“ตรรกะของวิศวกรอย่างคุณมักจะแม่นยำเสมอธันวา... แต่เสียดายที่กฎของฟิสิกส์มักจะพ่ายแพ้ให้กับ ‘ความจริง’ ที่ถูกฝังไว้ใต้คอนกรีตเสมอ”
เสียงปรบมือช้าๆ ดังสะท้อนในโถงอาคารที่กำลังก่อสร้าง แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวสาดกระทบใบหน้าของชายผู้นั้น—ชายที่ธันวาจำได้แม่นยำว่าเป็นคนเดียวกันกับในภาพถ่ายใบเก่าที่เปื้อนคราบเลือดเมื่อสิบปีก่อน ร่างนั้นก้าวพ้นเงามืดออกมาอย่างใจเย็น ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธแค้น มีเพียงความนิ่งงันที่น่าสะพรึงกลัวราวกับมองผ่านธันวาไปสู่ความว่างเปล่า
รินรดาเผลอขยับตัวเข้ามาใกล้ธันวาโดยไม่รู้ตัว ปลายแขนเสื้อของเธอสัมผัสกับศอกของเขา ความเย็นเยียบจากอากาศภายนอกดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปถนัดตา เมื่อเทียบกับความเย็นจากสายตาของผู้มาเยือน
“คุณ...” ธันวาเปล่งเสียงได้เพียงแค่นั้น ลำคอของเขาแห้งผาก ราวกับมีเศษฝุ่นละอองจากซากปรักหักพังเมื่อสิบปีก่อนกำลังย้อนกลับมาทิ่มแทง
“ตกใจหรือครับ?” ชายผู้นั้นเลิกคิ้ว รอยยิ้มที่มุมปากดูเหมือนจะเยาะเย้ยทุกการคำนวณที่ธันวาเคยเชื่อมั่น “ในโลกของการออกแบบ คุณรินรดาคงรู้ดีว่าโครงสร้างที่พังทลายลงมา ไม่ได้หมายความว่า ‘คน’ ที่อยู่ข้างในจะดับสูญตามเสมอไป บางครั้ง... เราแค่รอเวลาที่จะกลับมาดูว่า ใครกันแน่ที่เหลือรอดอยู่บนกองซากศพนี้”
รินรดาบีบมือเข้าหากันแน่น ความเป็นสถาปนิกในตัวเธอกำลังคำนวณหาทางออก แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยจังหวะที่ผิดปกติ เธอเหลือบมองธันวา เห็นสันกรามที่ขบแน่นจนนูนชัด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของงานโครงสร้างที่ผิดพลาด แต่มันคือปมในอดีตที่ธันวาพยายามถอดรหัสมาตลอดชีวิต
“คุณต้องการอะไร” ธันวาถามกลับ น้ำเสียงของเขาเริ่มกลับมาควบคุมได้ แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่คนตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ “ถ้าคุณคือผีที่กลับมาจากนรก ก็ควรกลับไปที่ที่จากมา ไม่ใช่มายืนปั่นหัวเราในที่ก่อสร้างที่กำลังจะพังทลายแห่งนี้”
“พังทลาย?” ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ เดินวนรอบเสาโครงสร้างที่ธันวาเพิ่งตรวจรับงานไปเมื่อเช้า “อาคารนี้ต่างหากที่กำลังจะกลายเป็นสุสานของความลับ... ธันวา คุณเป็นวิศวกรที่เก่ง แต่น่าเสียดายที่คุณมักจะมองข้ามรอยร้าวเล็กๆ ที่อยู่ลึกลงไปในเนื้อคอนกรีต รอยร้าวเดียวกับที่ทำลายครอบครัวของคุณเมื่อสิบปีก่อนไงล่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ รินรดารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากฝ่ามือของธันวาที่สั่นไหวเพียงเล็กน้อย เขาไม่ได้สั่นเพราะความกลัว แต่สั่นเพราะอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด เธอตัดสินใจก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บดบังธันวาไว้เล็กน้อยด้วยท่าทีที่สง่างามแม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย
“ถ้าคุณคิดว่าการขู่จะทำให้เรากลัวจนยอมถอย คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ” รินรดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคม “เพราะรอยร้าวในโครงสร้างที่พังทลาย มันคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่จะสร้างสิ่งใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และที่สำคัญ... สถาปนิกกับวิศวกรอย่างเรา ไม่ได้ทำงานเพื่อสร้างแค่ตึก เราทำงานเพื่อพิสูจน์ ‘ความจริง’ ที่คุณพยายามจะฝังมันไว้”
ชายคนนั้นหยุดเดิน รอยยิ้มที่เคยเยียบเย็นกลับกลายเป็นความสนใจที่ลึกซึ้ง เขาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งคู่ ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นอายของบุหรี่ราคาแพงและน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักรโชยปะทะจมูก
“น่าประทับใจ” เขาพึมพำ ก่อนจะโยนวัตถุชิ้นหนึ่งลงบนพื้นปูนดิบๆ มันเป็นแฟลชไดรฟ์สีเงินที่ดูเก่าคร่ำ “นี่คือ ‘จังหวะ’ ที่คุณกำลังตามหาอยู่ไม่ใช่หรือ? ถ้าอยากรู้ว่าหัวใจของตึกนี้เต้นอย่างไรก่อนจะถล่มลงมา ก็ลองเอาไปเปิดดู แต่เตือนไว้อย่างหนึ่ง... เมื่อเห็นมันแล้ว คุณจะไม่มีวันมองอาคารไหนในโลกนี้ได้ด้วยสายตาเดิมอีกเลย”
เขาก้าวถอยหลังเข้าสู่ความมืดอีกครั้ง ก่อนจะหันมามองธันวาเป็นครั้งสุดท้าย “เราคงได้พบกันอีก... ในวันที่ทุกอย่างพังครืนลงมาจริงๆ”
เสียงฝีเท้าที่หายไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด รินรดารีบก้มลงหยิบแฟลชไดรฟ์ขึ้นมา ความร้อนจากตัวมันทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย
“คุณโอเคไหม” รินรดาหันไปถามธันวา เขาไม่ได้ตอบในทันที ดวงตาของเขายังคงจ้องไปยังจุดที่ชายคนนั้นหายไป ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตามามองที่มือของรินรดา
ธันวาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของเธอเบาๆ สัมผัสจากปลายนิ้วที่แตะลงบนผิวหนังทำให้จังหวะหัวใจของทั้งคู่สั่นไหวเกินกว่าจะเป็นเพียงการปลอบประโลม “ผมไม่เป็นไร... แต่รินครับ ต่อจากนี้ไป ห้ามห่างจากผมแม้แต่นิ้วเดียว เรากำลังก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่กฎของฟิสิกส์ใช้ไม่ได้ผลแล้ว”
เขากระชับมือเธอแน่นขึ้น ความมั่นคงที่เขาส่งผ่านทางสัมผัสนั้นทำให้รินรดารู้สึกว่า ไม่ว่าอนาคตจะพังทลายเพียงใด เธอก็ยังมีคนคนนี้ที่เป็นทั้งวิศวกรคอยประคองโครงสร้างชีวิต และเป็นบุคคลเดียวที่เธอปรารถนาจะให้ยืนอยู่เคียงข้างในวินาทีสุดท้าย
ธันวาดึงเธอเข้ามาใกล้ขึ้น จนลมหายใจอุ่นๆ รินรดารดลงบนไหล่ของเขา เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่สายตาที่เขามองเธอนั้นเปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาของเพื่อนร่วมงานที่ชิงไหวชิงพริบกัน แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน
ทว่าในจังหวะที่ธันวากำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง เสียงสัญญาณเตือนภัยของอาคารที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับพื้นใต้เท้าที่สั่นสะเทือนรุนแรงจนทั้งคู่แทบยืนไม่อยู่ ไฟฉุกเฉินสีส้มกะพริบถี่ๆ จนแทบมองไม่เห็นทาง รินรดาสังเกตเห็นบางอย่างผ่านแสงไฟที่กะพริบเป็นจังหวะ—บนเสาเหล็กที่อยู่ห่างออกไปเพียงสามเมตร มีรอยแตกร้าวที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่มันถูกกรีดด้วยเครื่องมือพิเศษเป็นสัญลักษณ์ที่เธอคุ้นเคย... สัญลักษณ์ของบริษัทพ่อเธอที่ล้มละลายไปเมื่อสิบปีก่อน
“ธันวา... ดูนั่น!”
ธันวามองตามนิ้วของเธอ ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงนั้น มันไม่ใช่แค่รอยร้าว แต่มันคือ ‘รหัส’ ที่ถูกเขียนไว้ด้วยเลือดสดๆ ที่ยังคงหยดลงมาเป็นจังหวะเดียวกับจังหวะหัวใจของเขาและเธอ... จังหวะที่กำลังจะหยุดลงในไม่ช้า
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับสถาปนิกและวิศวกรผู้ถอดรหัสความลับนี้ร่วมกับผมนะครับ หวังว่าบทนี้จะทำให้จังหวะหัวใจของทุกท่านสั่นไหวไปพร้อมกับตัวละครของผมครับ
สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ•ตอนที่ 26
จังหวะของหัวใจ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!