สถาปนิกตรวจตึกผีกับอาจารย์สาวผู้กุมกฎเหล็ก•ตอนที่ 15

รอยร้าวที่กินคน

ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
"โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กอายุสามสิบปีไม่ควรมีพฤติกรรมเคลื่อนตัวตามแนวแกน Z ได้เองแบบนี้ครับ... ดร.วิภาดา" เสียงของอรุณลอดผ่านรอยแยกของหน้ากากกันฝุ่น น้ำเสียงของเขาไม่ได้สั่นเทาด้วยความกลัว แต่เต็มไปด้วยความฉุนเฉียวของวิศวกรผู้เห็นความสมบูรณ์แบบทางโครงสร้างกำลังถูกหยามหยิม ตรงหน้าของทั้งสองคือผนังรับแรง (Load-bearing wall) ของโซนสำนักงานชั้นที่สี่ ซึ่งบัดนี้ไม่ได้ตั้งตรงตั้งฉากกับพื้นปูนตามกฎฟิสิกส์พื้นฐานอีกต่อไป พื้นผิวคอนกรีตฉาบปูนปั้นนูนโป่งพองขึ้นเป็นลอนคลื่นราวกับกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา ทุกครั้งที่เกิดเสียง ‘ครืด... กรับ’ ดังขึ้น รอยแตករ้าวลายงา (Crazing cracks) บนผนังจะขยายตัวกว้างขึ้น พร้อมกับขับของเหลวสีแดงคล้ำหนืดข้นราวกับน้ำมันเครื่องเก่าไหลซึมออกมาตามแนวรอยต่อ ดร.วิภาดาขยับแว่นสายตา เลนส์แว่นสะท้อนแสงไฟฉายคาดหัวของเธอเป็นประกายวาบ มือเรียวยาวภายใต้ถุงมือหนังสีดำกำลังกดปลายนิ้วลงบนผิวผนังที่กำลัง ‘หายใจ’ เข้าออกอย่างช้าๆ "ไม่ใช่แค่การทรุดตัวตามธรรมชาติหรอกครับคุณอรุณ... ลองเอาเครื่องวัดคลื่นความถี่สั่นสะเทือน (Vibration meter) ทาบลงไปสิครับ คุณจะได้ยินเสียงที่น่าสนใจกว่าแค่เสียงปูนลั่น" อาจารย์สาวกล่าวด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ราบเรียบ ชวนให้รู้สึกขนลุกเกลียว เธอย่อตัวลงต่ำในชุดเสื้อคลุมยาวสีเข้มที่เปรอะเปื้อนฝุ่นปูน เพื่อสังเกตการณ์ที่ระดับฐานรากของกำแพง อรุณไม่รอช้า เขาตวัดสายตาไปยังจอแสดงผลดิจิทัลของอุปกรณ์ตรวจวัดโครงสร้างที่ถืออยู่ นิ้วเรียวยาวกดสลับโหมดวิเคราะห์โครงสร้างภายในอย่างคล่องแคล่ว ค่าความหนาแน่นของมวลสารภายในผนังพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจากมาตรฐานเดิมถึงสามร้อยเปอร์เซ็นต์ ราวกับว่ามีเหล็กเส้นนับพันเส้นกำลังบิดตัวถักทอเข้าหากันใหม่กลายเป็นโครงกระดูกของอสูรกาย "มวลสารข้างใน... มันกำลังจัดเรียงตัวใหม่เพื่อรับน้ำหนักบางอย่าง" อรุณพึมพำกับตัวเอง ดวงตาหลังกรอบแว่นหรี่ลงด้วยความเคร่งเครียด "รอยร้าวพวกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงอัดของอาคาร แต่มันคือ ‘รอยแยก’ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเปิดทางให้บางสิ่งบางอย่างคลานออกมาจากช่องว่างระหว่างเสา" บรรยากาศรอบตัวอึมครึมลงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิในห้องโถงกว้างลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว กลิ่นอับชื้นของซากปรักหักพังถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนน่าสะอิดสะเอียน กำผนังที่เคยนิ่งสนิทเริ่มสั่นกระตุกอย่างรุนแรง เสียงกรีดแหลมสูงของเหล็กเส้นที่ถูกดึงจนขาดดังระงมไปทั่วชั้น "ถอยหลังครับ!" ดร.วิภาดาตะโกนลั่น พร้อมกับคว้าแขนเสื้อของอรุณแล้วกระชากถอยหลังสุดแรงเกิดในเสี้ยววินาทีที่ผนังคอนกรีตหนาฟุตครึ่งระเบิดออก! เศษปูนนับร้อยชิ้นพุ่งกระจายราวกับกระสุนปืน แรงอัดอากาศกระแทกเข้าที่ร่างของทั้งสองจนเซถอยหลังไปหลายก้าว ฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทางเบื้องหน้า ออร่าสีเทาหม่นของพลังงานวิญญาณแผ่พุ่งออกมาจากช่องว่างขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกฉีกกระชากขึ้นกลางผนัง เมื่อฝุ่นควันจางลง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้ลมหายใจของสถาปนิกหนุ่มสะดุดกึง ช่องว่างบนผนังนั้นไม่ได้เชื่อมต่อกับห้องทำงานอื่น แต่มันคือ ‘โพรงเนื้อเยื่อ’ สีดำสนิทที่ยืดหยุ่นและขยับไหวได้ราวกับลำไส้ใหญ่ของยักษ์ ภายในโพรงนั้นมีโครงสร้างเหล็กเส้นบิดเบี้ยวพัน 얽ระโยงระยางเป็นรูปทรงคล้ายซี่โครงมนุษย์ขนาดยักษ์ และตรงใจกลางของซี่โครงเหล็กเหล่านั้น มีร่างของร่างเงาสีดำทึบตนหนึ่งกำลังฝังตัวอยู่ ร่างนั้นไม่มีใบหน้า มีเพียงดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่ที่กำลังกวาดมองมายังพวกเขาพร้อมกัน "กฎข้อที่สี่ของการสำรวจโครงสร้างอาคารพาณิชย์... ห้ามแตะต้องผนังรับน้ำหนักที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง" ดร.วิภาดากล่าวเสียงเรียบ ดวงตาของเธอจ้องมองไปยังร่างเงาในโพรงด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มือขวาของเธอลดลงไปแตะที่กระเป๋าเสื้อคลุม ซึ่งมีสันปกสมุดบันทึกสีดำเล่มคุ้นเคยโผล่ออกมาเล็กน้อย "เพราะมันไม่ใช่โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม... แต่มันคือสุสานที่ถูกหล่อหลอมด้วยความแค้นของวิศวกรคนที่สามที่หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน" อรุณกัดฟันแน่น สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว ข้อมูลของตึกแห่งนี้ ภาพแปลนเก่าๆ ที่เขาเคยศึกษา และบันทึกการก่อสร้างที่หายสาบสูญ ถูกดึงขึ้นมาเชื่อมโยงกันในเสี้ยววินาที วิศวกรคนที่สาม... คนที่ออกแบบระบบคานรับน้ำหนักโซนนี้ และเป็นคนเดียวกับชื่อที่ถูกลบออกจากรายชื่อผู้ควบคุมงาน "ถ้าอย่างนั้น..." อrุณสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ มือข้างหนึ่งกำด้ามประแจเหล็กอเนกประสงค์แน่นจนข้อต่องอขาว "จุดอ่อนของโครงสร้างนี้ไม่ได้อยู่ที่เสาเอก... แต่อ1ยู่ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างฐานรากกับซี่โครงเหล็กตัวนั้นสินะครับ" ดร.วิภาดาแย้มยิ้มบางๆ เป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจในความเฉียบแหลมของลูกศิษย์เฉพาะกิจ "ถูกต้องครับ... และตอนนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยของตึกได้ปิดกั้นเส้นทางหนีทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว" ทันทีที่สิ้นคำพูดของอาจารย์สาว เสียงประกาศเตือนภัยอัตโนมัติ (Emergency Fire Alarm) ที่เงียบงันมานานก็ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงขึ้น พร้อมกับประตูเหล็กกันไฟชัตเตอร์ (Fire shutter door) หนักหลายตันที่หล่นกระแทกลงปิดตายทางเข้าออกทั้งสองฝั่งของโถงทางเดินอย่างรวดเร็ว ประกายไฟจากการช็อตของระบบไฟฟ้าส่องสว่างกะพริบถี่ระรัว ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังมาจากด้านในโพรงเนื้อเยื่อ ซึ่งกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นและก้าวล้ำออกมาจากผนังทีละน้อย... ทีละน้อย... ดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่เพ่งตรงมาที่อรุณและวิภาดาเป็นตาเดียว พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของสถาปนิกหนุ่มราวกับเสียงกระซิบจากก้นบึ้งของนรก — *‘...ใคร... อนุญาต... ให้... รื้อถอน... แบบแปลน... ของฉัน...’* ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมสำรวจชั้นที่สี่ไปกับผมในวันนี้ และโปรดเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับบทต่อไปนะครับ — ลิฟต์แก้วชั้นลบ
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกตรวจตึกผีกับอาจารย์สาวผู้กุมกฎเหล็ก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%