กลิ่นสนิมเหล็กผสมกับกลิ่นคาวเลือดเก่าแก่ลอยอวลอยู่ในความมืด อุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ
"หยุด" เสียงทุ้มต่ำของรณภพดังขึ้นพร้อมกับมือหยาบกร้านที่เอื้อมไปแตะไหล่ของดร.กานต์ไว้โดยไม่บอกกล่าว พรานใหญ่ชะתักฝีเท้าลงอย่างเฉียบพลัน ปลายกระบอกปืนลูกซองแฝดคู่ใจถูกยกขึ้นขนานกับพื้น สายตาคมกริบกวาดมองผ่านความมืดสลัวของซากโบราณสถานใต้ดินที่ถูกกัดเซาะด้วยกาลเวลา
ดร.กานต์ชะงักตาม แรงปะทะจากฝ่ามือของอีกฝ่ายทำให้เขาเกือบเซ ถือวิสาสะดึงแขนเสื้อออกพร้อมกับก้มลงมองหน้าจออุปกรณ์สแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในมือที่เวลานี้สั่นระริก ตัวเลขค่าพลังงานพุ่งทะยานจนเส้นกราฟสีแดงบนหน้าจอแตกกระเจิง
"คุณรณภพ เครื่องมือของผมกำลังบอกว่า สนามแม่เหล็กตรงหน้ามีความหนาแน่นผิดปกติ... ไม่ใช่แค่หินแร่ตามธรรมชาติแน่นอน มันมีความเคลื่อนไหว เป็นระบบ และ... ขยับได้" วิศวกรหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมความตื่นตระหนกภายใต้กรอบของตรรกะทางวิทยาศาสตร์ แว่นตากรอบบางสะท้อนแสงสีฟ้าอ่อนจากหน้าจอ
"วิทยาศาสตร์ของคุณไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่บรรพบุรุษเราสร้างขึ้นเพื่อป้องกันเขตอาคมหรอกครับ ดร.กานต์" รณภพตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบยังคงเพ่งมองไปยังเงาทะมึนเบื้องหน้าที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร "นั่นไม่ใช่หิน แต่มันคือโครงกระดูกของสัตว์ป่าดึกดำบรรพ์ที่ถูกควักวิญญาณออก แล้วแทนที่ด้วยกลไกฟันเฟืองอาคม"
สิ้นคำพูดของพรานใหญ่ ความเงียบสงัดก็ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงโลหะเสียดสีกันดัง *กริ๊ก... แกร๊ก... ครืน!*
เบื้องหน้าพวกเขาในความมืดสลัว โครงกระดูกมหึมาของเสือโคร่งเขี้ยวดาบที่ควรจะผุพังไปตามกาลเวลา กลับค่อยๆ ขยับลุกขึ้นยืนด้วยข้อต่อที่เป็นเฟืองทองเหลืองขึ้นสนิม ดวงตากลวงโบ๋ทั้งสองข้างปรากฏประกายแสงสีเพลิงวาบขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามที่ดังก้องสะท้อนไปทั่วอุโมงค์หิน เป็นเสียงคำรามที่ผสมผสานระหว่างเสียงคำรามของสัตว์ร้ายและความดังของเครื่องจักรไอน้ำที่กำลังทำงานด้วยแรงดันมหาศาล
"อัศจรรย์..." ดร.กานต์พึมพำโดยไม่รู้ตัว แม้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะร้องเตือนให้ถอยหลัง แต่นักวิทยาศาสตร์ในตัวเขากลับตื่นตะลึงกับสถาปัตยกรรมชีวกลศาสตร์โบราณที่อยู่นอกเหนือตำราเรียนทุกเล่มบนโลก "มันคือการผสานพลังงานจิตวิญญาณเข้ากับกลไกจักรกล... พลังงานความร้อนในตัวมันถูกขับเคลื่อนด้วยอาคมโบราณ!"
"เลิกวิเคราะห์แล้วเตรียมตัวตายเถอะครับ ถ้าไม่อยากให้กระดูกของคุณไปแทนที่เฟืองพวกนั้น" รณภพคำรามลั่น พร้อมกับเหนี่ยวไกปืนลูกซองกระสุนอาคมเข้าใส่ร่างของสัตว์ร้ายกึ่งจักรกลทันที
*ปัง!*
ประกายไฟจากการระเบิดสว่างวาบไปทั่วอุโมงค์ กระสุนอักขระพุ่งปะทะเข้ากับซี่โครงเหลืองของเสือโคร่งดึกดำบรรพ์อย่างจัง แรงปะทะทำให้มันชะงักไปครู่ใหญ่ เศษฝุ่นและคราบสนิมปลิวว่อน แต่ทว่า... ร่างกายของมันกลับไม่แตกสลาย เฟืองทองเหลืองที่ฝังอยู่ตามแนวสันหลังกลับหมุนติ้วอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหายด้วยแรงอาคม
"มันไม่ได้ใช้แค่กลไกธรรมดา!" ดร.กานต์ตะโกนแข่งกับเสียงคำราม "กระสุนของคุณทำลายแค่มิติทางกายภาพ แต่แกนกลางพลังงานของมันถูกผนึกไว้ด้วยอาคมระดับสูง... คุณต้องยิงเข้าที่จุดศูนย์กลางการไหลเวียนพลังงาน ตรงกะโหลกศีรษะที่มีอักขระสีทองเหลืองเรืองแสงอยู่!"
รณภพเหลือบมองวิศวกรหนุ่มแวบหนึ่ง แววตาฉายความประหลาดใจระคนชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวและความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วภายใต้ความกดดัน แม้ว่าแนวคิดของพวกเขาจะอยู่กันคนละขั้ว แต่ในยามเป็นความตาย ทั้งคู่กลับประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ
"ผมจะเบี่ยงเบนความสนใจมัน คุณใช้เครื่องมือคลื่นความถี่สูงของคุณรบกวนระบบอาคมในตัวมันเสีย!" รณภพสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดราวกับผู้บัญชาการสนามรบ
พรานใหญ่พุ่งตัวออกไปด้านข้างอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับเสือป่า พร้อมกับชักมีดหมออาคมลงอักขระโบราณออกจากฝัก แสงสีเงินวับวาวสะท้อนกับแสงเพลิงจากดวงตาสัตว์ร้าย รณภพส่งเสียงคำรามท้าทาย ดึงดูดความสนใจของเสือโคร่งกึ่งจักรกลให้พุ่งเข้าหาตนเองด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ
*โฮกกก!*
กรงเล็บเหล็กกล้าตะปบลงบนพื้นหินจนแตกละเอียดเป็น J ชิ้น พรานป่ากลิ้งตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว ฝุ่นตลบอบอวล เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่เขายังคงตั้งหลักได้อย่างมั่นคง
ในจังหวะเดียวกัน ดร.กานต์ไม่รอช้า เขากัดฟันดึงอุปกรณ์ปรับคลื่นพลังงานสนามแม่เหล็กที่ดัดแปลงขึ้นเองออกจากกระเป๋าเป้ กดปุ่มเร่งกำลังไฟสูงสุดจนเครื่องมือในมือสั่นสะท้อนอย่างรุนแรงจนผิวหนังชาหนึบ วิศวกรหนุ่มพุ่งเข้าไปใกล้ร่างมหึมานั้นแล้วกดปลายอุปกรณ์เข้ากับกะโหลกศีรษะของสัตว์ร้ายที่มีอักขระเรืองแสงอยู่
"รับไปซะ... พลังงานส่วนเกินของแก!" ดร.กานต์คำรามลั่น
*เปรี๊ยะ! บูมมม!*
คลื่นความถี่สูงปะทะเข้ากับสนามพลังอาคมเกิดเป็นเสียงระเบิดกึกก้อง เฟืองทองเหลืองภายในร่างของเสือโคร่งหยุดชะงักลงทันที ประกายไฟสีฟ้าแล่บแปลบปลาบไปทั่วร่าง ก่อนที่แสงเพลิงในดวงตากลวงโบ๋จะค่อยๆ หรี่ดับลง ร่างมหึมาของสัตว์ร้ายกึ่งจักรกลนิ่งสนิท ทรุดฮวบลงกลายเป็นเพียงกองซากกระดูกและเศษเหล็กขึ้นสนิมระเกะระกะบนพื้น
ความเงียบสงัดกลับคืนมาอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของชายฉกรรจ์ทั้งสองคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง
รณภพปาดเหงื่อที่ผากด้วยหลังมือ เก็บมีดหมอเข้าฝักช้าๆ ก่อนจะหันมามองดร.กานต์ที่กำลังยืนยันสถานะความปลอดภัยของเครื่องมือในมือด้วยสีหน้าโล่งอก
"ไม่เลวเลยนี่ครับ ดร.กานต์ นึกว่าคุณจะดีแต่ใช้เครื่องมือวัดผลเสียอีก" รณภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อยเพื่อลดความตึงเครียด
ดร.กานต์จัดแว่นตาที่เอียงกระف้ายของตนให้เข้าที่ ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนักวิชาการผู้เยือกเย็นดังเดิม แม้ว่าหัวใจจะยังเต้นโครมครามอยู่ในอก "ผมบอกคุณแล้ว... วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์ไม่ได้อยู่คนละขั้วเสมอไปหรอกครับ มันก็แค่กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่เรายังอธิบายไม่ได้เท่านั้นเอง"
ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เอื้อnวาจาอะไรต่อ สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ซากกะโหลกของเสือโคร่งกึ่งจักรกลที่เพิ่งถูกทำลาย รณภพใช้ปลายปืนเขี่ยเศษเหล็กออก เผยให้เห็นแผ่นโลหะโบราณสลักลวดลายประหลาด ซึ่งไม่ใช่รูปแบบของชนเผ่าพื้นเมืองหรืออารยธรรมโบราณที่พวกเขาเคยพบเจอมา
ดร.กานต์ย่อตัวลงใช้มือถือไฟฉายส่องใกล้ๆ ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "นี่มัน... สัญลักษณ์ของสถาบันวิจัยลับยุคสงครามโลก... มันเป็นไปไม่ได้!"
รณภพขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของอีกฝ่าย "คุณรู้จักโลหะแผ่นนี้?"
"ไม่ใช่แค่รู้จักครับ..." ดร.กานต์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ถือไฟฉายสั่นเทาเล็กน้อย "แต่นี่คือตราสัญลักษณ์ของทีมวิจัยสูญหายของพ่อผม... คนที่หายตัวไปในเขตอาคมนี้เมื่อสามสิบปีก่อน"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดและท้าทายนี้ร่วมกันครับ
- เพชรตาเสือโบราณ -
พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ•ตอนที่ 17
สัตว์ร้ายกึ่งจักรกล
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะวิศวกรวิญญาณ: เขตแดนสาบสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!