แก้วคริスタルทรงสูงในมือของธันวาสั่นไหวเล็กน้อย ตามจังหวะการเคลื่อนตัวของของเหลวสีอำพันภายใน ผิวน้ำแข็งก้อนกลมสะท้อนแสงไฟนีออนสีนวลจากเพดานห้องประชุมใหญ่ที่บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ปาร์ตี้ขนาดย่อม เสียงหัวandเราะและเสียงพูดคุยของทีมงานวิศวกรและสถาปนิกดังระคนกันอยู่รอบตัว แต่พื้นที่รัศมีหนึ่งเมตรรอบตัวเขากลับเงียบสงบราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
"ดูเหมือนว่า... ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่... ไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดพลาดทางทฤษฎีเสียแล้วล่ะครับ"
คำพูดนั้นของธันวาจากเมื่อครู่ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ ค้างคาอยู่ระหว่างเขากับรินรดา หญิงสาวนิ่งงันไป ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสจ้องมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ รอยยิ้มแสดงความยินดีกับความสำเร็จขั้นแรกของโปรเจกต์ "Aether Tower" ที่เพิ่งผ่านการทดสอบรับ1แรงลมระดับพายุเฮอริเคนบนโมเดลจำลองเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ถูกแช่แข็งไว้บนเรียวปากสวย
"คุณหมายความว่าอย่างไรคะ... เอ่อ หมายถึง... ธันวา" รินรดาเปลี่ยนสรรพนามกะทันหันเมื่อตระหนักว่าบรรยากาศรอบตัวมันจริงจังเกินกว่าจะมานั่งรักษามาand
ธันวาไม่ตอบในทันที เขายกแก้วขึ้นจิบรสชาติขมปร่าที่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองผ่านกระจกใสบานยักษ์ที่มองลงไปเห็นแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน
"คุณจำตัวเลขแรงเฉือนที่จุดเชื่อมต่อชั้นที่ 42 ได้ไหมครับ รินรดา" เขากล่าวเสียงเรียบ ทว่าจริงจังจนคนฟังต้องกลืนน้ำลายลงคอ
"จำได้สิคะ มันผ่านมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำตั้งสามจุดเปอร์เซ็นต์ เราคำนวณร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน..." รินรดาแย้งทันควัน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจที่ผลงานอันสมบูรณ์แบบของเธอถูกตั้งคำถามในคืนฉลองความสำเร็จ
"นั่นคือสิ่งที่คุณเห็นบนกระดาษ และนั่นคือสิ่งที่โปรแกรมจำลองแสดงผลลัพธ์ออกมาตามชุดคำสั่งที่เราป้อนเข้าไปครับ" ธันวาหันกลับมาสบตาเธอตรงๆ แววตาคู่นั้นไม่มีความเย่อหยิ่งเย็นชาดังเช่นวันแรกที่พบกัน แต่มันเต็มไปด้วยความกังวลลึกซึ้งที่ยากจะคาดเดา "แต่ฟิสิกส์ในห้องทดลอง กับฟิสิกส์ของโลกความเป็นจริง... บางครั้งมันมีตัวแปรที่สมการทางคณิตศาสตร์หลงลืมไป"
รินรดาก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายสะอาดสะอ้านผสมผสานกับกลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก เธอไม่ชอบความรู้สึกที่ว่าตัวเองกำลังเป็นเด็กฝึกงานที่ถูกวิศวกรผู้เคร่งครัดอบรม เธอคือสถาปนิกหลักของโปรเจกต์นี้ และความสำเร็จของโครงสร้างครึ่งทางนี้คือหยาดเหงื่อที่แลกมาด้วยการอดหลับอดนอนหลายสัปดาห์
"ถ้าคุณมีข้อกังขาเรื่องโครงสร้าง ทำไมคุณถึงปล่อยให้เราผ่านวาระการอนุมัติขั้นแรกเมื่อช่วงเย็นล่ะคะ ธันวา?" น้ำเสียงของเธอเจือแววตัดพ้ออย่างปิดไม่มิด "การฉลองนี่มันหมายถึงอะไร ถ้าคุณรู้อยู่แล้วว่ามันมีความผิดพลาดซ่อนอยู่ ทำไมถึงเลือกจะพูดมันออกมาตอนนี้... ในวินาทีที่เราควรจะยิ้มให้กัน?"
ธันวานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาไม่ได้ถอยหนีเมื่อเธอก้าวประชิด ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ลงบนพื้นผิวกระจกใสของแก้ววิสกี้
"เพราะว่า..." เขาทอดเสียงยาว เว้นจังหวะให้ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับอากาศเย็นยะเยือกจากเครื่องปรับอากาศ "รอยยิ้มของคุณเมื่อครู่... มันสวยงามเกินกว่าจะถูกทำลายด้วยตัวเลขดิบๆ ในรายงานฉบับนั้นครับ"
หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งจังหวะ คำพูดนั้น... มันไม่ใช่ประโยคทางวิศวกรรม มันไม่ใช่ภาษาของสถาปนิก แต่มันคือภาษาของหัวใจที่กำลังพยายามสื่อสารข้ามกำแพงทิฐิที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาตลอดหลายเดือน
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงจนเหลือศูนย์องศา เสียงเพลงคลอเบาๆ ในงานปาร์ตี้ไกลออกไปราวกับมาจากโลกอีกใบ ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่าง "ความงามทางอารมณ์" กับ "ความจริงทางโครงสร้าง" ดูเหมือนจะหลอมรวมเข้าด้วยกันในความเงียบงันนี้
"รอยยิ้มที่คุณไม่เคยให้ใครเห็น... ผมเพิ่งได้เห็นมันเป็นครั้งแรกเมื่อกี้" ธันวาเอ่ยต่อ น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลขึ้นจนน่าใจหาย "และผมไม่อยากให้รอยยิ้มนั้นต้องหายไป... พร้อมกับตึกที่พังทลายลงมาในอีกสองปีข้างหน้า"
รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ความทรงจำเกี่ยวกับความล้มเหลวของบิดาในอดีต—วิศวกรผู้เคยสร้างสะพานที่พังทลายลงมาพร้อมกับชื่อเสียงและชีวิต—พุ่งทะยานกลับเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เกลียดชังความจริงที่เขาพูด แต่ในขณะเดียวกันก็ลุ่มหลงในความกล้าหาญที่เขายอมรับความจริงนั้นร่วมกับเธอ
"คุณกำลังจะบอกว่า... โครงสร้างนี้มีจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ใช่ไหมคะ?" เธอกลั้นใจถาม เสียงสั่นเล็กน้อย
"ไม่ใช่แค่มีจุดอ่อนครับรินรดา..." ธันวาผ่อนลมหายใจยาว วางแก้วในมือลงบนโต๊ะข้างๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารสีดำสนิทที่วางทับอยู่ใต้กองแบบแปลนสถาปัตยกรรมขึ้นมา เปิดมันออก เผยให้เห็นภาพถ่ายอินฟราเรดและการคำนวณลายมือยุ่งเหยิงที่ไม่ใช่ลายมือของเขาหรือเธอ
"แต่มันมีใครบางคน... จงใจแก้ไขรหัสโครงสร้างฐานราก ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเริ่มตอกเสาเข็มต้นแรกเสียอีกครับ"
ดวงตาของรินรดาเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อก้มลงมองตัวเลขบนกระดาษแผ่นนั้น ตัวเลขที่ถูกบิดเบือนไปอย่างแนบเนียนจนระบบ AI ของบริษัทไม่สามารถตรวจจับได้ มีเพียงมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเท่านั้นที่จะมองเห็นรอยต่อของความผิดปกตินี้
ก่อนที่เธอจะได้เปล่งเสียงอุทานใดๆ ออกมา เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดสนิทนอกห้องประชุม เสียงนั้นหยุดลงที่หน้าประตูกระจกบานเลื่อน ก่อนที่เงาสูงโปร่งของบุคคลที่ไม่คาดฝันจะก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
"คุยอะไรกันอยู่หรือครับ ดูเคร่งเครียดกันจังในคืนฉลองแบบนี้?"
ทั้งธันวาและรินรดาหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนียบกริบยืนอยู่ตรงนั้น... ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ ผู้ซึ่งเป็นคนเซ็นอนุมัติงบประมาณทั้งหมดของ Aether Tower และเป็นคนเดียวกับที่ถือ "กุญแจดอกสำคัญ" ของความลับทั้งหมดนี้
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและถอดรหัสความเงียบไปพร้อมกับตัวละครในทุกๆ ตอนนะครับ
สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ•ตอนที่ 10
รอยยิ้มที่ไม่เคยเห็น
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถอดรหัสความเงียบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!