บัญญัติกรงหยก สยบยอดฝีมือไร้ใจ•ตอนที่ 18

คดีปริศนาในวังหลวง

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
กลิ่นอายจางๆ ของหมึกชาญจูและสนิมเหล็กคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายในห้องทรงพระอักษรชั้นใน แม้บานหน้าต่างไม้แกะสลักลายหงส์ร่อนมังกรทะยานจะถูกปิดสนิทเพื่อกันสายตาลมฝนภายนอก ทว่าความหนטาวเยือกของฤดูเหมันต์ที่คืบคลานเข้ามา กลับไม่อาจเทียบเท่ากับบรรยากาศอันตึงเครียดที่กดทับอยู่บนบ่าของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งสามคนที่คุกเข่าเรียงแถวอยู่เบื้องพระพักตร์ "พวกท่านกล้าดียังไง..." น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้น ทว่ากลับเยือกเย็นจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกราวกับถูกกดลงไปในธารน้ำแข็ง ฉินอ๋องหลี่เฟยประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่หลังโต๊ะทรงอักษรไม้จันทน์แดง พระเนตรคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองเศษหยกชิ้นเล็กๆ ที่แตกละเอียดกระจายอยู่บนพรมปูพื้นลายวิหคสวรรค์ สิ่งนั้นเคยเป็น ‘ตราประทับหยกมังกรทอง’ สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดรองจากองค์จักรพรรดิ บัดนี้กลับถูกทุบทำลายจนป่นปี้ไร้ชิ้นดี ถังจิ่นเซ่อยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของเสาไม้แกะสลัก นางสวมชุดคลุมผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีชาดเข้มกลมกลืนไปกับความมืด ทว่าสติสัมปชัญญะกลับตื่นตัวถึงขีดสุด ปลายเรียวนิ้วของนางสอดประสานกันอยู่ใต้แขนเสื้อ ซ่อนเข็มเงินอาบยาพิษเจ็ดเล่มไว้พร้อมใช้งาน สายตาของนางกวาดวิเคราะห์ร่องรอยการแตกหักของเนื้อหยกอย่างเงียบเชียบ เนื้อหยกถูกกระแทกด้วยของแข็งจากมุมบนลงล่างอย่างแม่นยำ ไม่ใช่เกิดจากการตกกระแทกโดยอุบัติเหตุอย่างแน่นอน นี่คือการเหยียบย่ำพระÂานุภาพอย่างจงใจ และเป็นการท้าทายอำนาจของฉินอ๋องโดยตรง "ท่านอ๋องโปรดทรงพระพิโรธน้อยลงด้วยพ่ะย่ะค่ะ!" เสนาบดีกรมการคลังโขกศีรษะจนหน้าผากแทบชิดพื้น เหงื่อกาฬไหลซกอาบใบหน้ายับย่น "กระหม่อมและใต้องคมนตรีทั้งสองต่างปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ตราประทับนี้เก็บไว้ในห้องนิรภัยชั้นในสุดที่มีกุญแจสามดอกไขพร้อมกันเท่านั้น ไฉนเลย... ไฉนเลยจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้!" "กุญแจสามดอก ไขพร้อมกัน..." หลี่เฟยทวนคำ มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยันที่ไปไม่ถึงดวงตา "ในวังหลวงแห่งนี้ มีสุนัขตัวใดบ้างที่สามารถเดินเข้าออกห้องนิรภัยโดยที่องครักษ์เสื้อแพรไม่ทันได้ระแคะระคาย หรือว่า... พวกท่านคนใดคนหนึ่งเบื่อหน่ายชีวิตอยากไปชมทิวทัศน์ยมโลกก่อนวัยอันควร?" คำพูดราบเรียบแต่แฝงด้วยจิตสังหารแผ่ซ่านทำให้อากาศภายในห้องราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น เสนาบดีทั้งสามตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้หนึ่งถึงกับเป็นลมล้มพับไปทั้งตัว ทว่าไม่มีใครกล้าส่งเสียงร้องคร่ำครวญแม้แต่ครึ่งคำ ถังจิ่นเซ่อก้าวเท้าออกมาจากเงามืดช้าๆ เสียงรองเท้าผ้าปักกระทบพื้นผิวไม้แทบไม่ได้ยิน แต่มันกลับดึงดูดสายตาของหลี่เฟยให้หันมามองทันที นางย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม ก่อนจะก้มลงหยิบเศษหยกชิ้นที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ "กลิ่นอายเช่นนี้..." จิ่นเซ่อพึมพำเบาๆ ดวงตาดอกท้อหรี่แคบลง นางยกเศษหยกขึ้นใกล้ปลายจมูกสูดดมเพียงเล็กน้อย "ไม่ใช่ฝีมือของคนในวังหลวงเพคะท่านอ๋อง" "เจ้าว่าอย่างไรนะ จิ่นเซ่อ?" หลี่เฟยตรัสถาม เสียงทุ้มนั้นอ่อนลงเพียงนิดเมื่อทอดพระเนตรสตรีในดวงใจ ทว่าแววตากลับยังคงความเฉียบคมดุดัน "ทูลท่านอ๋อง เนื้อหยกนี้เคลือบไว้ด้วยน้ำมันสนจากแคว้นซีเป่ย แม้จะพยายามใช้กลิ่นกำยานกลบเกลื่อน แต่กลิ่นเฉพาะตัวของยางไม้ทะเลทรายย่อมไม่อาจอำพรางผู้ที่คุ้นเคยกับคดีฆาตกรรมในเงาได้เพคะ อีกทั้งร่องรอยการทุบทำลายยังใช้ ‘ค้อนเหล็กไร้เงา’ ซึ่งเป็นอาวุธประจำตัวของหน่วยลับตระกูลอวี๋... สุนัขรับใช้ผู้ภักดีของอัครมหาเสนาบดีซ่ง" สิ้นคำกล่าวของนาง บรรยากาศภายในห้องก็ยิ่งดิ่งลึกลงไปในความหนาวยะเยือก ขุนนางที่เหลืออยู่ถึงกับหน้าถอดสีจนซีดเผือดราวกับศพไร้วิญญาณ ทุกคนรู้ดีว่าการพาดพิงถึงอัครมหาเสนาบดีซ่งในเวลานี้ เท่ากับการจุดชนวนระเบิดเพลิงที่จะเผาผลาญราชสำนักให้เป็นจุล หลี่เฟยแค่นพระsuraหัวเราะออกมาเบื้องพระพักตร์ รอยยิ้มนั้นงดงามราวกุหลาบพิษที่บานสะพรั่งท่ามกลางหิมะโปรยปราย "ดี... ดีจริงๆ ตาแก่ซ่งผู้นั้น ชักจะกำหนดยุคสมัยด้วยมือตนเองเสียแล้วกระมั้ง คิดจะใช้การทำลายตราประทับนี้เพื่อบีบให้ฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์ในวาระประชุมขุนนางใหญ่พรุ่งนี้สินะ" "ท่านอ๋องทรงวางแผนรับมือไว้แล้วมิใช่หรือเพคะ" จิ่นเซ่อยิ้มรับ นางสบตาคมกริบของบุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดิน เคมีระหว่างคนทั้งสองลึกซึ้งเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าใจ ไม่ต้องมีคำหวานเชื่อมโยง มีเพียงความไว้วางใจและการอ่านใจกันได้ทะลุปรุโปร่งดั่งอ่านตำราพิชัยสงครามเล่มเดียวกัน "แผนการย่อมมี..." หลี่เฟยตรัสพรางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายสง่างามน่าเกรงขาม พระหัตถ์หนาเอื้อมไปกุมมือเรียวนุ่มของจิ่นเซ่อไว้แน่น สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของเขาถ่ายทอดความมั่นคงมาสู่นาง "แต่ก่อนจะถึงยามรุ่งอรุณพรุ่งนี้ ข้าต้องการให้เจ้าไปนำ ‘ของบางอย่าง’ กลับคืนมาก่อน" "สิ่งใดเพคะ?" "บัญชีลับการเงินของกรมราชองครักษ์ที่ถูกขโมยไปพร้อมกับคืนที่ตราประทับถูกทำลาย หากไม่มีสมุดเล่มนั้น เราจะไม่มีหลักฐานมัดตัวพรรคพวกของซ่งอวี๋ในคราวเดียว" หลี่เฟยโน้มพระพักตร์ลงกระซิบชิดใบหูของนาง กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นชาขาวและพิมเสนลอยปะทะนาสิก "ข้ารู้ว่ามันถูกซ่อนไว้ที่ใด... ตำหนักเย็นร้างท้ายวัง ที่ซึ่งอดีตสนมผู้ล่วงลับเคยถูกกักขัง" จิ่นเซ่อพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล นางรู้ดีว่าสถานที่แห่งนั้นอันตรายเพียงใด เต็มไปด้วยอาคม ศพไร้ญาณ และกับดักกลไกโบราณที่ถูกทิ้งร้าง แต่นางหาใช่สตรีอ่อนแอในห้องหอ นางคือเข็มเงินมรณะผู้ไม่เคยเกรงกลัวความตาย "ข้าจะไปนำมันกลับมาให้ท่านเองเพคะ... ฉินอ๋องของข้า" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อหมุนกายหายวับไปในความมืดราตรีกาลอย่างรวดเร็วดั่งภูตพราย ทิ้งให้หลี่เฟยประทับยืนทอดพระเนตรตามหลังร่างบางนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งระคนความกังวลระคนความเชื่อมั่น เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบได้ ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องทรงอักษรที่เหลือเพียงฉินอ๋องผู้โดดเดี่ยว เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู พร้อมกับขันทีคนสนิทที่รีบคุกเข่าลงด้วยท่าทางตื่นตระหนกจนตัวสั่นเทา "ทูล... ทูลท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักละลานรายงานเสียงสั่น "มี... มีพระราชโองการลับด่วนที่สุดจากตำหนักใน... องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ประหารชีวิต... ให้ประหารชีวิตถังจิ่นเซ่อทันที ในข้อหาลักลอบขโมยตราประทับราชันย์พ่ะย่ะค่ะ!" หลี่เฟยชะงัก พระเนตรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่มุมพระโอษฐ์จะแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาอย่างช้าๆ หมากกระดานนี้... เปลี่ยนตากลางอากาศเสียแล้ว — ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับอักษรทุกหยดน้ำหมึกด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัญญัติกรงหยก สยบยอดฝีมือไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%