"คุณกลับมาที่นี่ทำไม... ภาคิน"
เสียงของรินรดาสั่นพร่าเกินกว่าจะควบคุมได้ เธอกำแน่นอยู่ที่ขอบโต๊ะจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบราวกับผิวน้ำยามไร้ลมกลับไหวระริกเพียงเพราะการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทเนี้ยบกริบที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ภาคินไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขากวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานส่วนตัวของรินรดา ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ธันวา ซึ่งยืนพิงผนังอยู่ไม่ไกล ดวงตาคู่คมของธันวาหรี่ลงเล็กน้อย แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อยามมองรินรดากลับกลายเป็นความเย็นชาและระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด
"ผมแค่คิดว่า... บางทีเอกสารในซองนั่น อาจจะเป็นเหตุผลที่ดีพอที่ผมจะปรากฏตัวที่นี่" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับเขากำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ทั้งที่ในแววตานั้นซ่อนความหมายบางอย่างที่ทำให้รินรดาใจคอไม่ดี
ธันวาขยับตัวก้าวเข้ามาขวางหน้าหญิงสาวโดยสัญชาตญาณ เขาไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม แต่ความสงบของเขากลับดูน่าเกรงขามกว่าการตะโกนด่าทอ "เอกสารนั่น... มีค่ามากกว่าความทรงจำพังๆ ที่คุณทิ้งไว้ให้เธอหรือเปล่าครับ"
คำว่า 'ครับ' ที่หลุดจากปากธันวาไม่ได้บ่งบอกถึงความสุภาพ แต่มันคือการถากถางด้วยถ้อยคำที่สุภาพที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ภาคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มจางๆ ที่ดูเหมือนจะสมเพชตัวเองมากกว่าอีกฝ่าย
"ความทรงจำเหรอ? หึ... ผมไม่คิดว่าคุณจะเข้าใจสิ่งที่ผมกับรินผ่านมันมานะ ธันวา" ภาคินหันมามองธันวาเต็มตา "หรือว่าเธอไม่ได้เล่าให้คุณฟังว่า ทำไมตอนนั้น... ผมถึงต้องเดินออกมา"
รินรดาหลับตาลงแน่น ความเจ็บปวดในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันด้วยความพยายามที่จะเริ่มต้นใหม่ กำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างโหดร้าย เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังของธันวาที่ยืนบังเธออยู่ เขากำลังปกป้องเธอ... แต่เธอรู้ดีว่าหัวใจของเขากำลังถูกกรีดซ้ำด้วยคำพูดของภาคิน
"อดีตก็คืออดีตค่ะ ภาคิน" รินรดาลืมตาขึ้น เธอก้าวออกมาจากเงาของธันวา แม้ขาทั้งสองข้างจะยังสั่น แต่ดวงตาของเธอแน่วแน่ "ไม่ว่าคุณจะกลับมาด้วยเหตุผลอะไร หรือเอกสารนั่นจะเขียนว่าอะไร แต่มันไม่มีที่ว่างสำหรับคุณในปัจจุบันของรินอีกแล้ว"
ภาคินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาเปลี่ยนจากความยียวนเป็นความเศร้าสร้อยที่ลึกซึ้งอย่างประหลาด เขาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลวางลงบนโต๊ะไม้ขัดมัน เสียง 'ปึก' ที่เกิดขึ้นเบาๆ กลับดังก้องราวกับเสียงระเบิดในความรู้สึกของคนทั้งสาม
"ผมไม่ได้มาเพื่อทวงคืนรินรดาคนเดิม" ภาคินเอ่ยเสียงแผ่ว "ผมมาเพื่อบอกว่า... เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน ทั้งหมดนั่นไม่ใช่ความผิดของเธอ และผมเพิ่งได้รับหลักฐานที่พิสูจน์ว่ามีคนจงใจปั่นหัวเราทั้งคู่"
ธันวาชะงัก สายตาที่เคยแข็งกร้าวฉายแววสับสน รินรดาเองก็หันไปมองซองเอกสารนั้นอย่างไม่กล้าแตะต้อง บรรยากาศในห้องอัดแน่นไปด้วยความกดดันราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น รินรดารู้สึกว่าหัวใจที่เธออุตส่าห์รวบรวมเศษเสี้ยวกลับมาประกอบใหม่ กำลังจะถูกพายุลูกใหม่โหมกระหน่ำจนแตกสลายอีกรอบ
"คุณกำลังจะบอกว่า..." เสียงของธันวาขาดห้วงไป "ที่เธอต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดมาตลอดห้าปี... มันคือแผนการของใครบางคนงั้นเหรอ?"
ภาคินพยักหน้าช้าๆ เขาเลื่อนซองเอกสารไปทางรินรดา "เปิดดูสิริน... แล้วเธอจะรู้ว่าคนที่เธอเคยรักและไว้ใจที่สุดคนหนึ่ง คือคนเดียวกับที่ทำลายชีวิตเธออย่างเลือดเย็นที่สุด"
มือของรินรดาสั่นเทาเมื่อเอื้อมไปแตะขอบซองกระดาษ ธันวามองตามด้วยความกังวลใจอย่างปิดไม่มิด เขาอยากจะคว้ามือเธอไว้ไม่ให้เปิดมัน เพราะเขารู้ดีว่าหากความจริงที่อยู่ข้างในนั้นเลวร้ายกว่าที่คิด ชีวิตที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่ของเขากับรินรดาก็อาจจะจบลงเพียงเท่านี้
รินรดาตัดสินใจดึงกระดาษในซองออกมา... สายตาของเธอกวาดอ่านบรรทัดแรกไปถึงบรรทัดสุดท้าย ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังจนถึงปลายนิ้ว ใบหน้าของเธอกลายเป็นสีขาวเผือดไร้สีเลือด ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเงยขึ้นมองภาคินด้วยความตระหนกสุดขีด
"ไม่จริง... คนคนนั้น... เขาทำไปเพื่ออะไร"
ภาคินถอนหายใจยาว แววตาของเขามีความเห็นใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน "เพราะเขารู้ว่า ถ้าคุณกับผมไม่มีทางไปต่อได้... มรดกของตระกูลทั้งหมดก็จะตกเป็นของเขาเพียงผู้เดียว"
ธันวาแย่งกระดาษแผ่นนั้นมาอ่านด้วยความรวดเร็ว ดวงตาของเขากระตุกวูบเมื่อเห็นชื่อบุคคลที่ปรากฏอยู่ในบันทึกการโอนเงินและเอกสารยืนยันความผิด
"พ่อของคุณ..." ธันวาหันขวับมามองรินรดาด้วยความตกตะลึง "ริน... พ่อของเธออยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้เหรอ?"
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้เปล่งเสียงตอบรับ เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นสองครั้งอย่างหนักแน่น ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รอให้ได้รับอนุญาต
"ถึงเวลาต้องคุยกันให้รู้เรื่องแล้วนะ รินรดา"
ร่างสูงใหญ่ของผู้ชายวัยใกล้เกษียณก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับลูกน้องในชุดสูทสีดำอีกสามคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง รินรดาถอยหลังกรูดไปชนกับโต๊ะทำงาน ขณะที่ธันวารีบก้าวเข้ามาโอบไหล่เธอไว้แน่น
"พ่อ..." รินรดาเรียกชื่อคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือที่สุด "พ่อทำแบบนี้ทำไม..."
ผู้เป็นพ่อไม่ได้ตอบคำถาม แต่เขากลับกวาดสายตามองคนทั้งสามในห้องด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำสั่งเด็ดขาด "ดูเหมือนความลับจะแตกเร็วกว่าที่คิด... แต่ไม่เป็นไร เพราะต่อจากนี้ สิ่งที่พังไม่ใช่แค่ความรักของลูก... แต่มันคือทุกอย่างที่ลูกเหลืออยู่"
แสงไฟในห้องกะพริบถี่ๆ ราวกับจะดับลง ก่อนที่ความมืดจะเข้าปกคลุมพื้นที่ไปชั่วขณะ และในความเงียบงันนั้น เสียงล็อกประตูจากด้านนอกก็ดังขึ้น... ล็อกพวกเขาทั้งสามคนไว้ในกรงขังที่ไม่มีทางหนี
ดาริกาส่องแสงหวังว่าบทนี้จะทำให้หัวใจของรี้ดเดอร์เต้นไม่เป็นจังหวะนะคะ ขอบพระคุณที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้ค่ะ
ย้อนเวลามาแก้ไขหัวใจที่เคยพัง•ตอนที่ 8
อดีตที่ไม่ยอมปล่อยวาง
ผลงานโดย ดาริกาส่องแสง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาริกาส่องแสง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลามาแก้ไขหัวใจที่เคยพัง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!