รอยเท้าคู่นั้นยังคงทิ้งความเปียกชื้นเอาไว้บนพื้นไม้ปาร์เกต์เก่าคร่ำคร่า ราวกับรอยหมึกที่หยดลงบนกระดาษซับน้ำ ความเงียบงันภายในห้องประชุมใหญ่ของโครงการรีโนเวทตึกเก่ากลางพระนครยามวิกาลไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบ หากแต่มันกดทับโสตประสาทจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองชัดเจน
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเธอไม่ได้ละไปจากรอยเท้านั้นเลยแม้แต่น้อย ปลายเท้าของมันหยุดสนิทอยู่ตรงหน้าประตูไม้บานทึบที่ปิดสนิท ไม่มีรอยเดินเลี้ยวซ้าย ไม่มีรอยเบี่ยงขวา และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีรอยเท้าเดินย้อนกลับออกไปทางเดิม
"คุณกำลังใช้จินตนาการเกินขอบเขตของฟิสิกส์อีกแล้วนะครับ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำและเรียบนิ่งของธันวา, วิศวกรโครงสร้างผู้เชื่อมั่นในตัวเลขและเหตุผลดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้ แต่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างฝั่งตรงข้าม แสงไฟนีออนดัดสีส้มจากตึกฝั่งตรงข้ามสาดส่องเข้ามาเป็นเงาทาบทับร่างสูงใหญ่ของเขาให้กลายเป็นสีเทาเข้ม แววตาหลังกรอบแว่นโลหะคู่นั้นฉายแววเยือกเย็นและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
รินรดาหันขวับไปมองเขา ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาในอกจนกลบความกลัวไปเสียสนิท "ฟิสิกส์เหรอคะ... อ่า ขออภัยครับ ฟิสิกส์ของคุณมันอธิบายรอยเท้านั่นได้ไหมล่ะคะ ว่ามันเดินทะลุกำแพงออกไป หรือว่าระเหยกลายเป็นไอไปกลางอากาศ"
ธันวาปรายตามองรอยเท้านั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้ามาใกล้ รอยยิ้มหยันบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่าหมั่นไส้ "ความกลัวมักทำให้มนุษย์เรามองข้ามสิ่งสามัญที่สุดไปเสมอ คุณรินรดา... ในฐานะสถาปนิก คุณน่าจะรู้ดีกว่าใครว่าอาคารโบราณหลังนี้มีช่องเซอร์วิสชาฟท์ซ่อนอยู่หลังผนังไม้บานนั้น และความชื้นที่ระเหยมาจากท่อประปาเก่าที่รั่วซึม ก็เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่ง่ายดายที่สุด ก่อนที่คุณจะจินตนาการไปไกลถึงเรื่องภูตผีปีศาจ"
พูดจบ ธันวาก็ก้าวผ่านเธอไปอย่างไร้ความเกรงใจ มือหนายื่นไปผลักบานประตูไม้ที่อยู่ตรงหน้าให้เปิดออก เผยให้เห็นความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นของช่องซ่อมบำรุงด้านหลังจริงๆ
รินรดากะพริบตาปริบๆ ความรู้สึกพ่ายแพ้เล็กๆ ผสมปนเปกับความโล่งใจพุ่งขึ้นมาในอก เธอยืดตัวขึ้นเพื่อรักษาฟอร์มของสถาปนิกผู้ทรงศักดิ์ศรี "ฉันไม่ได้กลัว... ฉันแค่กำลังวิเคราะห์พฤติกรรมของคนที่แอบเข้ามาในไซต์งานต่างหากล่ะคะ"
"วิเคราะห์ด้วยอารมณ์และจินตนาการเหรอครับ? น่าเสียดายที่กฎหมายและโครงสร้างอาคารไม่เคยมีความเห็นใจให้ความรู้สึกส่วนตัว" ธันวาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาราวกับกำลังบรรยายสรุปรายงานวิศวกรรม
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้อ้าปากโต้เถียงอะไรกลับไป เสียง "คลิก" หนักๆ พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนเบาๆ จากด้านนอกก็ดังขึ้น ตามมาด้วยความมืดสนิทที่กลืนกินทุกสิ่งรอบตัวในเสี้ยววินาที
ไฟในตึกดับลงอย่างกะทันหัน
แสงไฟนีออนดัดจากภายนอกที่เคยสาดส่องเข้ามาถูกตัดขาดอย่างไร้เยื่อใยเมื่อมู่ลี่ปรับแสงอัตโนมัติถูกลมกระโชกจากหน้าต่างที่แง้มไว้พัดปิดลงมาสนิท ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดสนิทชนิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือของตัวเอง
ความเงียบที่น่าอึดอัดกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบแบบเมื่อครู่ มันคือความอึดอัดที่เต็มไปด้วยระยะห่างที่ถูกบีบให้แคบลง
"เกิดอะไรขึ้น..." เสียงของรินรดาแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำวัยเด็กอันเลวร้ายเกี่ยวกับความมืดและความอับทึบแล่นกลับเข้ามาในหัว สมองของเธอเริ่มประมวลผลช้าลง ลมหายใจเริ่มติดขัด
ไม่มีเสียงตอบรับจากธันวา แต่เธอกลับได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืด กลิ่นอายเฉพาะตัวของผู้ชายคนนั้น—กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกระดาษพิมพ์เขียวและน้ำหอมระเหยกลิ่นไม้จันทน์—เริ่มลอยเข้ามาแตะจมูก ชัดเจนเสียจนน่าตกใจ
*พรึบ*
แสงไฟฉายสีขาวนวลจากโทรศัพท์มือถือส่องสว่างขึ้น กระทบเข้ากับคางและริมฝีปากได้รูปของธันวาที่ยืนอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ แสงสะท้อนจากเลนส์แว่นของเขาทำให้รินรดาอ่านประกตาในดวงตาคู่นั้นไม่ออก แต่เธอกลับรู้สึกได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของเขาที่แผ่ซ่านผ่านความเย็นเยียบของห้อง
"คุณตัวสั่นนะครับ รินรดา" ธันวาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาไม่ได้ติดตลกหรือเยาะเย้ยเหมือนเคย มันมีความนุ่มนวลแปลกประหลาดเจืออยู่จางๆ จนเธอต้องรีบเบือนหน้าหนี
"ฉันไม่ได้สั่น... อากาศในนี้มันแคบต่างหากล่ะคะ" เธอแก้ตัวเสียงแข็ง พยายามถอยหลังหนี แต่สะโพกกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะประชุมไม้สักตัวใหญ่จนไปไหนไม่ได้
ธันวาก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง บังคับให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ร่างสูงใหญ่ของวิศวกรหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อให้ระดับสายตาเราขนานกัน แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบใบหน้าของทั้งคู่ สร้างเงาทอดตัวยาวไปบนผนังห้อง
"ในทางฟิสิกส์ เมื่อพื้นที่จำกัด อุณหภูมิและความดันจะสูงขึ้นตามสัดส่วน..." ธันวาเว้นจังหวะ สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบหน้าที่เริ่มตื่นตระหนกของเธออย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำชวนฟัง "แต่ในทางจิตวิทยา... อาการที่คุณกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ เขาเรียกว่าการสูญเสียการควบคุมต่างหากล่ะครับ"
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นรัวระรัวยิ่งกว่าตอนที่เห็นรอยเท้าปริศนานั้นเสียอีก ไม่ใช่เพราะความกลัวความมืด แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่อันตรายเกินขีดจำกัดระหว่างเธอกับผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่เป็นดั่งขั้วตรงข้าม แต่กลับดึงดูดเธอเข้าหาอย่างไม่น่าเชื่อ
"ถอยไปหน่อยค่ะ... ธันวา" เธอกระซิบ เสียงสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ มือเรียววางทับลงบนแผงอกกว้างของเขาโดยไม่รู้ตัว เพื่อดันตัวเขาออก แต่สัมผัสจากกล้ามเนื้อแน่นตึงใต้เสื้อเชิร์ตสีเข้มกลับทำให้เธอต้องรีบชักมือกลับราวกับโดนไฟลวก
ธันวาไม่ได้ถอยหนี เขากลับวางมือข้างหนึ่งลงบนขอบโต๊ะไม้ด้านหลังรินรดา กักตัวเธอให้อยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยปริยาย ปลายจมูกของเขาอยู่ห่างจากแก้มเนียนของเธอเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
"ถ้าผมถอย... ใครจะช่วยคุณถอดรหัสความกลัวนี้ล่ะครับ" เขาเอ่ยเสียงกระซิบข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ตรงต้นคอจนสติของเธอแทบกระเจิง
ในจังหวะที่หัวใจของรินรดากำลังเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก และบรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังเดินทางมาถึงจุดที่เปราะบางที่สุด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของธันดาก็สั่นครืดคราดทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ เขายอมผละตัวออกห่างจากเธออย่างช้าๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แสงไฟจากหน้าจอส่องให้เห็นใบหน้าคมเข้มที่แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ นั้น
รินรดายืนหอบหายใจถี่รัว พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แม้หัวใจจะยังเต้นไม่เป็นส่ำ เธอมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินหันหลังไปอีกทาง
ธันวานิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะหันกลับมามองเธอ ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำและเต็มไปด้วยคำถามที่ยากจะคาดเดา
"มีปัญหาอะไรเหรอคะ?" เธอถามเสียงเรียบ พยายามดึงมาดสถาปนิกสาวผู้เยือกเย็นกลับคืนมา
ธันวาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้ทำให้บรรยากาศดูดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
"ระบบรักษาความปลอดภัยแจ้งเตือน... ว่ามีคนกำลังพยายามเปิดประตูห้องนิรภัยใต้ดิน ชั้น B3" ธันวาเว้นวรรค ปรายตามองรอยเท้าเปียกชื้นบนพื้นอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา "และที่สำคัญที่สุด... บันทึกการเข้า-ออกของตึกนี้ ระบุชัดเจนว่า ตอนนี้... มีเราแค่สองคนอยู่ในตึกนี้เท่านั้นครับ"
---
*โปรดติดตามตอนต่อไป*
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและถอดรหัสความเงียบไปพร้อมกับตัวละครของผมนะครับ
สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ•ตอนที่ 4
นอกเวลางานที่อึดอัด
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!