"คุณกำลังเอาชีวิตเข้าแลกกับเศษกระดาษที่ไร้ค่าในทางกฎหมายนะครับ คุณอคิน"
เสียงของรวินท์ราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปลอกกำมะหยี่ เขานั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กตัวยาว แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีเขียวมรกตสาดส่องลงมาเพียงครึ่งซีกของใบหน้า ขับเน้นให้ดวงตาคู่คมที่ลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบึ้งยิ่งดูอ่านยากขึ้นไปอีก
อคินไม่ตอบทันที เขายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้ากองเอกสารโบราณที่กระจัดกระจายบนโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวยาวของนักวิชาการหนุ่มแตะลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบที่เปรอะเปื้อนรอยหมึกจางๆ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงแห่งกาลเวลาคละคลุ้งอยู่ในอากาศราวกับลมหายใจของคนตาย ความเงียบงันภายในห้องหอสมุดส่วนบุคคลยามวิกาลนี้หนักอึ้งเสียจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตนเอง
"ผมไม่ได้เอาชีวิตเข้าแลก ผมแค่กำลังตามหาความจริงที่ถูกพวกคุณบิดเบือน" อคินเงยหน้าขึ้น สบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แววตาของเขาแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยตรรกะที่พร้อมจะหักล้างทุกความงมงาย "ความจริงที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ถ้อยคำเพ้อเจ้อในบทกวีที่ไร้รากเหง้า"
รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและแฝงความเย้ยหยันจางๆ "ความจริงงั้นหรือครับ? คุณอคิน... คุณเชื่อมั่นในเศษกระดาษที่มีตราประทับทางราชการและตัวเลขทางสถิติ แต่กลับมองไม่เห็นรอยเลือดที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของบทกวีเหล่านั้น ช่างน่าเวทนาเสียจริง นักประวัติศาสตร์ผู้ตาบอดต่อวิญญาณของอดีต"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดขึ้นจนแทบจะจุดประกายไฟได้ อคินขบกรามแน่น ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาผุดวาบขึ้นมาในหัว มันคือแผลเป็นที่ทำให้เขาเกลียดชังความคลุมเครือและเรื่องเล่าที่พิสูจน์ไม่ได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ปริศนาของบทกวีที่รวินท์ถือครองอยู่ ก็เป็นกุญแจดอกเดียวที่จะไขความลับเบื้องหลังโศกนาฏกรรมนั้นได้
อคินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ เขารู้ดีว่าการใช้อารมณ์รังแต่จะทำให้เกมนี้ตกเป็นรอง
"ถ้าเช่นนั้น เรามาทำข้อตกลงกันเถอะครับ" อคินวางมือราบลงบนโต๊ะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสนิทของกวีหนุ่ม "สัญญาสุภาพบุรุษ... คุณกับผม เราจะร่วมกันสำรวจที่มาของบทกวีชุดนี้ โดยใช้แนวทางของผม—หลักฐาน ข้อเท็จจริง และตรรกะ และแนวทางของคุณ—สัญชาตญาณ สัญลักษณ์ และความหมายที่ซ่อนเร้น"
รวินท์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความสนใจประกายขึ้นในแววตาคู่คมชั่วพริบตาก่อนจะจางหายไป ความท้าทายนี้ช่างหอมหวานและอันตรายในคราวเดียวกัน การดึงเอานักวิชาการผู้ยึดมั่นในกรอบตรรกะมาเดินบนเส้นทางแห่งบทกวี ก็ไม่ต่างจากการพาคนตาบอดมาเดินบนปากเหว แต่กระนั้น มันก็น่าดึงดูดใจเกินกว่าจะปฏิเสธ
"น่าสนใจมากครับ" รวินท์ผผ่อนคลายอิริยาบถเล็กน้อย เขายื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือแบออกอย่างเปิดเผย "แต่เงื่อนไขมีอยู่ว่า หากการเดินทางครั้งนี้พาเราไปพบความจริงที่บีบคั้นเกินกว่าตรรกะทางวิทยาศาสตร์ของคุณจะรับไหว... คุณจะต้องไม่ถอยหลังกลับเด็ดขาด"
อคินมองมือคู่นั้น ชั่ววินาทีหนึ่งที่ปลายนิ้วของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกัน กระแสความเย็นยะเยือกบางเบาก็แผ่ซ่านผ่านผิวสัมผัส ราวกับมีสายลมแห่งความตายพัดผ่านกลางห้อง
อคินยื่นมือออกไปจับกระชับมั่น "ตกลงครับ... ไม่มีการถอยหลังทั้งนั้น"
ทันทีที่ปลายนิ้วประสานกัน สัญญาแห่งพันธะอันเงียบงันก็เริ่มต้นขึ้น บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไม่ได้ถูกทำลายลง หากแต่มันถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มืดดำและลุ่มลึก
รวินท์ชักมือกลับอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหยิบสมุดปกหนังสีดำเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งออกมาจากลิ้นชักลับใต้โต๊ะ เขาวางมันลงตรงหน้าอคิน บรรจงเปิดมันออกด้วยความระมัดระวังราวกับกำลังเปิดฝาโลงศพ
"นี่คือสมุดบันทึกหน้าสุดท้ายของบรรพบุรุษผม ผู้เขียนบทกวีบทแรกก่อนที่เขาจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามสัปดาห์ก่อน" รวินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตาจับจ้องมองกระดาษสีเหลืองกรอบที่มีลายมือหวัดๆ เขียนด้วยหมึกสีเข้ม
อคินก้มลงมอง ตัวอักษรบนหน้ากระดาษนั้นไม่ใช่ข้อความธรรมดา แต่มันคือบทกวีสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมืออันสั่นเทา:
*“เมื่อเงาทอดยาวกว่าร่าง*
*จงระวังเสียงฝีเท้าที่เดินตามหลัง*
*ความตายไม่ได้มาในยามวิกาล*
*แต่มันนั่งรออยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม... ของท่านเอง”*
หัวใจของอคินกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นตามสันหลัง เมื่อกวาดสายตาอ่านบรรทัดสุดท้ายซ้ำไปซ้ำมา เขาก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รอยหมึกจางๆ มันไม่ใช่รอยเปื้อน แต่เป็นรอยขูดขีดของคมมีดที่จงใจซ่อนข้อความอีกชุดเอาไว้
อคินหยิบแว่นขยายสำหรับตรวจเอกสารโบราณขึ้นมาส่องอย่างละเอียด แสงไฟสะท้อนบนเลนส์เผยให้เห็นร่องรอยการกดน้ำหนักมือที่ลึกลงไปในเนื้อกระดาษ
"รวินท์..." อคินเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าโดยไม่รู้ตัว "นี่ไม่ใช่บทกวีธรรมดา... แต่มันคือพิกัด"
รวินท์ขยับตัวเข้ามาใกล้ ไหล่ของเขาสัมผัสกับไหล่ของอคิน กลิ่นหอมจางๆ ของชาขาวและกระดาษเก่าลอยแตะจมูก "พิกัดอะไรครับ?"
อคินใช้ปลายแหนบโลหะค่อยๆ เขี่ยเศษฝุ่นกระดาษบริเวณรอยขูดขีดนั้นออก เผยให้เห็นตัวเลขพิกัดภูมิศาสตร์และชื่อสถานที่ที่ถูกลบเลือนด้วยปากกาหมึกซึมทับอีกชั้นหนึ่ง
*"ห้องใต้ดิน... ใต้อาสาหาสมุดหลังเก่า... จุดที่ไม่มีแม้แต่เงาของแสงอาทิตย์"*
ทว่า ในขณะที่อคินกำลังเพ่งพินิจตัวเลขพิกัดสุดท้าย เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้อง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
มันไม่ใช่เสียงเคาะประตูจากด้านนอกห้องสมุด... แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่ดังมาจาก "พื้นไม้" เบื้องใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาทั้งสองคน ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินขึ้นมาจากห้องใต้ดินที่ถูกปิดตายมานานนับร้อยปี!
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและเงาอดีตไปด้วยกันนะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย•ตอนที่ 8
พันธะแห่งความเงียบ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่ไร้เงาและถ้อยคำของคนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!