“ตัวเลขพวกนี้... มันเป็นไปไม่ได้”
เสียงพึมพำของผมจมหายไปในความเงียบงันของห้องปฏิบัติการใต้ดิน แสงสีฟ้าอ่อนจากโฮโลแกรมโปรเจกเตอร์สะท้อนเข้ากับดวงตาที่เหนื่อยล้าของผม นิ้วมือยังคงรัวลงบนแผงควบคุมเสมือนอย่างไม่ลดละ รวินท์คนเดิมที่เคยเชื่อมั่นในตรรกะของอัลกอริทึม กำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่ฉีกทฤษฎีฟิสิกส์ทุกบทที่ผมเคยร่ำเรียนมาจนป่นปี้
บนหน้าจอแสดงผล อัตราความน่าจะเป็นของการไหลเวียนข้อมูลในเครือข่ายสากล (Global Data Stream) กำลังเต้นเร้าด้วยค่าที่ซ้ำซ้อนกันอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่ความผิดพลาดของฮาร์ดแวร์ แต่มันคือ ‘ร่องรอย’
“มีอะไรที่รบกวนสมาธิคุณอยู่หรือเปล่า รวินท์?”
เสียงนุ่มลึกทว่าแฝงไปด้วยพลังอำนาจดังก้องขึ้นจากมุมมืด ดร.ไอริณ ก้าวออกมาจากเงามืดของชั้นวางเซิร์ฟเวอร์ เธอสวมชุดกาวน์สีขาวสะอาดตา ตัดกับเรือนผมสีเงินยวบที่ดูขัดกับใบหน้าอ่อนเยาว์อย่างสิ้นเชิง ดวงตาของเธอมักจะมีประกายของความเศร้าโศกซ่อนอยู่ลึกๆ เสมอ ประกายที่ผมมักจะนิยามว่ามันคือความทรงจำที่ติดค้างอยู่ในกาลเวลา
“ดร.ไอริณ... ดูนี่ครับ” ผมขยับตัวหลบให้เธอเห็นค่าความผันผวนบนหน้าจอ “ข้อมูลในรอบหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา มีการแทรกตัวของ ‘สัญญาณรบกวน’ ที่มีลายเซ็นดิจิทัลชุดเดียวกันเป๊ะทุกประการ แต่มันกลับถูกประทับเวลาต่างกันถึงเจ็ดวินาที”
เธอนิ่งไป สายตาจ้องมองตัวเลขเหล่านั้นเหมือนคนกำลังอ่านบทกวีที่อ่านไม่ออก “เจ็ดวินาที... งั้นหรือ”
“มันเหมือนกับว่าโลกใบนี้กำลังพยายาม ‘พยากรณ์’ ตัวเองล่วงหน้า และล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเยือกเย็น แม้หัวใจจะเต้นแรงจนเกือบหลุดออกมา “คุณเคยสอนผมว่าอัลกอริทึมไม่มีวันโกหก แต่นี่มันเหมือนกับว่า... มีใครบางคนกำลังเขียนโค้ดทับบนความจริงเดิมๆ”
ดร.ไอริณขยับเข้าใกล้แผงควบคุม มือเรียวบางของเธอแตะลงบนโฮโลแกรม แสงสีฟ้าหักเหผ่านนิ้วของเธอเกิดเป็นละอองแสงเล็กๆ “รวินท์ คุณจำเหตุการณ์อุบัติเหตุทางเวลาเมื่อสิบปีก่อนได้ไหม?”
คำถามนั้นเหมือนลูกธนูที่พุ่งตรงเข้าสู่บาดแผลที่ผมพยายามปิดตายมาตลอด ผมกัดฟันแน่น ภาพของบ้านที่พังทลายและเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังระงมในวันนั้นย้อนกลับมาในหัวสมองอย่างชัดเจนจนแทบหายใจไม่ออก ด้วยความจำที่แม่นยำระดับ Photogenic Memory ผมเห็นมันชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อนาทีที่แล้ว
“ทำไมถึงถามเรื่องนั้นตอนนี้ครับ?” ผมถามเสียงเรียบ
“เพราะสิ่งที่เธอเห็นอยู่นี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ” เธอเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย “นี่คือ ‘สัญญาณสะท้อน’ ของความเป็นไปได้ที่ถูกบีบอัด มันคืออาการเริ่มแรกของภาวะ Time Fracture หรือรอยร้าวของกาลเวลา หากเราไม่หยุดมัน ข้อมูลทั้งหมดในโลกใบนี้—รวมถึงตัวตนของเรา—ก็จะถูกเขียนทับด้วยอัลกอริทึมพิฆาตที่ไม่มีวันจบสิ้น”
ขณะที่เธอกำลังอธิบาย แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นในห้องเซิร์ฟเวอร์ เสียงไฟฟ้าลัดวงจรดังเปรี๊ยะปร๊ะไปทั่ว ระบบความปลอดภัยของฐานทัพเริ่มเปลี่ยนสถานะเป็นสีแดงฉาน เสียงไซเรนที่คุ้นเคยในความทรงจำอันเลวร้ายดังขึ้นอีกครั้ง
“ระบบตรวจพบความผิดปกติระดับวิกฤต!” เสียงสังเคราะห์ของ AI ประจำห้องแล็บดังขึ้น “คำเตือน: โครงสร้างข้อมูลระดับไฟล์หลักถูกแก้ไขโดยผู้ใช้งานนิรนาม... ค้นพบการแทรกซึมจากอนาคต!”
ผมรีบคว้าคีย์บอร์ดเสมือนเพื่อทำการล็อกไฟล์ แต่ทว่านิ้วมือของผมกลับทะลุผ่านโฮโลแกรมไปราวกับมันไม่มีตัวตน!
“รวินท์! อย่าเพิ่งยอมแพ้!” ดร.ไอริณตะโกนข้ามเสียงสัญญาณเตือน “มองที่ช่องว่างระหว่างไฟล์! อย่ามองที่ตัวเลข! มองหา ‘ช่องโหว่’ ที่มันทิ้งไว้!”
ผมสูดหายใจลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมดเข้าสู่ดวงตา ผมไม่ได้มองที่ตัวเลขที่กำลังวิ่งพล่าน แต่ผมมองไปที่ ‘เงา’ ของข้อมูลที่ซ้อนทับกัน ผมเริ่มเห็นจังหวะการหายใจของระบบ มันมีช่วงจังหวะที่หยุดนิ่งไปเสี้ยววินาที—นั่นคือช่องโหว่!
ผมรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย พิมพ์คำสั่ง ‘Override’ ลงไปในจังหวะที่กาลเวลากำลังหยุดชะงัก ทันใดนั้น หน้าจอที่เคยยุ่งเหยิงกลับดับวูบลงเหลือเพียงสีดำสนิท ก่อนจะมีตัวอักษรหนึ่งบรรทัดปรากฏขึ้นมากลางอากาศ
[ยินดีต้อนรับสู่โปรโตคอลกู้คืน: รายชื่อเป้าหมายที่ถูกลบออกไปจากประวัติศาสตร์ 1,402 รายการ... ตรวจพบสัญญาณจาก ‘ตัวคุณเอง’ ในอีก 300 วันข้างหน้า]
หัวใจของผมกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลังเมื่อข้อความนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรูปถ่ายใบหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ มันเป็นรูปถ่ายครอบครัวของผมในวันที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ในรูปนั้น... ดร.ไอริณที่ยังดูอายุน้อยกว่าปัจจุบันกำลังยืนถือเข็มทิศมิติอยู่ในเงามืดเบื้องหลังพ่อและแม่ของผม
เธอยังไม่เคยบอกผมเรื่องนี้... เธออยู่ที่นั่นจริงๆ หรือ?
ก่อนที่ผมจะทันได้หันไปตั้งคำถาม เสียงระบบเตือนภัยก็เงียบหายไปอย่างกะทันหัน ความมืดมิดในห้องแล็บถูกแทนที่ด้วยเงาของใครบางคน—หรืออะไรบางอย่าง—ที่ก้าวออกมาจากช่องว่างมิติที่เพิ่งฉีกขาดออกตรงหน้าเรา
“อาจารย์ครับ...” ผมเอ่ยปากพลางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “นั่นคือใครกันแน่?”
ร่างนั้นก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ... มันคือใบหน้าของผมเอง ในชุดวิศวกรที่ดูเก่าคร่ำและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสนามรบ เขามองมาที่ผมด้วยสายตาที่เจ็บปวด ก่อนจะยื่นมือที่สั่นเทามาทางแผงควบคุม แล้วเอ่ยคำพูดที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล
“อย่าเชื่อ... ในสิ่งที่เธอเห็นรวินท์... เพราะทุกอย่างที่เธอทำตอนนี้ คือสิ่งที่ทำให้ผมต้องตายในอีกสามร้อยวันข้างหน้า”
เสียงนั้นยังไม่ทันจางหายไป ระบบก็ส่งเสียงแจ้งเตือนดังสนั่นด้วยความถี่ที่รุนแรงกว่าเดิม
[ภารกิจระดับ SSS เริ่มต้นขึ้น: ยุติวงจรแห่งการทรยศ... เวลาที่เหลืออยู่: 00:00:00.01...]
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในมิติคู่ขนานกับผมนะครับ
อัลกอริทึมพิฆาตเวลา: ปฏิบัติการกู้คืนเศษเสี้ยวจักรวาล•ตอนที่ 1
สัญญาณรบกวนจากเมื่อวาน
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมพิฆาตเวลา: ปฏิบัติการกู้คืนเศษเสี้ยวจักรวาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
