"หากเจ้ายังขยับตัวด้วยเจตนาฆ่าที่ดิบเถื่อนเช่นนั้น เกรงว่าเส้นชีพจรโลหิตทั่วร่างคงได้ขาดสะบั้นก่อนที่แผลบนอกของเจ้าจะทันสมานตัวด้วยซ้ำ..."
สุ้มเสียงเยือกเย็นดั่งสายน้ำค้างบนยอดผาสูงเสียดฟ้าดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัดของถ้ำศิลาโบราณที่อบอวลด้วยไอหมอกปราณวิญญาณเข้มข้น หลวนเฟยรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนไร้รูป ร่างกายที่เคยทรงพลังและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาบัดนี้กลับหนักอึ้งดั่งถูกถมทับด้วยขุนเขาหินผา
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือผนังถ้ำที่สลักลวดลายอักขระโบราณเรืองแสงสีครามจางๆ กลิ่นอายของสมุนไพรวิญญาณระดับสูงคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นหอมเย็นจางๆ ของดอกเหมันต์พันปีที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพ
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจากบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหน้าอก ทว่าความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้เลยกับความตื่นตระหนกในจิตวิญญาณ ในฐานะมือสังหารผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เขาย่อมรู้ดีว่าสภาพของตนเองในยามเผชิญหน้ากับทัณฑ์กระบี่มรณะเมื่อคืนก่อน สมควรที่จะต้องดับสูญวิญญาณสลายไปแล้ว เหตุใดบัดนี้ลมหายใจจึงยังคงอบอวลอยู่ได้?
เขาพยายามรวบรวมลมปราณไร้ลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่ในจุดตันtian เพื่อโคจรขับเคลื่อนพลัง ทว่าทันทีที่สายธารปราณเคลื่อนไหว แรงกดดันมหาศาลก็กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบ
"อย่าได้โง่เขลา..."
เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์เคลื่อนไหวราatภูตพราย ปราศจากเสียงฝีเท้า ปราศจากแม้กระทั่งแรงกระเพื่อมของอากาศ นางยืนอยู่ข้างแท่นหินที่เขาพักพิงอยู่ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ ไป่หลินเซียนอยู่ในชุดอาภรณ์ยาวปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินบริสุทธิ์ เส้นผมสีดำสนิทดั่งรัตติกาลทิ้งตัวยาวสลวยคลอเคลียแผ่นหลังระหง ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาของหลวนเฟยไว้มิใช่ความงามอันไร้ที่ติราวกับรูปสลักหยกสวรรค์ หากแต่เป็นแววตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ที่กำลังมองลงมาที่เขาด้วยความรู้สึกยากจะหยั่งคาด
หลวนเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตนตามวิสัยของยอดฝีมือผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด
"ผู้มีพระคุณช่วยชีวิต... หรือผู้คุมนักโทษผู้เตรียมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กันแน่?" เขากล่าวโดยไม่หลบสายตา แม้ลมหายใจจะยังติดขัด "สตรีชุดขาว... เจ้าคือไป่หลินเซียนแห่งสำนักกระบี่เหมันต์สวรรค์สินะ เหตุใดเซียนผู้สูงส่งจึงต้องเปลืองแรงช่วยสุนัขจนตรอกเช่นข้า?"
ไป่หลินเซียนมิได้แสดงอาการโกรธเคืองต่อวาจาแดกดันนั้นแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ปรายตามองบาดแผลบนอกของเขาที่ถูกพันธนาการด้วยผ้าแพรสีขาวสะอาด ซึ่งบัดนี้เริ่มมีรอยเลือดซึมออกมาบางเบา
"สุนัขจนตรอก?" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสพลังกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเยือกเย็นลงจนเกล็ดน้ำแข็งเริ่มเกาะตามผนังหิน "หากข้าต้องการชีวิตเจ้า ป่านนี้วิญญาณของเจ้าคงลอยละลิ่วสู่ปรภพตั้งแต่คืนที่เจ้าลักLøตกลงมาในเขตแดนหุบเขาพันธะนิรันดร์แห่งนี้แล้ว... เจ้าเด็กน้อย วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของตระกูลหลวน สูญสิ้นความคมกล้าไปหมดแล้วหรือ ถึงได้ปล่อยให้มือกระบี่ระดับล่างจากพรรคอสูรโลหิตไล่ล่าจนมุมเช่นนั้น"
คำพูดนั้นราวกับเข็มแหลมที่แทงทะลุเข้าสู่ปมในใจ หลวนเฟยดวงตาหรี่แคบ รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งออกจากร่างอย่างไม่อาจควบคุม แม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ดั่งใจ แต่จิตวิญญาณแห่งกระบี่ของเขายังคงแหลมคมดั่งพญายม
"เรื่องของตระกูลข้า... ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาวิพากษ์วิจารณ์!" เขากัดฟันกรอด แววตาคมกริบจ้องมองใบหน้างามล้ำที่ไร้ซึ่งความรู้สึก "เจ้าช่วยข้าไว้ด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่? ในยุทธภพนี้ ไม่มีมื้ออาหารใดที่ได้มาฟรีๆ และไม่มีความเมตตาปราศจากผลประโยชน์"
ไป่หลินเซียนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ นางหันหลังให้เขา ก้าวเดินไปช้าๆ ไปยังคันประทีปหินที่จุดด้วยน้ำMันจันทร์เพ็ญ แสงสีส้มอบอุ่นทาบทาลงบนแผ่นหลังบอบบางของนาง ขับเน้นให้สัดส่วนโค้งเว้าราวกับภาพวาดอันงดงามยิ่งขึ้น
"ผลประโยชน์งั้นรึ..." นางเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับรำพันกับตนเอง "ในสายตาของเจ้า ยุทธภพนี้มีแต่การฆ่าฟัน ผลประโยชน์ และการหักหลังเท่านั้นสินะ... หลวนเฟย เจ้าแบกความแค้นของตระกูลไว้บนบ่า จนลืมไปแล้วกระมังว่าภายใต้เงาของกระบี่ที่เจ้าถืออยู่ มันยังคงมีชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความสงบ"
"ความสงบ?" หลวนเฟยแค่นเสียงเยาะหยัน "สำหรับข้า ความสงบมีอยู่เพียงทางเดียว... คือวันที่เลือดของพวกมันชำระล้างสุสานตระกูลหลวนจนหมดสิ้น!"
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำศิลา ไป่หลินเซียนค่อยๆ หันกลับมามองเขา แววตาคู่นั้นที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็ง บัดนี้กลับไหววูบคล้ายมีคลื่นอารมณ์บางอย่างซ่อนอยู่ภายใน ลึกซึ้งและยากจะหยั่งถึง
"เช่นนั้นก็จงรักษาชีวิตนี้ไว้ให้ดี..." นางก้าวเข้ามาใกล้แท่นหินทีละน้อย กลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์โชยเข้าจมูกของหลวนเฟยจนหัวใจที่ด้านชาถึงกับกระตุกวูบ "เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ลมหายใจของเจ้าไม่ได้เป็นของเจ้าเพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว... จนกว่าเจ้าจะชำระหนี้ชีวิตที่ติดค้างอยู่กับข้าให้หมดสิ้น"
"หนี้ชีวิต?" หลวนเฟยขมวดคิ้วมุ่น "ข้าไม่ได้ร้องขอให้เจ้าช่วย..."
"แต่เจ้าปฏิเสธไม่ได้..." นางโน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้างามอยู่ห่างจากเขาเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นอายปราณบริสุทธิ์ปะทะเข้ากับผิวแก้มของชายหนุ่ม ทำให้หัวใจของมือสังหารผู้เย็นชาเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ "จงพักผ่อนซะ หลวนเฟย... เพราะในยามที่จันทร์ดับสิ้นแสงในค่ำคืนนี้ อาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญกลุ่มใหม่กำลังจะมาเยือนหุบเขาของเราแล้ว"
สิ้นคำกล่าวของนาง ร่างของไป่หลินเซียนก็พลันเลือนรางลงดั่งภาพลวงตา ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นจางๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบรรยากาศ และความตื่นตัวระดับสูงสุดในสัญชาตญาณของหลวนเฟย
ชายหนุ่มขบกรามแน่น พยายามโคจรลมปราณอีกครั้งด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ทว่าในวินาทีที่เขาสามารถทะลวงผ่านจุดชีพจรที่ถูกผนึกไว้ได้สำเร็จ เสียงระเบิดตูมสนั่นก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากปากทางเข้าหุบเขาด้านนอก!
เศษหินและฝุ่นผงร่วงกราวลงมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนมหาศาล และก่อนที่หลวนเฟยจะทันได้ตั้งตัว เงาร่างสีดำนับสิบสายที่แผ่กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้ง ก็พุ่งทะยานเข้ามาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าปากถ้ำศิลา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่กรีดแทงโสตประสาทของผู้มาเยือน...
"ฮ่าๆๆๆ ไป่หลินเซียน! ซ่อนตัวอยู่ในรูหนูแห่งนี้ คิดว่าพวกเราจะหาไม่พบอย่างนั้นรึ? ส่งตัวเด็กตระกูลหลวนมาซะ ไม่เช่นนั้นสำนักกระบี่เหมันต์สวรรค์ของเจ้าในวันนี้... จะต้องนองเลือดจนกลายเป็นสุสานสีแดงฉาน!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในยุทธภพอันมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารวิญญาณกลางจันทร์ดับ•ตอนที่ 3
หุบเขาพันธะนิรันดร์
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สังหารวิญญาณกลางจันทร์ดับ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
