัวใจในอกเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานนับปี—ความกลัวปะปนกับความตื่นเต้นเร้าใจ ระหว่างพวกเขาไม่มีความเป็นมิตรเหลืออยู่ มีเพียงความสงสัยและผลประโยชน์ที่ผูกปมชีวิตทั้งคู่เข้าด้วยกันอย่างไร้ทางหลีกเลี่ยง ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnเอ่ยคำพูดใดออกมาเพื่อทำลายความตึงเครียด เสียงฝีเท้าฝ่าสายฝนหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟด้านนอก อาคารที่ควรจะร้างและปิดตายอย่างไร้ผู้คน กลับมีเงาร่างหนึ่งทาบทับลงบนกระจกฝ้าหน้าประตูทางเข้า พร้อมกับเสียงล็อกกุญแจด้านนอกที่ดัง *'กริ๊ก'* สะท้อนก้องไปทั่วโถงตึกมืดทึบ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในมุมมืดของเมืองใหญ่กับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับนายทุนผู้สูญเสียความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%
รอยร้าวบนพิมพ์เขียว — สถาปนิกไร้เงากับนายทุนผู้สูญเสียความทรงจำ | yayni