"ถ้าคุณจะกรุณาหุบปากและถอยออกไปให้ห่างจากประตูห้องเก็บไวน์นั่นสักสามก้าว ผมว่าเราน่าจะคุยกันได้ง่ายขึ้นนะ... คุณศรุต"
รินทร์ รัตนโชติ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นจ้องเขม็งไปที่บานประตูไม้โอ๊คหนาหนักที่ถูกปิดตายด้วยแม่กุญแจเหล็กกล้า เขามือสั่นเล็กน้อยขณะถือตะเกียงไฟฉายแรงสูงไว้ในมือ แสงสีขาวนวลกวาดไปตามรอยแตกร้าวบนผนังหินปูนที่เย็นเฉียบราวกับจะดูดกลืนความร้อนจากฝ่ามือเขาไปจนหมดสิ้น
ศรุตหยุดฝีเท้าลงทันที อดีตสายสืบผู้สุขุมขยับเนกไทให้เข้าที่ แม้ในสถานการณ์ที่ความตายอาจอยู่หลังบานประตูนี้เพียงไม่กี่นิ้ว แต่เขากลับรักษาความนิ่งเงียบได้อย่างเหลือเชื่อ "ผมแค่ทำตามสัญชาตญาณ รินทร์... กลิ่นนั่นน่ะ มันไม่ได้มาจากถังหมักองุ่นหรอก คุณเองก็รู้ดีแก่ใจ"
"กลิ่นเลือดที่จางลงจนแทบจะกลายเป็นกลิ่นสนิมเหล็กผสมน้ำหอมราคาถูก" รินทร์พึมพำ เขาไม่ได้หันไปมองคู่หู แต่สายตากลับจดจ้องที่หยดคราบสีน้ำตาลเข้มที่ซึมออกมาจากขอบล่างของบานประตู "คนที่หายไปไม่ใช่แขกธรรมดา แต่เป็นหมากตัวสำคัญที่ 'หน้ากากเงิน' ตั้งใจทิ้งไว้ให้เราเห็น... ในสภาพที่มันอยากให้เราเห็น"
รินทร์สูดลมหายใจลึก ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปไขกุญแจ เสียงสลักเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องใต้ดิน ราวกับเสียงระฆังแห่งความตายที่เตือนว่าเกมนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุด
*แกร๊ก...*
บานประตูเปิดออกช้าๆ ความมืดภายในห้องนั้นหนาทึบและหนักอึ้ง แต่สิ่งแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่สายตา แต่เป็นกลิ่น... กลิ่นอายของความเจ็บปวดที่ถูกปรุงแต่งอย่างจงใจ รินทร์ฉายไฟเข้าไปด้านใน และวินาทีนั้นเองที่ความเงียบงันกลายเป็นอาวุธที่ทิ่มแทงหัวใจของเขา
กลางห้องนั้น ร่างของแขกผู้หายไปถูกแขวนไว้ด้วยลวดเส้นเล็กที่พันธนาการข้อมือและข้อเท้าไว้กับโครงเหล็กดัด สภาพศพไม่ใช่แค่ความตาย แต่มันคือศิลปะแห่งการทรมาน ผิวหนังบางส่วนถูกเลาะออกอย่างประณีตราวกับช่างฝีมือผู้คลั่งไคล้ ใบหน้าของผู้ตายบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานขั้นสุด ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองมายังรินทร์ ราวกับจะส่งข้อความบางอย่างที่เขายังตีความไม่ได้
"พระเจ้าช่วย..." ศรุตเบือนหน้าหนี มือของเขาเอื้อมไปจับที่โคนปืนที่พกไว้ที่เอวโดยสัญชาตญาณ "นี่มันไม่ใช่การฆ่าเพื่อปิดปาก แต่นี่มันคือคำประกาศสงคราม"
รินทร์เดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นอย่างไม่หวั่นเกรง ดวงตาของเขาหรี่ลงพินิจรอยแผล ร่องรอยการกรีดไม่ใช่รอยของมีดโกน แต่เป็นรอยของเครื่องมือผ่าตัดที่ละเอียดอ่อน เขาก้มลงมองที่พื้นใต้ศพ พบกับสิ่งที่ทำให้หัวใจเขากระตุกวูบ—เศษกระจกเงาบานเล็กๆ ที่ถูกจัดวางไว้เป็นรูปดาวห้าแฉก และตรงกลางนั้นมีนามบัตรสีขาวสะอาดตาที่เขียนด้วยลายมือตัวบรรจง
*‘ความจริงที่เห็นในกระจก อาจไม่ใช่ความจริงที่มือคุณสัมผัสได้... รินทร์ เพื่อนเก่า’*
"มันไม่ได้อยู่ที่นี่..." รินทร์พึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือ "มันไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้ แต่มันกำลังมองเราผ่านกล้องวงจรปิดหรือซอกมุมไหนสักแห่งในห้องนี้ ศรุต! ถอยออกมาจากมุมมืดนั่นเดี๋ยวนี้!"
ศรุตชะงักไปครู่หนึ่ง เขาสบตารินทร์ด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก ก่อนจะเผยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่รินทร์ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบสิบปีที่ทำงานร่วมกัน "คุณฉลาดเสมอ รินทร์... แต่คุณพลาดไปจุดหนึ่งเสมอ"
"พลาดตรงไหน?" รินทร์ถาม มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบปืนพกออกมาเล็งไปที่หน้าอกของศรุตอย่างมั่นคง
"พลาดที่ว่า... ทำไมผมถึงยอมมาที่นี่กับคุณ ทั้งที่รู้ว่าคนคนนี้ต้องอยู่ที่นี่" ศรุตกล่าวพลางก้าวเข้ามาในรัศมีไฟฉาย แสงไฟสะท้อนให้เห็นแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง "คุณจำคดีที่ทำให้นางเอกของคุณต้องตายได้ไหม? คดีที่รินทร์ รัตนโชติ คนเก่งพลาดเพราะความมั่นใจในลอจิกของตัวเอง... ผมไม่ได้เป็นแค่คู่หูของคุณ แต่ผมคือคนที่ 'หน้ากากเงิน' เลือกให้เป็นคนนำทางคุณเข้าสู่กรงขังนี้ตั้งแต่แรก"
รินทร์รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง เขาพยายามตั้งสติ ลอจิกในหัวทำงานอย่างรวดเร็ว แต่ความทรงจำที่เจ็บปวดกำลังซ้อนทับกับภาพศพตรงหน้า ศรุตไม่ใช่คู่หูที่ไว้ใจได้มากที่สุด แต่นี่คือคนคนเดียวกันกับคนที่เขาสงสัยมาตลอด... หรือบางที เขาอาจถูกหลอกมาตั้งแต่ต้นด้วยความเชื่อใจที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
"นายเป็นใครกันแน่... ศรุต" รินทร์กดเสียงต่ำ
"ชื่อผมน่ะไม่สำคัญหรอกครับ..." ศรุตหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดหน้ากากยางที่แนบเนียนบนใบหน้าออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่คุ้นตาบนใบหน้าของชายที่รินทร์คิดว่าตายไปแล้วในคดีเก่าคดีนั้น "สำคัญที่ว่า... คืนนี้ เรามีแขกคนใหม่มาเยือน และเขาไม่ได้มาคนเดียว"
ทันใดนั้น ไฟในห้องใต้ดินก็ดับพรึบลงพร้อมเสียงกลอนประตูเหล็กกล้าที่เลื่อนปิดด้วยระบบแม่เหล็ก เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างแผ่วเบาจากเงามืดด้านหลังของรินทร์ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบของปลายกระบอกปืนที่กดลงบนท้ายทอยของตนเอง
"วางปืนลงซะ รินทร์... แล้วลองหันไปดูในกระจกบานใหญ่ข้างหลังคุณสิ ว่าใครยืนอยู่ข้างๆ คุณในตอนนี้"
รินทร์ค่อยๆ หันกลับไปมองกระจกบานยักษ์ที่ประดับอยู่บนผนังห้องใต้ดิน ในความมืดสลัวที่สะท้อนแสงจันทร์รำไรจากช่องระบายอากาศ เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเขาคนเดียว แต่ยังมีร่างของชายคนหนึ่งที่สวมหน้ากากเงินยืนยิ้มอยู่ข้างหลังเขาในตำแหน่งที่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในโลกของความเป็นจริง!
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของนักสืบในครั้งนี้ และหวังว่าจะร่วมไขคดีนี้ไปกับผมจนถึงตอนสุดท้ายนะครับ
เงาฆาตกรในกระจกเงา: คดีฆาตกรรมห้องปิดตายไร้รอย•ตอนที่ 15
การหักมุมครั้งที่หนึ่ง
ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาฆาตกรในกระจกเงา: คดีฆาตกรรมห้องปิดตายไร้รอย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!