"ถ้าคุณยังเปิดมันอีกครั้ง ผมจะถือว่าคุณยอมรับคำท้านั่นจริง ๆ รินทร์"
เสียงทุ้มต่ำของศรุตดังก้องอยู่ในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟจาง ๆ และกลิ่นกระดาษเก่า รินทร์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่หู เขาเพียงแค่ใช้ปลายคีบโลหะคีบซองจดหมายสีดำสนิทที่ทำจากกระดาษอาร์ตการ์ดเนื้อหยาบขึ้นมาวางบนโต๊ะไม้โอ๊ก แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบตัวอักษรสีแดงชาดที่เขียนด้วยลายมือตวัดแหลมคมจนดูเหมือนรอยกรีด
"มันไม่ได้ท้าทายฉัน ศรุต" รินทร์ตอบ เสียงของเขาเรียบสนิทจนน่ากลัว เขาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ ปลายนิ้วที่สวมถุงมือยางสีขาวบางเฉียบสัมผัสลงบนขอบซองอย่างแผ่วเบา "มันคือการประกาศสงคราม"
"ประกาศสงครามกับใคร? คนโรคจิตที่ส่งจดหมายเชิญไปงานเลี้ยงในคฤหาสน์กลางหุบเขาเนี่ยนะ?" ศรุตพ่นลมหายใจ เขาเดินไปยืนพิงขอบหน้าต่างที่ปิดตาย มองออกไปเห็นเพียงความมืดมิดของกรุงเทพฯ ยามวิกาล "เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเจ้าของงาน 'วิลล่ามรณา' นี่ไม่มีชื่อปรากฏในทะเบียนบ้านด้วยซ้ำ นี่มันกับดักชัด ๆ"
"ลอจิกพื้นฐานของมนุษย์มักจะพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ" รินทร์วางคีบลงแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปที่ตราประทับขี้ผึ้งสีเลือดบนซอง มันเป็นรูปนาฬิกาทรายที่ทรายด้านบนกำลังไหลลงมาเป็นหยดเลือด "แต่ในฐานะนักสืบ สิ่งที่เราไม่เข้าใจคือสิ่งเดียวที่คุ้มค่าแก่การเสี่ยงตาย เพื่อให้ได้คำตอบ"
"คำตอบที่ว่า... จะทำให้นางพยาบาลคนนั้นกลับมามีลมหายใจงั้นเหรอ?"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที คำพูดของศรุตเหมือนคมมีดที่กรีดลึกเข้าไปในแผลเก่าที่ยังไม่เคยสมาน รินทร์กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดขึ้น เขาหลับตาลง ภาพของเธอกำลังเลือนหายไปในกองเพลิงที่เขาไม่มีวันลืมยังคงหลอกหลอนอยู่เสมอ
"ฉันไม่ได้ทำเพื่อเธอ" รินทร์เอ่ยเสียงแหบพร่า "ฉันทำเพื่อกวาดล้างไอ้ตัวตนที่น่ารังเกียจที่กำลังหัวเราะเยาะทฤษฎีทางนิติวิทยาศาสตร์ของฉันอยู่ตอนนี้"
เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบมีดเปิดจดหมายที่วางอยู่ข้างกล้องจุลทรรศน์ ก่อนจะกรีดลงบนขอบซองอย่างใจเย็น ข้างในไม่มีบัตรเชิญที่พิมพ์อย่างหรูหราเหมือนงานสังคมทั่วไป มีเพียงรูปถ่ายใบหนึ่งและกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก รินทร์หยิบรูปนั้นขึ้นมาดู มันเป็นรูปภาพของตัวเขาเอง... ที่ถ่ายจากมุมสูงในห้องนี้ เมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา!
ศรุตเดินเข้ามาใกล้ มือขวาเลื่อนไปแตะด้ามปืนที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อสูทโดยสัญชาตญาณ "นั่นมัน... ใครถ่าย? กล้องวงจรปิดในตึกเราไม่มีมุมนี้"
รินทร์ไม่ตอบ เขาคลี่กระดาษโน้ตออกมาอ่าน ตัวอักษรที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดเก่า ๆ ระบุใจความสั้น ๆ ว่า: *'ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังกระจกเงา ต้องการพยานผู้รู้เท่าทันความตาย วันเสาร์นี้ ณ คฤหาสน์รัตติกาล... อย่ามาสายล่ะ รินทร์ รัตนโชติ เพราะศพต่อมาอาจเป็นคุณ'*
"หน้ากากเงิน..." ศรุตพึมพำ ชื่อของอาชญากรที่หายสาบสูญไปนานสามปีหลุดออกมาจากปากของเขา "มันกลับมาแล้วจริง ๆ"
"ไม่ใช่แค่มันกลับมา แต่มันกำลังดึงเราเข้าไปในห้องปิดตายของมัน" รินทร์คว้าเสื้อโค้ทตัวยาวขึ้นมาสวม แววตาของเขาเปลี่ยนไปจากความเศร้าโศกกลายเป็นความเย็นชาของนักล่า "เตรียมรถให้พร้อม ศรุต เราจะไปที่คฤหาสน์นั่น ไม่ใช่เพื่อไปดื่มไวน์กับฆาตกร แต่เพื่อดูว่าเงาในกระจกที่มันหลงใหลนักหนา จะแตกสลายเมื่อถูกแสงแห่งลอจิกของฉันสาดส่องหรือไม่"
ขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวออกจากห้องทำงาน รินทร์หยุดกะทันหัน เขาหันกลับมามองโต๊ะทำงานอีกครั้ง แสงไฟจากโคมไฟวูบไหวราวกับถูกลมพัด ทั้งที่หน้าต่างและประตูห้องถูกปิดสนิท
"รินทร์? เป็นอะไรไป?" ศรุตถามด้วยความระแวง
"ได้ยินไหม..." รินทร์กระซิบ สายตาจับจ้องไปที่กระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่ผนังห้อง "เสียงเข็มนาฬิกาทรายข้างในนั่น... มันเพิ่งเริ่มเดิน"
ทันใดนั้นเอง ไฟทั้งห้องก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที แต่ในความมืดนั้น รินทร์กลับเห็นแสงสะท้อนสีเงินวาบผ่านกระจกเงา รอยยิ้มของคนสวมหน้ากากปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีบนผิวแก้ว ก่อนที่เสียงกริ่งประตูหน้าสำนักงานจะดังขึ้น... สามครั้งติดกัน ทั้งที่พวกเขาอยู่บนชั้นที่สิบสอง และไม่มีใครสามารถขึ้นมาถึงหน้าประตูห้องได้โดยไม่ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของอาคาร!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับผม "นักสืบแว่นขยาย" ในบทเริ่มต้นนี้ครับ
เงาฆาตกรในกระจกเงา: คดีฆาตกรรมห้องปิดตายไร้รอย•ตอนที่ 1
คำเชิญสีเลือด
ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาฆาตกรในกระจกเงา: คดีฆาตกรรมห้องปิดตายไร้รอย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!