เซฟโซนสุดกวนกับมาดขรึมจอมบงการ•ตอนที่ 12

เช้าวันใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
กลิ่นอายความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่นผสมผสานกับกลิ่นชาเขียวอุ่น ๆ ลอยวนอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบจะใช้มือตัดได้ กวินท์ยังคงยืนนิ่งค้างอยู่ตรงมุมโซฟา มือข้างหนึ่งกำสมาร์ทโฟนแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ดวงตากลมโตที่ปกติมักจะมีประกายความกวนประสาทและทันคนอยู่เสมอ ในตอนนี้กลับไหววูบด้วยความตกใจและกังวลอย่างสุดซึ้ง ประโยคที่ว่า *“แม่ผม... อยู่ที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล...”* ยังคงก้องกังวานอยู่ในความเงียบ “ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ คว้าเสื้อแจ็กเก็ตสิคุณ!” เสียงทุ้มห้วนของภีมดังแทรกขึ้นมาทันที ไม่มีความลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที วิศวกรหนุ่มจอมเจ้าระเบียบที่ปกติมักจะวางฟอร์มมาดขรึมและชอบออกคำสั่ง ในยามนี้กลับก้าวฉับ ๆ เข้ามาคว้าข้อมือของกวินท์ไว้แน่น แรงดึงนั้นไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันเด็ดขาดและหนักแน่นพอที่จะดึงสติของสถาปนิกหนุ่มให้หลุดออกจากภวังค์ความตื่นตระหนก กวินท์กะพริบตาปริบ ๆ ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ติดค้างมาจากเหตุการณ์เมื่อคืน—ช่วงเวลาที่พวกเขาเผลอแนบชิดกันบนโซฟาจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ—ถูกปัดตกไปอย่างไม่ไยดีด้วยความเป็นห่วงมารดาที่กำลังป่วยกะทันหัน แต่ในความวุ่นวายและร้อนรนนั้น ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมข้อมือเขาไว้อยู่กลับส่งผ่านความมั่นคงมาให้อย่างน่าประหลาด “ผม... ผมไม่ได้ตั้งสติ...” กวินท์พึมพำเสียงเบา คอแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก “ไม่ต้องมาพูดมาก เลิกทำตัวเป็นเด็กหลงทางแล้วเดินตามผมมา” ภีมตวาดกลบเกลื่อนความร้อนรนในแววตาของตัวเอง ปากร้าย ๆ ที่ชอบพ่นคำเหน็บแนมใส่กันเป็นประจำถูกใช้เพื่อซ่อนความห่วงใยที่ล้นปรี่จนเจ้าตัวแทบเก็บทรงไม่อยู่ ร่างสูงโปร่งในชุดลำลองหมุนตัวเดินนำลิ่วไปยังประตูห้องทันทีโดยไม่ปล่อยให้กวินท์ได้ทักท้วง ตลอดเส้นทางภายในลิฟต์ลงไปยังลานจอดรถ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่กดดัน ภีมขับรถด้วยความเร็วที่จำกัดในกรอบความปลอดภัย แต่ทุกจังหวะการเปลี่ยนเกียร์และการหักพวงมาลัยสะท้อนถึงความเร่งรีบในใจ ขณะที่กวินท์นั่งกอดอก เม้มริมฝีปากแน่น สายตาทอดมองออกไปนอกกระจกหน้าต่างที่ภาพตึกรามบ้านช่องไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกแปลกประหลาดตีรวนอยู่ในอก ทั้งหวาดกลัวว่าอาการของแม่จะทรุดหนักลงไปอีก และ... ความรู้สึกซาบซึ้งลึก ๆ ที่มีต่อผู้ชายข้างกายคนนี้ ใครจะคิดว่าวิศวกรโครงสร้างจอมบงการที่เขาเคยตั้งฉายาให้ว่า ‘มนุษย์หินแกรนิต’ จะเป็นคนแรกที่ควกุญแจรถพุ่งตัวออกมารับมือกับวิกฤตของครอบครัวเขาอย่างไร้ข้อแม้แบบนี้? “เลิกกัดปากตัวเองได้แล้วคุณ ถ้าปากแตกเลือดซิบขึ้นมา ผมขี้เกียจมานั่งอธิบายให้แม่คุณฟังนะว่าทำไมลูกชายท่านถึงสภาพเหมือนไปฟัดกับหมามา” ภีมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่สายตายังคงมองตรงไปบนถนนเบื้องหน้า แต่มุมปากหยักลึกกลับกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน กวินท์หันขวับไปค้อนใส่ทันที ความเครียดลดระดับลงไปครึ่งหนึ่งเมื่อได้ยินคำพูดกวนประสาทนั้น “ใครกัดปากตัวเองไม่ทราบครับคุณภีม ห่วงตัวเองเถอะ ขับรถหน้าบึ้งขนาดนี้ ระวังตับไตไส้พุงจะร่วงมากองที่เบรกนะ” “ปากเก่งให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะน่า ถึงโรงพยาบาลเมื่อไหร่แล้วอย่ามาทำเป็นเสียงสั่นก็แล้วกัน” ภีมสวนกลับทันควัน น้ำเสียงแม้จะยังติดความห้วนอยู่บ้าง แต่แววตาที่เหลือบมองมาแวบหนึ่งนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่จงใจซ่อนไว้ภายใต้มาดขรึม รถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังอย่างแม่นยำ ยังไม่ทันที่กวินท์จะเอื้อมมือไปปลดเข็มขัดนิรภัย ภีมก็ดับเครื่องและก้าวลงจากรถอ้อมมาเปิดประตูฝั่งนายเอกให้อย่างรวดเร็ว การกระทำที่แสนจะใส่ใจแต่ทำเป็นตีหน้าตายนั้นทำเอากวินท์ชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่ควรจะเต้นระส่ำด้วยความกลัวเรื่องแม่ กลับเต้นผิดจังหวะเพราะความอบอุ่นที่พุ่งชนเข้าอย่างจัง “ลงมาได้แล้ว จะนั่งรอให้พยาบาลมาเข็นรถมารับหรือไง” ภีมยื่นมือหนามาตรงหน้า เป็นเชิงบังคับให้กวินท์วางมือลงบนนั้น กวินท์เม้มปากนิด ๆ ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือไปจับมือของอีกฝ่ายไว้แน่นแล้วก้าวลงจากรถ ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กุมกันไว้คือหลัก ฐานชั้นดีว่าในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เผชิญหน้ามันเพียงลำพัง ทั้งคู่ก้าวเร่งรีบเข้าไปยังโซนห้องฉุกเฉิน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อลอยเตะจมูกทันทีที่ก้าวผ่านประตูกระจกอัตโนมัติ กวินท์กวาดสายตามองหาบุคคลคุ้นเคยด้วยความกระวนกระวายใจ ก่อนที่เสียงคุ้นหูจะดังขึ้นจากเก้าอี้รอหน้าห้องตรวจ “กวินท์ทางนี้ลูก!” ร่างท้วมของน้าสาวก้าวฉับ ๆ เข้ามาหาด้วยสีหน้าโล่งอกปนเหนื่อยล้า กวินท์รีบพุ่งเข้าไปสวมกอดผู้เป็นน้าทันที “คุณแม่เป็นยังไงบ้างครับน้าวิ? เกิดอะไรขึ้นทำไมถึง...” “ตอนนี้หมอฉีดยาและให้พักดูอาการอยู่ในห้องฉุกเฉินแล้วจ้ะ โชคดีที่ไหวตัวทัน อาการความดันกำเริบเฉียบพลันเพราะความเครียดสะสมร่วมกับพักผ่อนน้อย หมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว ไม่ต้องห่วงนะลูกนะ” น้าวิลูบหลังหลานชายเบา ๆ ก่อนจะเบนสายตาไปมองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายกวินท์ “แล้วนี่... ?” กวินท์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้แนะนำภีมให้ใครรู้จักในสถานการณ์แบบนี้ ใบเนียนใสขึ้นสีเรื่อด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย ขณะหันไปมองหน้าพระเอกจอมซึนที่ยืนทำหน้าขรึมรักษาฟอร์มอยู่ “เอ่อ... นี่คุณภีมครับ หัวหน้า... เอ๊ย เป็นเพื่อนร่วมงานครับ พอดีเขาขับรถมาส่ง...” กวินท์พยายามหาคำจำกัดความความสัมพันธ์ที่คลุมเครือนี้ให้ดูปกติที่สุด ภีมพยักหน้ารับอย่างสุภาพ พร้อมกับโคศีรษะเล็กน้อยเพื่อทักทายผู้อาวุโส “สวัสดีครับคุณน้า ผมภีมครับ เป็น... เจ้านายแล้วก็เพื่อนบ้านของคุณกวินท์ครับ” คำว่า ‘เพื่อนบ้าน’ ที่เน้นเสียงหนักแน่นทำเอากวินท์ต้องแอบค้อนวงใหญ่ใส่คนฉวยโอกาสในใจ แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกพร้อมกับพยาบาลสาวในชุดกาวน์สีขาวเดินถือแฟ้มประวัติคนไข้ “ญาติคุณศจีพัชรใช่ไหมคะ? ตอนนี้คนไข้รู้สึกตัวดีแล้วค่ะ หมอย้ายไปพักฟื้นที่ห้องพิเศษชั้นห้าเรียบร้อยแล้วนะคะ เชิญไปติดต่อเรื่องห้องพักและรับยาได้เลยค่ะ” กวินท์พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ความตึงเครียดที่เกาะกุมหัวใจมาตลอดหลายชั่วโมงคลี่คลายลงในพริบตา เขายิ้มกว้างออกมาได้เป็นครั้งแรกของวัน “ขอบคุณมากครับคุณพยาบาล” หลังจากจัดการเรื่องเอกสารและย้ายคุณแม่ขึ้นมายังห้องพักพิเศษเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง คุณแม่นอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นมาก น้าวิขอตัวกลับไปเอาเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นที่บ้าน โดยมีภีมอาสาเป็นคนขับรถไปส่งและกลับมารับให้อีกรอบ ทำให้ในห้องพักตอนนี้เหลือเพียงกวินท์ที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงกับความเงียบงัน เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ กวินท์ฟุบหน้าลงกับขอบเตียงผู้ป่วยอย่างอ่อนเพลีย เปลือกตาปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่โถมเข้ามาในชั่วข้ามคืน ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเมื่อเช้ากลับมาวนเวียนในหัวอีกครั้ง พร้อมกับภาพรอยยิ้มจาง ๆ และความใส่ใจที่ภีมแสดงออกโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ แกร็ก... เสียงเปิดประตูเบา ๆ พร้อมกับฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง กวินท์เงยหน้าขึ้นจากขอบเตียงเตรียมจะเอ่ยทักน้าวิหรือภีม แต่ทว่า... ร่างที่ยืนอยู่ตรงปลายเตียงกลับไม่ใช่ทั้งสองคนนั้น ชายหนุ่มในชุดสูทภูมิฐาน ใบหน้าคมคายที่กวินท์จำได้ขึ้นใจจากอัลบั้มรูปเก่า ๆ และเอกสารกองโตในห้องทำงานของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วยืนส่งยิ้มเย็นเยียบมาให้ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และร่องรอยของความคุกคามที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนתทึบขึ้นในทันที “ไม่เจอกันนานเลยนะ... น้องชายต่างแม่” กวินท์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนช็อก เมื่อบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุด... กลับก้าวเข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยของเขาอย่างไร้การป้องกัน! รี้ดเดอร์คะ... อย่าเพิ่งปิดหนีนะคะ ตอนต่อไปไฟลุกท่วมจอแน่นอนค่ะ! 🔥 (ขอบคุณที่ติดตามพุดดิ้งคาราเมลเสมอนะคะ)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับมาดขรึมจอมบงการ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%