"กฎของไพรลึกมีอยู่ข้อเดียว... ถ้าสิ่งที่คุณเรียกว่าวิทยาศาสตร์มันช่วยชีวิตคุณได้จริง ป่านนี้โครงกระดูกในดงพญาไฟคงไม่ได้นอนเรียงรายเป็นอนุสาวรีย์ให้กาฝากเกาะกินแบบนี้หรอกครับ ด็อกเตอร์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับผืนน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่าดิบชื้นที่แผ่ไอเย็นเยือกยะเยือก รณภพไม่ได้หันกลับไปมองคู่สนทนาที่กำลังงละเลงนิ้วลงบนหน้าจอแท็บเล็ตเรืองแสงสีฟ้า สายตาคมกริบของพรานป่ารุ่นใหญ่ยังคงจับจ้องอยู่ที่รอยขีดข่วนลึกบนเปลือกไม้ตะเคียนยักษ์ รอยนั้นไม่ใช่รอยเล็บของสัตว์ป่า ไม่ใช่รอยมีดพร้า แต่เป็นรอยไหม้เกรียมที่แผ่ไอความร้อนระอุออกมาจางๆ ราวกับเพิ่งถูกประทับด้วยเหล็กแดงเมื่อไม่กี่นาทีนี่เอง
ดร.กานต์ เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ เครื่องมือวัดสนามแม่เหล็กขนาดพกพาในมือของเขา ส่งเสียงสัญญาณเตือนความถี่ต่ำ *ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด* หน้าจอแสดงกราฟพุ่งทะยานขึ้นเป็นเส้นสีแดงฉานอย่างไร้เหตุผลในทางฟิสตรอว์
ชายหนุ่มในชุดลุยป่าแบรนด์ดังระดับโลกขยับแว่นสายตา เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจแบบคนรุ่นใหม่ผู้เชื่อมั่นในตรรกะและเครื่องมือ
"ไสยศาสตร์เป็นเพียงวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ยังไร้ความสามารถในการอธิบายครับ คุณรณภพ" กานต์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ พร้อมกับชี้หน้าจอให้อีกฝ่ายดู "ค่าประจุไอออนในอากาศตรงนี้สูงผิดปกติถึงสามร้อยเปอร์เซ็นต์ มันคือสนามพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าตกค้าง... ไม่ใช่ผีสางหรือคำสาปแช่งอะไรที่คุณพยายามจะใช้มันกลบเกลื่อนความไร้ประสิทธิภาพในการแกะรอย"
รณภพแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเจือด้วยความเย้ยหยันจางๆ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิร์ตสีเขียวเข้มเซอร์ไวฟ์ผ่านสมรภูมิป่ามาโชกโชน แววตาคู่สีน้ำตาลเข้มคู่นั้นผ่านการมองเห็นความตายมามากกว่าที่วิศวกรหนุ่มในห้องแล็บอย่างกานต์จะจินตนาการได้
"ความไร้ประสิทธิภาพงั้นหรือครับ..." รณภพก้าวเข้าไปประชิด ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ "ถ้าเครื่องมือราคาแพงของด็อกเตอร์มันฉลาดนัก ลองบอกผมซิว่า ทำไมสถิติคนหายในเขตแดนสาบสูญแห่งนี้ ถึงไม่มีใครรอดกลับมาให้ศาลาวัดได้สวดอภิธรรมเลยสักคน... แม้แต่เงา"
ยังไม่ทันที่กานต์จะได้โต้แย้งด้วยทฤษฎีควอนตัมอะไร กลิ่นบางอย่างก็ลอยมาแตะจมูก
มันไม่ใช่กลิ่นสาบสว่างของสัตว์ป่า ไม่ใช่กลิ่นดินชื้นหลังฝนตก หรือกลิ่นซากใบไม้ผุ แต่เป็นกลิ่นหอมหวานเอียนชวนคลื่นไส้... กลิ่นของดอกราตรีที่บานสะพรั่งในยามวิกาล ผสมปนเปกับกลิ่นเน่าเฟะของเนื้อหนังที่ถูกย่อยสลายอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ
รณภพชักสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที สัญชาตญาณดิบในตัวพรานป่าสั่งให้มือขวาเอื้อมไปแตะด้ามปืนพกสั้นประจำกายที่เหน็บอยู่ข้างเอวอย่างแนบเนียน สายตาคมกวาดมองไปรอบตัว ความเงียบงัดของป่าลึกกลับกลายเป็นความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว เสียงจิ้งหรีดเรไรและนกกลางคืนพลันเงียบเสียงลงสนิท ราวกับผืนป่าทั้งผืนกำลังกลั้นหายใจ
"ตามผมมา... และอย่าส่งเสียงดังถ้าไม่อยากให้กระดูกของคุณกลายเป็นปุ๋ยให้โคนต้นตะเคียน" รณภพกระซิบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไร้ซึ่งความล้อเล่น
กานต์ขมวดคิ้ว แม้จะไม่พอใจท่าทีออกคำสั่งของพรานป่าเถื่อนคนนี้ แต่บรรยากาศรอบตัวที่กดดันจนหายใจไม่ออก ก็ทำให้เขาต้องปิดปากเงียบและก้าวเท้าเดินตามหลังไปอย่างระมัดระวัง เครื่องมือวัดค่าในมือถูกปรับเปลี่ยนโหมดเป็นตัวตรวจจับความร้อน (Thermal Scanner) หน้าจอเรืองแสงสาดใบหน้าคมคายของวิศวกรหนุ่มให้แลดูซีดเซียว
ทั้งสองแหวกพงหญ้าคาที่สูงท่วมหัว ลัดเลาะผ่านรากไม้ใหญ่ที่บิดเบี้ยวราวกับร่างของอสุรกาย จนกระทั่งทะลุออกไปยังลานโล่งเล็กๆ แห่งหนึ่ง ใจกลางหุบเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาหินปูนสูงชัน
ภาพเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของดร.กานต์สะดุดกึก
ร่างของชายฉกรรจ์คนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นดิน ชายคนนั้นสวมชุดเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ สภาพศพไม่ได้ถูกสัตว์ป่ากัดแทะหรือฉีกกระชากอย่างที่ควรจะเป็น ร่างกายยังคงอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่สิ่งที่ทำให้พรานป่าและวิศวกรหนุ่มต้องนิ่งงัน คือผิวหนังทั่วทั้งร่างของศพกลับแห้งสนิทกลายเป็นสีดำคล้ำ แนบติดกระดูกราวกับถูกสูบน้ำในร่างกายออกไปจนหมดสิ้นในพริบตาเดียว และที่น่าพิศวงยิ่งกว่า... รอบๆ ศพกลับไม่มีรอยเท้าของการต่อสู้ หรือรอยลากสังหารใดๆ ทั้งสิ้น
รณภพย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง สวมถุงมือหนังอย่างคล่องแคล่ว เขาก้มลงสำรวจลำคอของศพ พบรอยเข็มสีดำขนาดเล็กสามจุดเรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมอย่างเป็นระเบียบ ราวกับถูกเจาะด้วยเครื่องมือแพทย์ชั้นยอด ไม่ใช่เขี้ยวของงูพิษ
"นี่ไม่ใช่ฝีมือของสัตว์ป่า..." รณภพพึมพำ ดวงตาหรี่แคบลงด้วยความครุ่นคิด บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนเกิดไอสีขาวออกจากปาก "และไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ธรรมดาด้วย"
กานต์ก้าวเข้ามาใกล้ ใช้แท็บเล็ตสแกนไปที่ร่างไร้ชีวิตนั้น ทันใดนั้น หน้าจอเครื่องมือก็เกิดอาการรวนอย่างหนัก เส้นกราฟพุ่งทะลุขีดจำกัดจนเกิดเสียงเตือนแหลมสูง *ปี๊ดดดดด!* ก่อนที่หน้าจอจะดับวูบลงกลายเป็นสีดำสนิทพร้อมกับกลิ่นไหม้จางๆ จากแผงวงจรภายใน
"เป็นไปไม่ได้..." กานต์พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อสายตา พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าแถบนี้รุนแรงจนทำลายระบบไอทีระดับไมโครโปรเซสเซอร์ได้ในเสี้ยววินาที "สนามพลังงานตรงนี้... มันกำลังดึงดูดพลังงานทุกรูปแบบเข้าหาตัวศพ เหมือนกับ... เหมือนกับมันกำลังทำงานบางอย่าง"
"ถอยออกมา ด็อกเตอร์!" รณภพตะโกนลั่น พร้อมกับชักปืนพกขึ้นเล็งไปยังความมืดเบื้องหน้าทันที
ในวินาทีนั้นเอง ศพที่ควรจะนอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ กลับกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ข้อต่อกระดูกส่งเสียงลั่นดัง *กรอบแกรบ* ก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ศีรษะที่ควรจะซบอยู่กับพื้นค่อยๆ บิดหันกลับมาหาพวกเขาช้าๆ ด้วยมุมองศาที่มนุษย์ทั่วไปไม่มีวันทำได้
ดวงตาที่เคยโบ๋กลวงและแห้งผาก กลับมีแสงสีฟ้าเรืองรองเปล่งประกายออกมาจากเบ้าตาคู่นั้น ริมฝีปากที่แห้งแตกขยับอ้าออกอย่างไร้เสียง ก่อนที่ร่างไร้ชีวิตนั้นจะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนด้วยสองขาอย่างมั่นคง ท่ามกลางเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดของหน้าผาเบื้องบน... เสียงหัวเราะที่ไม่ได้มาจากคนตายตัวนั้น แต่มาจากบางสิ่งที่กำลังจ้องมองพวกเขาอยู่จากมุมมืด
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางก้าวเข้าสู่เขตแดนอันเร้นลับนี้ด้วยกันครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
-- เพชรตาเสือโบราณ --
พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ•ตอนที่ 1
สัญญาณเตือนจากพงไพร
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!