"นี่คุณอคิน! จะยิ้มทำไมในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้! คนทั้งตึกจะแตกเพราะสายไฟชอร์ตแล้วนะ ไม่ใช่เวลามาเล่นบทพระเอกหนังฮอลลีวูด!"
มินตราแผดเสียงขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันที่เริ่มพวยพุ่งออกมาจากกล่องควบคุมไฟฟ้าหลังเคาน์เตอร์กาแฟ เธอใช้มือปัดป่ายอากาศที่เริ่มขุ่นมัวพลางกระโดดเหยงๆ สลับกับอาการลนลานจนผมเผ้ายุ่งเหยิง
ดร.อคิน ไม่ได้สะทกสะท้านกับเสียงโวยวายของหญิงสาวแม้แต่น้อย เขายังคงยืนกอดอกนิ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อยขณะจ้องมองประกายไฟที่ปะทุเหมือนดอกไม้ไฟงานวัดที่ผิดที่ผิดทาง แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่นิดเดียว มีเพียงประกายของความสนใจใคร่รู้เหมือนนักวิจัยที่กำลังจ้องดูปฏิกิริยาเคมีในห้องแล็บ
"มินตรา คุณหยุดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนได้ไหมครับ" อคินพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบจนน่าหมั่นไส้ "ถ้าคุณตะโกนเสียงดังขนาดนี้ ออกซิเจนในอากาศจะไปเลี้ยงปอดไม่พอเอานะครับ"
"นี่คือสิ่งที่คุณจะพูดเหรอ! ไฟจะไหม้อยู่แล้ว!"
"มันคือ 'Short Circuit' ครับ ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติที่คุณไปมูมาเมื่อเช้าที่บอกว่าโดนของใส่" เขาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาจุดเกิดเหตุอย่างมั่นคง "มันเกิดจากกระแสไฟฟ้าไหลผ่านความต้านทานต่ำเกินไปจนความร้อนสะสมต่างหาก มันคือกฎของโอห์ม (Ohm’s Law) ที่แม้แต่แม่ค้าขายพวงมาลัยข้างบ้านคุณก็ควรจะเข้าใจ ถ้าเธอไม่อยากให้ตู้แช่ดอกไม้ระเบิด"
มินตราอ้าปากค้าง "นั่นไง! คุณมันพวกไร้หัวใจ! ยายข้างบ้านบอกฉันว่าวันนี้ราหูอมจันทร์ จะทำอะไรก็ติดขัด แล้วนี่เห็นไหม... ไฟชอร์ต! มันชัดเจนขนาดนี้คุณยังจะเอาฟิสิกส์มาอ้างอีกเหรอ?"
"หลักการทางวิทยาศาสตร์มีไว้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพื่อให้เรางมงายไปกับความเชื่อที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ครับคุณมินตรา" อคินดึงถุงมือยางออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล็บที่พกติดตัวมาตลอด "คนเรามักเลือกเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อมากกว่าความเป็นจริง เพียงเพราะมันทำให้รู้สึกปลอดภัยกว่าการยอมรับว่าเราแค่ 'ประมาท' ต่อการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้า"
เขาลงมือจัดการกับคัตเอาต์อย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางเสียงโวยวายที่ค่อยๆ เบาลงเหลือเพียงเสียงหายใจหอบของมินตราที่ยืนมองเขาอย่างตะลึงๆ
"คุณทำอะไรน่ะ?"
"ปิดเบรกเกอร์ครับ" อคินตอบสั้นๆ ก่อนจะหันมามองเธอด้วยสายตาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าด้วยตรรกะ "ที่มันชอร์ต เพราะคุณเอาเครื่องชงกาแฟรุ่นโบราณมาเสียบปลั๊กพ่วงเดียวกับเตาอบ ใช่ไหมครับ?"
มินตรานิ่งไปสามวินาที ก่อนจะทำหน้าไม่ถูก "เอ่อ... คือ... มันก็ต้องรีบทำให้ทันออเดอร์ลูกค้าไหมล่ะ!"
"นี่แหละครับ คือความต่างระหว่าง 'ความเชื่อ' กับ 'ความจริง'" อคินก้าวเข้ามาใกล้จนมินตราต้องถอยหลังชนกำแพง กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นไอของความเป็นระเบียบและหนังสือเก่าจากตัวเขาทำให้เธอหัวใจเต้นผิดจังหวะ "ความเชื่อบอกว่าต้องมูถึงจะรอด แต่ความจริงบอกว่าถ้าคุณคำนวณ 'Load' ไฟฟ้าไม่เป็น คุณก็แค่จะสร้างหายนะให้ตัวเองวนไปเรื่อยๆ ครับ"
"คุณ... คุณกำลังจะบอกว่าฉันงี่เง่าว่างั้นเถอะ?" มินตราเงยหน้าสู้สายตา แม้ใจจะสั่นเป็นเจ้าเข้า
"ผมแค่บอกว่า... อย่าปล่อยให้ความเพ้อเจ้อมาบังตาจนลืมตรรกะพื้นฐาน" อคินขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะแตะกัน เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแวววูบไหว "ความเชื่อบางอย่างมันก็เหมือนการสวมแว่นตาที่ผิดค่าสายตา มันทำให้คุณเห็นโลกเบลอไปหมด... เหมือนที่คุณมองผมผิดๆ มาตลอด"
"ฉันมองคุณยังไงคะ?"
"มองว่าผมเป็นคนเย็นชา ไร้ความรู้สึก" เขาเว้นจังหวะ สายตาอ่อนแสงลงจนมินตราเกือบจะเผลอใจไปตามแรงดึงดูดนั้น "แต่จริงๆ ผมก็แค่... คนที่แคร์คุณมากเกินไปจนกลัวว่าวันหนึ่งตรรกะที่ผมยึดถือ จะปกป้องคุณจากความประมาทของตัวเองไม่ได้"
มินตราหน้าร้อนผ่าว เธอผลักอกเขาออกเบาๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก "คนบ้า! พูดอะไรเนี่ย! จะสอนฟิสิกส์หรือจะทำอะไรกันแน่! แล้วนั่น... ทำไมหน้าจอแล็บท็อปคุณถึงขึ้นข้อความแบบนั้น?"
อคินหันไปมองหน้าจอที่เขาลืมปิดทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ ในโปรแกรมแชตที่เปิดค้างไว้กับเพื่อนร่วมงาน บรรทัดสุดท้ายที่พิมพ์ไว้ชัดเจนว่า: *'ถ้าวันไหนผมเผลอบอกชอบเธอไปจริงๆ ช่วยเตือนผมด้วยว่านั่นคือความผิดพลาดทางชีวภาพ ไม่ใช่ความรัก'*
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มินตรายืนนิ่งราวกับถูกสาป ข้อความนั้นกระแทกใจเธอจนลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ ในขณะที่อคินเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม ทว่าแววตากลับสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด
"อ้าว... คุณเห็นแล้วเหรอครับ" อคินถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะพยายามควบคุมให้เป็นปกติ แต่ทว่าจังหวะการหายใจของเขากลับติดขัด "ผมกะว่าจะกดลบทิ้งก่อนที่ระบบมันจะอัปโหลดขึ้นคลาวด์... แย่จัง ดูเหมือนความน่าจะเป็นที่ความลับจะรั่วไหลวันนี้จะสูงถึง 100% เลยนะครับ"
มินตรามองหน้าเขาอย่างคาดคั้น "คุณหมายความว่ายังไงที่บอกว่า... เป็นความผิดพลาดทางชีวภาพ?"
"ก็ถ้าคุณไม่โง่เรื่องฟิสิกส์ขนาดนี้..." อคินขยับยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ดูอันตรายและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน "ผมคงไม่ต้องเสียเวลามาสอนคุณเรื่อง 'การดึงดูดของมวลสาร' จนตัวเองเผลอถูกแรงโน้มถ่วงของคุณดึงดูดจนถอนตัวไม่ขึ้นแบบนี้หรอกครับ มินตรา"
ยังไม่ทันที่มินตราจะได้โต้ตอบ เสียงนาฬิกาดิจิทัลบนผนังก็ดังขึ้นพร้อมกับจดหมายปริศนาที่สอดเข้ามาใต้ประตูกระจกของร้าน มันเป็นซองจดหมายสีดำสนิทที่มีตราประทับสีเงินที่ไม่คุ้นตา อคินก้มลงเก็บมันขึ้นมา และทันทีที่เขาสัมผัสมัน ใบหน้าของชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะก็ถอดสีอย่างเห็นได้ชัด
"คุณอคิน... จดหมายนั่นมันอะไรคะ?"
อคินหันมามองเธอ ดวงตาของเขาฉายความกังวลอย่างที่มินตราไม่เคยเห็นมาก่อน "ผมว่า... เราคงต้องพักเรื่องฟิสิกส์ไว้ก่อนครับมินตรา เพราะดูเหมือนว่าคนที่คุณไป 'มู' มาเมื่อเช้า... เขากำลังจะมาทวงสัญญากับเราที่นี่แล้ว"
และก่อนที่มินตราจะได้ถามอะไรต่อ ประตูร้านที่ปิดล็อกไว้ก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ ท่ามกลางความมืดสนิทที่แผ่ขยายเข้ามาจากภายนอก...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตรรกะและหัวใจไปกับผมในตอนนี้นะครับ ครั้งหน้าเรามาลุ้นกันครับว่าสิ่งที่รออยู่หลังประตูนั้นคืออะไรกันแน่!
เซนเซอร์หัวใจให้หยุดเพ้อเจ้อกับนายนักฟิสิกส์จอมตรรกะ•ตอนที่ 3
ทำไมต้องเชื่อคนข้างบ้านมากกว่าหลักการ
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจให้หยุดเพ้อเจ้อกับนายนักฟิสิกส์จอมตรรกะ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
