"ถ้าคุณธันวาเลิกทำหน้าเหมือนผมไปกินรังแตนมาเมื่อเช้า แล้วช่วยขยับโครงสร้างบูธนี้ไปทางซ้ายอีกแค่สิบคเซนฯ งานเราคงไม่ต้องมานั่งบรรลัยพร้อมกันตรงนี้นะครับ"
เสียงทุ้มติดจะกวนประสาทของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นตัดผ่านความวุ่นวายของฮอลล์จัดแสดงสินค้า เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่มันคมกริบพอที่จะทำให้สถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบอย่าง 'ธันวา' ถึงกับต้องหยุดชะงักมือที่กำลังถือม้วนแบบแปลนพิมพ์เขียว
ธันวากวาดสายตาคมกริบมองหญิงสาวตรงหน้า เธอสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ กางเกงยีนส์เซอร์ๆ และรองเท้าผ้าใบที่เปื้อนคราบฝุ่นจากการทำงาน ข้อศอกข้างหนึ่งเปื้อนรอยชอล์กสีขาว ใบหน้าเรียวสวยนั้นไม่ได้แต่งแต้มอะไรมากนักนอกจากรอยเหงื่อที่ซึมตามไรผม แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือรอยยิ้มมุมปากที่กวนเบื้องล่างเสียจนน่าหมั่นไส้ที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาในรอบปี
"คุณ..." ธันวาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เขาปรายตามองโครงสร้างไม้สนอัดที่ตั้งเอียงกระเท่เร่เพราะความมักง่ายของทีมหน้างาน "ถ้าคุณใช้สมองส่วนหน้าคิดสักนิด คุณจะรู้ว่าผนังรับน้ำหนักตรงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของจอ LED ขนาดร้อยนิ้ว ไม่ใช่เอาไว้ตั้งตู้ปลาสวยงาม ถ้าผมขยับไปซ้ายอย่างที่คุณว่า มีหวังทั้งบูธได้ครืนลงมาทับหัวโปรดิวเซอร์สมองนิ่มสักคนแถวนี้แน่ๆ ครับ"
น้ำนิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอยกมือขึ้นกอดอกแล้วมองหน้าเขาด้วยสายตาเอือระอาเต็มประดา เธอเป็นออร์แกไนเซอร์ที่รับศึกหนักมาก็เยอะ แต่ไม่เคยเจอสถาปนิกคนไหนที่ปากจัดและเรื่องเยอะเท่าผู้ชายคนนี้มาก่อนเลยให้ตายสิ
"โอ้โห สถาปนิกผู้ทรงเกียรติครับ" น้ำนิ่งก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนธันวาต้องเผลอขยับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "นี่มันงานอีเวนต์เปิดตัวสินค้าไอทีนะครับ ไม่ใช่การสร้างพระราชวังหลวงที่ต้องเป๊ะทุกองศา ถ้าคุณจะกรุณาลดความอีโก้ลงสักนิดแล้วมองภาพรวมบ้าง คุณจะเห็นว่าหน้างานจริงมันต้องมีการยืดหยุ่น ไม่ใช่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูแปลนกระดาษจนลืมมองโลกความเป็นจริง"
"โลกความเป็นจริงของผมคือความปลอดภัยของคนอื่นครับ ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบขอไปทีเหมือนที่คุณกำลังทำอยู่" ธันวาย้อนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้นอย่างไม่ยอมแพ้
บรรยากาศรอบตัวพวกเขาราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตสパークลอยวนอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางเสียงเจาะสว่าน เสียงตะโกนสั่งงานของทีมช่าง และเสียงเพลงทดสอบระบบเครื่องเสียงที่ดังสนั่นฮอลล์ แต่โลกของคนทั้งคู่กลับแคบลงเหลือเพียงแค่ระยะห่างไม่ถึงก้าว
ธันวาแอบลอบมองใบหน้าของเธอในระยะประชิด ยอมรับตามตรงว่าในความกวนประสาทและท่าทางห้าวๆ เหมือนเด็กผู้ชายนั้น กลับซ่อนความมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาจากการทำงานหามรุ่งหามค่ำมาหลายเดือนของเขากระตุกวูบอย่างประหลาด มันเป็นความรู้สึกแปลกแยกที่คุ้นเคย—ความรู้สึกของคนขี้เหงาที่บังเอิญพบใครบางคนที่มีพลังงานล้นเหลือจนน่าอิจฉา
ส่วนน้ำนิ่งเองก็ชะงักไปชั่วครู่เมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกรงเล็บคู่นั้น แม้ปากจะบอกว่าหมอนี่น่ารำکانی แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภายใต้ชุดสูทลำลองที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยและท่าทีหยิ่งทะนงนั้น กลับมีออร่าความอบอุ่นบางอย่างแผ่ออกมาอย่างเงียบเชียบ เหมือนกาแฟดำเข้มๆ ที่แอบใส่น้ำตาลไว้ก้นแก้ว
"มองอะไรครับ หน้าผมมีแปลนบ้านติดอยู่หรือไง" ธันวาเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงกวนๆ เพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก
"เปล่าหรอกค่ะ... เอ๊ย! เปล่าครับ!" น้ำนิ่งเกือบเผลอหลุดปากพูดภาษาหญิงสาวออกไปตามความเคยชิน เธอกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อนความเพลี่ยงพล้ำเมื่อครู่ "ผมหมายถึง... มองหน้าคุณแล้วนึกถึงแมวเปอร์เซียที่บ้าน หยิ่งๆ เชิ่ดๆ แต่เอาเข้าจริงก็คงร้องเหมียวๆ เวลาหิวสินะครับ"
ธันวาขมวดคิ้วมุ่นกับสรรพนามที่เธอกลับลำแทบไม่ทัน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้สวนกลับด้วยประโยคเจ็บๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของน้ำนิ่งก็แผדเสียงแผดลั่นแข่งกับเสียงเพลงในฮอลล์
น้ำนิ่งหยิบขึ้นมาดู หน้าถอดสีลงทันทีเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ "ตายละ... กวินโทรมาแล้ว" เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะรีบกดรับสาย "ว่าไงวิน... อืม ตอนนี้กำลังคุยกับคุณธันวาอยู่... ได้ๆ เดี๋ยวฉันจัดการเอง"
ธันวายืนกอดอกมองท่าทีนั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อได้ยินชื่อ 'กวิน' ผู้ชายอีกคนที่มักจะวนเวียนอยู่รอบตัวน้ำนิ่งในฐานะเพื่อนสมัยเด็กและผู้ช่วยมือขวา คนที่มักจะส่งสายตาระแวดระวังทุกครั้งเวลาที่ธันวาต้องเข้าใกล้เธอ
"แฟนตามหรือครับ ถึงได้ทำหน้าตาเลิกลั่กขนาดนั้น" ธันวาเอ่ยแซะด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่นัยน์ตกลับแฝงความไม่สบอารมณ์ไว้อย่างชัดเจน
น้ำนิ่งวางสายเสร็จก็หันมาค้อนควับใส่เขาทันที "เรื่องส่วนตัวน่า... ว่าแต่คุณเถอะ จะเอายังไงกับเรื่องบูธ จะยืนเถียงกับผมตรงนี้จนห้างปิด หรือจะช่วยกันคิดทางแก้ปัญหาโง่ๆ ที่คุณเพิ่งสร้างขึ้นมาฮึ?"
ธันวายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้น้ำนิ่งต้องใจกระตุกไปชั่วขณะ เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิดจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูเด็กปะปนกับกลิ่นเหงื่อจางๆ มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก
"ถ้าผมยอมช่วยคุณแก้ปัญหา..." ธันวาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่จงใจทิ้งจังหวะชวนใจเต้น "คืนนี้คุณต้องไปเลี้ยงกาแฟผม เพื่อเป็นการไถ่โทษที่คุณมาสายแถมยังพูดจาหาเรื่องผมตั้งแต่ก้าวแรกที่เจอ... ตกลงไหมครับ คุณออร์แกไนเซอร์ตัวแสบ"
น้ำนิ่งเบิกตากว้างด้วยความคาดคิดไม่ถึง เลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้าจนร้อนผ่าว เธอกำมือแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน
ระหว่างที่เธอกำลังอ้าปากจะปฏิเสธข้อเสนอหน้าด้านๆ นั้น หน้าจอโทรศัพท์มือถือของธันวาก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชต์ยอดฮิต ซึ่งเผลอแสดงข้อความตัวอย่างพรีวิวขึ้นมาให้เห็นเด่นชัดต่อหน้าต่อตาเธอ
**[ธันวา]:** *'นี่... ถ้าบอกว่าไม่ได้อยากให้เธอมองแค่เรื่องงาน แต่สนใจคนออกแบบอย่างผมบ้าง... จะรำคาญไหมครับ'*
ดวงตากลมโตของน้ำนิ่งเบิกกว้างขึ้นไปอีก เมื่อก้มมองสลับระหว่างหน้าจอโทรศัพท์ของธันวา กับใบหน้าของสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความตื่นตระหนก เพราะเจ้าตัวเพิ่งรู้ตัวว่า... **เขาเผลอกดส่งข้อความสารภาพความในใจที่ร่างไว้ว่าจะลบทิ้ง ให้เธอก주ไปสดๆ ร้อนๆ ซะแล้ว!**
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกอบอุ่นนี้นะครับ
สถาปนิกปากจัดกับนัดหมายที่ไม่เคยได้เริ่ม•ตอนที่ 1
วันซวยๆ กับงานออกแบบที่ไม่ได้ดั่งใจ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับนัดหมายที่ไม่เคยได้เริ่ม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
