สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ•ตอนที่ 25

คำสารภาพของวิศวกร

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
ลำแสงสีขาวจากไฟฉายโทรศัพท์มือถือที่สาดกระทบใบหน้าในความมืดเมื่อครู่ มลายหายไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ถอยร่นออกไปในความเวิ้งว้างของโครงสร้างคอนกรีตเปลือย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอับชื้นของฝุ่นปูนและอากาศที่เบาบางจนแทบหายใจไม่ออก รินรดายืนนิ่งอยู่หลังเสาคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ หัวใจของเธอยังคงเต้นระส่ำด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนจากแรงกระแทกทางอารมณ์ ปมความล้มเหลวของครอบครัวในอดีตแล่นริ้วเข้ามาในความคิดราวกับรอยร้าวที่ลามเลียบนผนังรับแรง แต่ก่อนที่ความหวาดกลัวจะกัดกินสติไปมากกว่านั้น มือหนาของใครบางคนก็เอื้อมมาคว้าข้อมือเธอไว้แล้วดึงเข้าไปในมุมอับของช่องบันไดหนีไฟที่มืดสนิท "อย่าส่งเสียง" เสียงทุ้มต่ำของธันวากระซิบชิดริมหู ลมหายใจของเขาอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอของเธอท่ามกลางความเย็นยะเยือกของตึกร้าง ความใกล้ชิดในสถานการณ์วิกฤตนี้ไม่ได้สร้างความรู้สึกปลอดภัยเสียทีเดียว แต่มันกลับทำให้สนามพลังทางอารมณ์ระหว่างพวกเขารุนแรงยิ่งขึ้น รินรดาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากฝ่ามือของวิศวกรหนุ่ม—ผู้ชายที่ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นดั่งหินผาและไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น เมื่อเสียงฝีเท้าด้านนอกเงียบลง ความเงียบงันอันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่สอดประสานกันในความมืด รินรดาดึงข้อมือกลับอย่างนิ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว เธอยันแผ่นหลังติดกับผนังปูนเย็นเฉียบ ดวงตาสุกสกาวในความมืดจ้องมองร่างสูงที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แม้จะมองไม่เห็นเค้าโครงหน้าชัดเจน แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขา "คุณธันวา" รินรดากล่าวทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงด้วยความเค้นเคี่ยว "คำพูดของชายคนนั้นเมื่อครู่... มันหมายความว่าอย่างไรครับ หรือว่าทั้งหมดนี้ แผนการสร้างตึกหลังนี้ การพังทลายของบริษัทพ่อผม และความร่วมมือระหว่างเรา มันเป็นแค่บทละครที่คุณกับใครบางคนเขียนขึ้นมาตั้งแต่ต้น" ธันวาไม่ตอบทันที เขาเบือนหน้าหนีไปยังความมืดเบื้องหน้า มือข้างหนึ่งล้วงลงในกระเป๋าเสื้อกั๊กวิศวกร ท่าทางเช่นนั้นคือเกราะป้องกันตัวที่เขามักใช้เสมอเมื่อถูกต้อนจนมุมด้วยคำถามเชิงจิตวิทยา เวลาผ่านไปชั่วครู่ เสียงถอนหายใจยาวนานหลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม มันเป็นเสียงถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า สะสมมาแรมปี และเพิ่งได้รับการปลดปล่อยในวินาทีนี้เอง "คุณอยากรู้ความจริงไหมล่ะครับ รินรดา" ธันวาหันกลับมาเผชิญหน้า น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่มีอีกแล้วความเย่อหยิ่งหรือความมั่นใจในกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ มีเพียงความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ใต้ซากปรักหักพังของเหตุผล "พูดมาสิครับ" เธอกดเสียงต่ำ "อย่าใช้ความเงียบมาตอบคำถามผมอีกเลย" ธันวาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่มีที่ว่าง เขายกมือขึ้นวางทาบกับผนังปูนด้านข้างศีรษะของรินรดา เป็นการกักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ โดยไม่ให้รู้สึกคุกคามจนเกินไป แต่เพียงพอที่จะทำให้เธอหนีไปไหนไม่ได้ "คุณเคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมผมถึงต้องยึดติดกับตัวเลข กฎเกณฑ์ และความสมบูรณ์แบบขนาดนั้น" ธันวาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตาของเขาจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ "เพราะโลกของผม... มันเคยพังทลายลงมาครั้งหนึ่งแล้ว ด้วยความรู้สึกที่อยู่นอกเหนือการคำนวณ" รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ในความมืดเธอยังคงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่หลังประโยคนั้น "ตอนที่ผมยังเป็นเด็กฝึกงานในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง" ธันวาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวนำพาความเย็นยะเยือก "พ่อของผมเป็นวิศวกรหัวหน้าโครงการ ท่านเป็นคนเก่ง เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ และเชื่อมั่นในความงามของการออกแบบเช่นเดียวกับคุณรินรดา ท่านยอมประนีประนอมกับสถาปนิก ยอมแก้แบบเพื่อให้ตึกมัน 'สวยงามทางอารมณ์' ตามที่พวกคุณต้องการ" รินรดานิ่งฟัง หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อสังหรณ์บางอย่างเริ่มก่อตัว "แต่ผลลัพธ์คืออะไรทราบไหมครับ" ธันวาหัวเราะในลำคออย่างขื่นขม "โครงสร้างที่ถูกลดทอนความแข็งแรงเพียงเพราะต้องการความพริ้วไหวทางสถาปัตยกรรม ไม่สามารถรองรับแรงเฉือนในวันที่เกิดแผ่นดินไหวได้ ตึกทั้งหลังพังครืนลงมาต่อต่อหน้าต่อตาผม... และพ่อผมเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองในซากตึกนั้น เพื่อหนีความอับอายและความผิดบาปที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่ากลัว หากแต่มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยน้ำหนักของความโศกเศร้า รินรดานิ่งงัน คำพูดทั้งหมดติดอยู่ที่ลำคอ เธอมองหน้าวิศวกรหนุ่มผู้เยือกเย็นคนนี้ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กำแพงความโกรธที่เธอสร้างไว้พังทลายลงในพริบตา "นั่นคือเหตุผล... ที่ผมต้องเย็นชา" ธันวาพูดต่อ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่ยังคงพยายามควบคุมมันไว้อย่างดี "ผมต้องเป็นคนที่ไร้หัวใจ เป็นคนที่ยึดมั่นแต่ตัวเลขและกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ เพราะผมไม่อันตรายต่อใครอีก และผมไม่อนุญาตให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำลายชีวิตใครได้อีก... รวมทั้งชีวิตของคุณด้วย" รินรดารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นมาในดวงตา เธอยื่นมือออกไปสัมผัสกับแขนเสื้อของเขาเบาๆ สัมผัสที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง "คุณธันวา... คุณไม่ได้แบกรับความผิดพลาดของพ่อคุณไว้คนเดียวนะครับ" เธอกระซิบแผ่วเบา "และความเย็นชาของคุณ มันก็ไม่ได้ช่วยปกป้องใครจากความจริงได้เลย" ธันวาก้มมองมือเรียวที่วางอยู่บนแขนของเขา แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังจะเอաբปากพูดบางอย่างเพื่อตอบรับความรู้สึกนั้น แต่ทว่า... *กริ๊ก!* เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นมาจากมุมมืดสุดทางเดินด้านหลังช่องบันไดหนีไฟ ตามด้วยแสงไฟสีแดงกะพริบจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิดที่ถูกซ่อนไว้ ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว ธันวาผละออกจากรินรดาอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณวิศวกรและผู้ปกป้องตื่นตัวขึ้นทันที เขาดึงรินรดามาหลบอยู่ด้านหลังพร้อมกับกวาดสายตามองไปในความมืด บนเสาคอนกรีตห่างออกไปสามเมตร กล่องควบคุมระบบไฟฟ้าฉุกเฉินที่ควรจะปิดตาย กลับเปิดอ้าออก เผยให้เห็นหน้าจอแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งกำลังสว่างวาบ พร้อมกับข้อความตัวอักษรวิ่งขึ้นบนหน้าจอแบบเรียลไทม์ *“ขอบคุณสำหรับคำสารภาพอันซาบซึ้งครับ... ตอนนี้หลักฐานทั้งหมดถูกส่งไปยังสำนักงานอัยการและสื่อมวลชนเรียบร้อยแล้ว เกมการแก้แค้นของพวกคุณ จบลงเพียงเท่านี้”* และก่อนที่ทั้งคู่จะได้ทันขยับตัว เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องลึก พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามก้าวพ้นเงาสลัวออกมาภายใต้แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัว รอยยิ้มเยียบเย็นบนใบหน้าของคนผู้นั้นทำให้ลมหายใจของธันวากระชากวูบ เพราะเขาคือคนที่ควรจะตายไปพร้อมกับซากตึกในอดีตเมื่อสิบปีก่อน... ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตอนนี้ รบกวนกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "สายลมแผ่วเบา" ด้วยนะครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%