พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ•ตอนที่ 13

นครไร้กาลเวลา

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
"ถ้าเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคุณยังส่งเสียงร้องแหลมสูงแบบนั้น ผมเกรงว่าเราคงไม่ต้องรอให้วิญญาณตนไหนมาเชือดคอหรอกครับ... เสียงของมันคงดึงดูดทุกสิ่งที่หลับใหลอยู่ในซากเมืองนี้ให้ตื่นขึ้นมาก่อนเสียมากกว่า" เสียงทุ้มต่ำของรณภพดังขึ้นฝ่าความเงียบงันอันน่าอึดอัด พรานใหญ่ไม่ได้หันกลับมามองคู่หูจำเป็นที่เดินตามหลัง เขายังคงก้าวเท้าอย่างระมัดระวังบนแผ่นศิลาแลงโบราณที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม ไอหมอกสีขาวจัดในยามวิกาลของป่าลึกไม่ได้เจือจางลงเลย กลับยิ่งหนาแน่นขึ้นจนกลายเป็นกำแพงธรรมชาติที่บีบให้วิสัยทัศน์แคบลงเหลือเพียงระยะไม่กี่ก้าวเบื้องหน้า ดร.กานต์หยุดชะฝีเท้าลงชั่วขณะ นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือกันหนาวกดปุ่มปรับลดความไวของเครื่องสแกนคลื่นพลังงานความถี่ต่ำในมือ หน้าจอเรืองแสงสีฟ้าอ่อนสะท้อนเข้ากับกรอบแว่นสายตาของเขา เผยให้เห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดและเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า วิศวกรหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชิงเย้ยหยันทั้งต่อสถานการณ์และต่อความงมงายของอีกฝ่าย "วิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำงานด้วยความกลัวครับคุณรณภพ" กานต์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับคมกริบ "เสียงร้องของเครื่องมือนี้ไม่ได้ดึงดูดอะไร แต่มันกำลังบอกความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ต่างหาก... ดูตัวเลขบนหน้าจอนี่สิครับ พลังงานความร้อนใต้พื้นดินตรงจุดนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล ราวกับว่ามีเครื่องยนต์ขนาดมหึมาที่เพิ่งถูกดับเครื่องลงไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี่เอง" รณภพหยุดเดิน เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับวิศวกรผู้ยึดมั่นในตรรกะ ดวงตาคมกวาดมองสำรวจรอบกาย ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือซากปรักหักพังของนครโบราณที่หายสาบสูญไปจากแผนที่ประวัติศาสตร์ กำแพงเมืองศิลาขนาดมหึมาตั้งตระหง่านท้าทายกาลเวลา เสาหินสลักลวดลายประหลาดล้มระเนระนาด แต่สิ่งที่ทำให้ขนพองสเกียวไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม หากแต่เป็นความผิดปกติที่สัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณดิบ ที่นี่... "ดูสด" เกินไป เศษใบไม้แห้งบนพื้นทางเดินยังไม่มีร่องรอยการผุพัง ฝุ่นผงบนรูปสลักหินดูบางเบาราวกับเพิ่งถูกปัดกวาด และที่สำคัญที่สุด กลิ่นอายของความตายและความสดใหม่คละคลุ้งปะปนกันอยู่ในอากาศ มันคือกลิ่นของควันไฟจางๆ กลิ่นสนิมเหล็ก และกลิ่นอับชื้นของซากศพที่ยังไม่เน่าเปื่อยสนิท "คุณคิดว่าพวกเขาย้ายออกไปเมื่อไหร่ครับ ด็อกเตอร์" รณภพเอ่ยถามเสียงเบา ราวกับเกรงว่าเสียงของตนจะไปปลุกบางสิ่งให้ตื่นขึ้น กานต์ขมวดคิ้วเล็กน้อย กวาดสายตามองไปรอบอาคารทรงโดมขนาดใหญ่คล้ายศาสนสถานเบื้องหน้า "ถ้าดูจากสภาพการกัดกร่อนของโลหะ และอัตราการสลายตัวของสารอินทรีย์รอบๆ นี้... ไม่เกินสัปดาห์ครับ อย่างมากที่สุดคือสามถึงสี่วันที่ผ่านมานี้เอง" คำตอบนั้นทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งคู่ทันที ป่าลึกเขตแดนสาบสูญที่ไม่มีใครกล้ากรายเข้ามานับร้อยปี ไฉนเลยจึงเพิ่งมีร่องรอยอารยธรรมมนุษย์ที่เคลื่อนไหวอยู่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้? พวกเขาไม่ได้กำลังสำรวจซากปรักหักพังของอดีตอันไกลโพ้น แต่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางซากศพของนครที่เพิ่งถูกทำให้กลายเป็นอดีตต่างหาก รณภพยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้กานต์เงียบ มือขวาของพรานใหญ่กระชับด้ามมีดอาคมเหน็บเอวโดยสัญชาตญาณ เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้เสาหินต้นหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าวิหาร รอยแผลลึกบนเนื้อหินไม่ได้เกิดจากการกัดกร่อนของธรรมชาติ แต่มันคือรอยฟันของคมอาวุธหนัก รอยขูดขีดที่เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบแผ่ซ่านออกมาจนรู้สึกแสบผิว "รอยพวกนี้..." รณภพพึมพำขณะโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะรอยแผลบนหิน "ไม่ใช่รอยกระสุนปืน และไม่ใช่รอยกัดแทะของสัตว์ป่า... มันคือรอยกระบวนการทำลายล้างที่มีการกำหนดเป้าหมายอย่างแม่นยำ ราวกับมีใครบางคน... หรือบางกลุ่ม ต้องการลบทุกอย่างที่นี่ให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในชั่วข้ามคืน" กานต์ก้าวเข้ามาใกล้ ใช้ไฟฉายแรงสูงส่องกราดไปตามซอกมุมของเสาหิน แสงสีขาวนวลเผยให้เห็นคราบสีดำคล้ำที่ติดอยู่ตามผนัง วิศวกรหนุ่มย่อตัวลงใช้กระดาษทิชชูแตะคราบนั้นขึ้นมาพิสูจน์ใกล้ๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความมันวาวและกลิ่นฉุนรุนแรง "เขม่าควัน... ไม่ใช่สิ" กานต์ขมวดคิ้วแน่น วิเคราะห์ด้วยหลักการทางเคมี "นี่คือคราบสารประกอบไฮโดรคาร์บอนผสมเรซินโบราณ จุดเดือดต่ำแต่ให้ความร้อนสูงมาก... เมืองนี้ไม่ได้ถูกทำลายด้วยสงครามธรรมดา แต่ถูกเผาผลาญด้วยอาวุธพลังงานความร้อนสูงที่มีการควบคุมทิศทางอย่างแม่นยำ" "คุณกำลังจะบอกว่า กองทัพยุคโบราณใช้ปืนเลเซอร์อย่างนั้นหรือครับ ด็อกเตอร์" รณภพเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเจือแววประชดประชันในแบบฉบับของพรานป่าผู้ผ่านโลกมามาก "ผมไม่ได้พูดถึงกองทัพโบราณครับ" กานต์ลุกขึ้นยืน สีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิมหลายเท่า "ความร้อนระดับนี้ทิ้งร่องรอยการหลอมละลายของผลึกควอตซ์ในเนื้อหิน ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่าหนึ่งพันสองร้อยองศาเซลเซียส... เทคโนโลยีแบบนี้เพิ่งถูกพัฒนาขึ้นในห้องทดลองลับระดับชาติเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง" คำพูดของกานต์ทำให้บรรยากาศรอบตัวเยือกเย็นลงถนัดใจ รณภพหันขวับมามองหน้าวิศวกรหนุ่มทันที นัยน์ตาสองคู่ประสานกันท่ามกลางความมืดมิดของนครไร้กาลเวลา ความเคลือบแคลงสงสัยในตอนแรกบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้บางอย่างที่น่ากลัวกว่า หากนครแห่งนี้เพิ่งถูกทำลายเมื่อไม่กี่วันก่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย... แล้วมนุษย์กลุ่มไหนกันที่แบกเครื่องมือทำลายล้างระดับนี้บุกเข้ามาถึงใจกลางป่าอาถรรพ์ที่ไม่มีแม้แต่พิกัดในแผนที่ดาวเทียม? ครืน... ! เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของแผ่นดินไหวขนาดเล็กดังสะเทือนขึ้นมาจากใต้พื้นศิลาเบื้องล่าง เครื่องตรวจวัดในมือของกานต์ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงจนหน้าจอเกือบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ตัวเลขพลังงานพุ่งทะยานเกินขีดจำกัดสีแดงฉานในพริบตา "เกิดอะไรขึ้น! เครื่องมือรวนอีกแล้วหรือครับ!" รณภพตะโกนแข่งกับเสียงสะเทือน "เปล่า! ไม่ใช่เครื่องรวน!" กานต์หน้าซีดเผือด นัยน์ตาเบิกกว้างเมื่อมองเห็นจุดสีแดงนับร้อยจุดบนหน้าจอเรืองแสงที่กำลังเคลื่อนไหว พุ่งตรงมาจากทิศทางใจกลางเมืองด้วยความเร็วสูง "พลังงานมหาศาลกำลังเคลื่อนตัว... พวกมันไม่ได้อยู่ใต้ดิน แต่มันกำลังพุ่งตรงมาทางที่เรายืนอยู่!" พรานใหญ่ไม่รอให้กานต์อธิบายต่อ สัญชาตญาณความเป็นความตายทำให้รณภพกระชากแขนวิศวกรหนุ่มให้หลบไปด้านหลังเสาหินขนาดใหญ่ทันที สายตาสคมกวาดมองฝ่าความมืดไปยังเบื้องหน้า ณ ปลายถนนสายหลักที่เชื่อมต่อกับลานกว้างของนครโบราณ หมอกหนาทึบเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น เสียงฝีเท้าจำนวนมาก... หนักหน่วง และพร้อมเพรียงกัน ราวกับทหารนับร้อยนายที่สวมรองเท้าโลหะกำลังย่างก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของรณภพกระตุกวูบไม่ใช่เสียงฝีเท้าเหล่านั้น หากแต่เป็น "แสงไฟ" จากอุปกรณ์ส่องสว่างสมัยใหม่... แสงไฟสีขาวนวลจากไฟฉายแรงสูงแบบที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษทางทหารใช้กัน ซึ่งสาดส่องตัดผ่านความมืดมิดเข้ามาในนครโบราณแห่งนี้อย่างเป็นระบบ! พวกเขากลุ่มนั้น... ไม่ได้มาสำรวจ และไม่ได้มาค้นหาขุมทรัพย์ รณภพเอื้อมมือไปปิดปากกานต์ที่กำลังจะอ้าปากพูด ทั้งสองคนแนบกายชิดกับผนังศิลาเย็นเฉียบ ขณะที่เงาร่างของกลุ่มบุคคลในชุดยุทธวิธีสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากกันสารพิษและอุปกรณ์มองเห็นในความมืด เดินเรียงแถวผ่านซอกซอนซากปรักหักพังไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับภูตผีในคราบของมนุษย์ยุคใหม่ และก่อนที่ขบวนเงาสีดำสุดท้ายจะเดินลับตาไป ร่างหนึ่งในกลุ่มนั้นก็หยุดชะงักฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน เขาก้มลงหยิบบางสิ่งขึ้นมาจากพื้นดิน... มันคือเศษกระดาษห่อลูกอมรสกาแฟ ที่กานต์เพิ่งแกะกินและเผลอทำตกไว้เมื่อสิบนาทีที่แล้ว ร่างในชุดยุทธวิธีสีดำหันขวับกลับมามองตรงมายังจุดที่รณภพและกานต์ซ่อนตัวอยู่ทันที แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากกรองอากาศ แต่นัยน์ตาสีเทาเย็นชาที่มองลอดผ่านเลนส์กระจกใสคู่นั้น... กำลังจ้องตรงมาที่พวกเขาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลี้ลับไปด้วยกันในตอนนี้ และเตรียมพบกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในตอนหน้าครับ เพชรตาเสือโบราณ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%