คราบเขม่าสีดำที่ติดอยู่บนปลายนิ้วของ ดร.กานต์ ไม่ได้เกิดจากดินปืน แต่มันคือเศษซากของแผงวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ไหม้เกรียม กลิ่นฉุนของสารกึ่งตัวนำผสมกับกลิ่นอับชื้นของราป่า ลอยอวลอยู่ในความมืดทึบของซากโบราณสถานใต้ดิน รณภพยืนกอดอกพิงเสาศิลาแลงอยู่เบื้องหลัง ดวงตาคมกริบภายใต้ปีกหมวกปีกกว้างจ้องมองแผ่นหลังของนักวิชาการหนุ่มนิ่งสนิท ไร้คำพูดใดๆ นอกจากการขยับกรามเป็นจังหวะ บ่งบอกถึงความอดทนที่กำลังเดินทางมาถึงขีดจำกัด
"ระบบนำทางสนามแม่เหล็กพังหมดแล้ว" ดร.กานต์สบถเบาๆ พลางโยนอุปกรณ์ชิ้นจิ๋วลงกับพื้นหินด้วยความหงุดหงิด หน้าจอโฮโลแกรมพกพาที่เคยสว่างไสว บัดนี้เป็นเพียงเศษโลหะไร้ค่า "พลังงานสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแถบนี้มันสูงเกินกว่าที่ชิปประمสาทจะรับไหว... บ้าชิบ ระบบคำนวณพิกัดล่มไปสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว"
"ผมเตือนคุณแล้วว่า ดินแดนตรงนี้ไม่ใช่ห้องแล็บที่มหาวิทยาลัยของคุณ" น้ำเสียงของรณภพทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่มันกลับบาดลึกยิ่งกว่าคมมีด "อาคมที่ถูกลงอักขระไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ไม่ได้ทำงานด้วยคลื่นความถี่วิทยุ แต่มันขับเคลื่อนด้วยความแค้นและจิตวิญญาณที่ถูกกักขัง ถ้าคุณยังดื้อดึงจะใช้เครื่องมือวัดค่าทางวิทยาศาสตร์มาฝ่าดงอาคมนี้ มีหวังสมองคุณได้แหลกเหลวกลายเป็นผงก่อนที่เราจะไปถึงใจกลางเขตแดน"
ดร.กานต์หันขวับมาทันที ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะฉายแววกรุ่นโกรธ สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามวิสัยของคนที่เชื่อมั่นในตรรกะเหนือสิ่งอื่นใด "แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะครับคุณรณภพ? ให้ผมนั่งหลับตาแล้วภาวนาคาถาแบบคุณงั้นเหรอ? ตรรกะมันบอกอยู่ทนโท่ว่านี่คือปรากฏการณ์ทางกายภาพที่อธิบายได้! สิ่งที่คุณเรียกว่าวิญญาณ มันก็แค่สนามพลังงานตกค้าง (Residual Energy) ที่ยังไม่สลายตัวเท่านั้น!"
"สนามพลังงานงั้นเหรอ?" รณภพแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น "พลังงานที่ไหนล่ะครับที่ควักหัวใจคนเป็นๆ ออกจากอกได้โดยเสื้อผ้าไม่ขาดรุ่งริ่ง? พลังงานที่ไหนที่ทำให้คนที่คุณรัก ค่อยๆ 💀สลายหายไปจากอ้อมแขนทีละนิดโดยที่คุณทำได้แค่ยืนมอง?"
บรรยากาศในห้องโถงใต้ดินดิ่งวูบลงทันที ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมด ประโยคสุดท้ายของพรานป่าเปรียบเสมือนการจ้วงแทงเข้าที่จุดเปราะบางที่สุดในจิตใจของ ดร.กานต์ นักวิศวกรหนุ่มชะงักกึก สีหน้าที่เคยเกรี้ยวกราดเปลี่ยนเป็นแข็งค้าง ดวงตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความเย็นชา
"อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับการทำงาน" ดร.กานต์เค้นเสียงลอดไรฟัน กรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน "ผมมาที่นี่เพื่อหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อปิดคดีนี้ ไม่ใช่มานั่งฟังนิทานปรัมปราที่คุณใช้หลอกตัวเองเพื่อหนีความจริงเรื่องอดีต"
"ความจริง?" รณภพก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กว่ากดสายตามองลงมาด้วยความดุดดัน กลิ่นอายความอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากตัวพรานป่าจนอีกฝ่ายสัมผัสได้ "คุณอยากเห็นความจริงไหมล่ะ ด็อกเตอร์? ความจริงที่ว่าเครื่องมือวัดค่าห่วยๆ ของคุณ กำลังพาเราเดินวนอยู่ในเขาวงกตที่พวกมันจงใจสร้างขึ้นเพื่อล่อให้เราตายใจ!"
รณภพคว้าข้อมือของดร.กานต์ที่กำลังจะหยิบเครื่องมือชิ้นใหม่ออกมาจากกระเป๋า แรงบิดจากฝ่ามือที่ผ่านการผ่านตายมานับครั้งไม่ถ้วนทำให้วิศวกรหนุ่มนิหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่ความเจ็บทางกายยังเทียบไม่ได้กับความอึดอัดทางจิตใจที่เข้าปะทะกัน
"ปล่อยผมนะ!" ดร.กานต์สะบัดข้อมือออกสุดแรง พร้อมกับถอยหลังก้นกระแทกกับแท่นศิลาโบราณ "คุณมันก็แค่พวกงดงามในความงมงาย กลัวความก้าวหน้า กลัวว่าเทคโนโลยีจะมาทำลายอาชีพพรานป่าปาหี่ของคุณ!"
"ปาหี่เหรอ?" รณภพจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันปนสมเพช "ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นแค่ปาหี่ ทำไมมือของคุณถึงได้สั่นตอนที่มองไปรอบๆ ห้องนี้ล่ะครับ ด็อกเตอร์? ทำไมเหงื่อกาฬถึงได้แตกพลั่ก ทั้งที่อุณหภูมิใต้ดินนี่มันเย็นเฉียบ? ตรรกะของคุณมันกำลังบอกอะไรคุณอยู่กันแน่... หรือว่ามันกำลังบอกว่า สิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ มันอยู่นอกเหนือสมการที่คุณเคยคำนวณไว้ทั้งหมด!"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวนำมีดโกนมากรีดใจ ดร.กานต์นิ่งเงิบไป ใบหน้าที่เคยถือดีซีดเผือดลงถนัดตา เขารู้ดีว่ารณภพพูดถูก ลึกๆ ในใจภายใต้กรอบของนักวิทยาศาสตร์ เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ เสียงกระซิบที่ดังมาจากความมืด เสียงฝีเท้าที่เดินวนรอบตัวพวกเขาโดยไม่มีเจ้าของ และความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากสิ่งมีชีวิตนับร้อยคู่ที่ซ่อนอยู่หลังม่านมิติ
ความเงียบอันน่าอึดอัดปกคลุมทั้งสองคนอยู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพ้ำถ้ำที่ดังติ๋งๆ เป็นจังหวะ ราวกับเวลาในสถานที่แห่งนี้กำลังถูกนับถอยหลัง
ดร.กานต์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขายันตัวลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยมือที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อย แม้ปากจะยังแข็ง แต่แววตาของเขายอมจำนนต่อสถานการณ์โดยปริยาย "โอเค... ถ้าวิธีของคุณมันแน่จริง แล้วคุณจะทำยังไงต่อไป? ในเมื่อทางข้างหน้าถูกปิดตายด้วยซากปรักหักพังแบบนี้"
รณภพหันกลับไปมองผนังศิลาโบราณเบื้องหน้า ซึ่งมีรอยแยกขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์อาคมสีดำพันธนาการไว้แน่นหนา พรานป่าหยิบมีดสั้นอาคมเล่มเก่าออกมาจากซองหนังข้างเอว รอยแผลเป็นที่ฝ่ามือขวาถูกกดทับลงบนคมมีดจนเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาอาบตัวโลหะ
"เราต้องเปิดประตูด้วยเลือดและความยินยอม" รณภพเอ่ยเสียงเรียบ "ไม่ใช่ด้วยกระแสไฟฟ้า"
ในจังหวะที่รณภพกำลังจะตวัดปลายมีดกรีดลงบนศิลาโบราณเพื่อเปิดทาง ดร.กานต์ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ชะงักกึก สายตาของนักวิศวกรกวาดไปเห็นความผิดปกติบางอย่างบนพื้นหินตรงซอกมุมอับแสง ที่ซึ่งเครื่องสแกนความร้อนพกพารุ่นสุดท้ายที่ยังไม่พัง กำลังกะพริบแสงสีแดงถี่รัว พร้อมกับส่งเสียงเตือนเบาๆ ในคลื่นความถี่ต่ำที่หูมนุษย์แทบไม่ได้ยิน
"เดี๋ยวก่อน..." ดร.กานต์เอื้อมมือไปคว้าแขนของรณภพไว้แน่น ใบหน้าของวิศวกรหนุ่มซีดเผือดจนไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
รณภพขมวดคิ้ว ชักสีหน้าไม่พอใจ "อะไรอีก ด็อกเตอร์? ผมไม่มีเวลามาเล่นเกมกับคุณแล้ว"
"ไม่ใช่เกม..." ดร.กานต์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นิ้วที่ชี้ไปยังจอภาพสั่นเทารุนแรง "เครื่องสแกนความร้อนไม่ได้ตรวจพบสนามพลังงานวิญญาณอย่างที่คุณว่า... แต่มันตรวจพบ **'สิ่งแปลกปลอม'** จำนวนมากกำลังพุ่งตรงมาทางเราด้วยความเร็วสูงจากใต้พื้นดิน"
ก่อนที่รณภพจะทันได้ถามอะไร เสียงขูดขีดของกรงเล็บนับร้อยที่กระทบกับหินศิลาจากใต้ฝ่าเท้าก็ดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับมีบางสิ่งที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลุมศพโบราณกำลังพังทลายพื้นห้องใต้ดินขึ้นมาล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกด้าน!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดนี้ร่วมกันครับ
พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ•ตอนที่ 18
บาดแผลแห่งความต่าง
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!