"ช้าก่อน... เพลงพลองบทนี้ เจ้ายังฝึกฝนไม่ถึงแก่นแท้ของมัน"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของอสูรร้ายจากขุมนรกดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้ยืนอยู่บนยอดไม้สูงเมื่อครู่ บัดนี้ได้ทิ้งตัวลงมาเบื้องล่างอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก แต่ทว่าแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกจากร่างของเขากลับทำให้ผืนป่ารอบด้านสั่นสะเทือน ราวกับแผ่นดินกำลังร่ำไห้ต่อหน้าผู้มาเยือน
หลี่ชิงหยุนหรี่ตาลงเล็กน้อย คมกระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่พุ่งออกรอบกายราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องร่างเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ บุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา กลิ่นอายโลหิตที่คละคลุ้งรอบกายบ่งบอกชัดเจนว่าผ่านการคร่าชีวิตผู้คนมานับหมื่น
เค่อเทียนสิงที่ก่อนหน้านี้ยังคงแสดงท่าทีองอาจ กลับมีสีหน้าซีดเผือก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก เขารีบประสานมือคำนับร่างในชุดดำผู้นั้นทันทีด้วยความหวาดกลัว "คารวะ... ท่านผู้อาวุโสโลหิตทมิฬ!"
บุรุษชุดดำนาม ‘โลหิตทมิฬ’ หาได้ชายตามองเค่อเทียนสิงแม้แต่น้อย สายตาของเขากวาดมองไปยังคัมภีร์ลับโบราณที่ส่องแสงเรืองรองอยู่ในมือของหลี่ชิงหยุน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เด็กน้อย... เจ้าถือครองสิ่งที่ไม่ควรเป็นของเจ้า วิชากระบี่ของเจ้าแม้จะดูแคลนได้ไม่เต็มปาก แต่ทว่า... มันยังอ่อนหัดเกินกว่าจะปกป้องสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้น"
"ของสิ่งนี้จะตกอยู่ในมือของผู้ใด มิใช่สิ่งที่คนใกล้ตายเช่นท่านต้องกังวล" หลี่ชิงหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีด ท่าทางของเขายังคงสงบนิ่งและทะนงตนในวิถีกระบี่อย่างหาที่เปรียบมิได้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่ทรงพลังกว่าก็ตาม
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ไป๋ลี่หลินที่ยืนอยู่เคียงข้าง ก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้าครึ่งก้าว ไอเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกรอบกายจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน นางเซียนแห่งวังน้ำแข็งสวรรค์ปรายตามองโลหิตทมิฬด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก น้ำเสียงของนางเย็นเยียบราวกับลมหนาวจากห้วงลึก "หากผู้ใดกล้าก้าวล่วงเข้าใกล้เขาแม้แต่ก้าวเดียว... วันนี้ ข้าจะเปลี่ยนโลหิตในกายของมันให้กลายเป็นน้ำแข็งชั่วนิรันดร์"
คำพูดของนางไม่ได้ขู่ขวัญ ทว่ามันคือสัจธรรมที่ผู้คนในยุทธภพต่างหวาดกลัว ปราณเย็นเยียบของไป๋ลี่หลินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จนกลุ่มเมฆรอบด้านเริ่มก่อตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งโปรยปรายลงมาอย่างน่าอัศจรรย์
โลหิตทมิฬหัวเราะร่าออกมาเสียงดังสนั่น "ฮ่าๆๆ! ช่างเป็นคู่รักที่อวดดีเสียจริง ถึงกับกล้าประกาศกร้าวต่อหน้าพลองอสูรโลหิตของข้า!"
สิ้นเสียงหัวเราะ ร่างของโลหิตทมิฬก็หายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภูตผีปีศาจที่เคลื่อนไหวอย่างไร้ร่องรอย อากาศเบื้องหน้าหลี่ชิงหยุนบิดเบี้ยววูบหนึ่ง พลองเหล็กดำสนิทที่สลักลวดลายอสูรกระหายเลือดนับร้อย ปรากฏขึ้นกลางอากาศพร้อมกับเงาพลองนับพันสายที่พุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝนโลหิต!
นี่คือ "วิชาพลองอสูรกลืนนภา" กระบวนท่าที่ขึ้นชื่อว่าดุเดือดและทรงพลังที่สุดในแดนประจิม แรงกดดันจากพลองทำให้พื้นดินบริเวณนั้นยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายฉื่อทันที
"ระวัง!" หลี่ชิงหยุนไม่รอช้า เขาคว้าแขนของไป๋ลี่หลินเบี่ยงตัวหลบออกด้านข้างในเสี้ยววินาที พร้อมกันนั้นกระบี่ยาวในมือก็ถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะระหว่างกระบี่และพลองสว่างวาบไปทั่วผืนป่า เสียงคำรามของโลหิตและเสียงหวีดหวิวของลมปราณประสานกันจนแสบแก้วหู หลี่ชิงหยุนตวัดกระบี่ต้านรับแรงกดดันมหาศาล แขนทั้งสองข้างชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก พลังปราณของโลหิตทมิฬลึกล้ำและดุดันยิ่งนัก สมกับที่เป็นยอดฝีมือรุ่นอาวุโส
"เด็กน้อย ฝีมือเพียงเท่านี้ คิดจะท้าทายสวรรค์อย่างนั้นหรือ?" โลหิตทมิฬคำรามลั่น พลองในมือเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน จากการจู่โจมตรงๆ กลายเป็นเงาพลองมหึมาที่แผ่ขยายออกราวกับกรงเล็บอصوصร ตวัดเข้าใส่ลำตัวของหลี่ชิงหยุนหมายปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว
หลี่ชิงหยุนกัดฟันแน่น โลหิตอุ่นๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของเขา แต่แววตากลับยิ่งทอประกายดุดันและเยือกเย็นขึ้นเป็นทวีคูณ เขารู้ดีว่าหากถอยในตอนนี้ ทั้งเขาและไป๋ลี่หลินจะต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้อย่างแน่นอน
วิถีกระบี่ที่ร่ำเรียนมาผุดขึ้นในห้วงความคิด... การจะก้าวข้ามขีดจำกัด มิใช่การรอคอยปาฏิหาริย์ แต่เป็นการฝืนลิขิตด้วยปลายกระบี่ในมือตนเอง!
"วิชากระบี่ทะยานฟ้า... กระบวนท่าที่สาม, ดาราพิฆาต!"
หลี่ชิงหยุนส่งเสียงคำรามก้องฟ้า ร่างกายของเขาระเบิดแสงสีครามเจิดจ้าออกมา พลังปราณทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่คมกระบี่จนเกิดเสียงหวีดหวิวของมิติที่ฉีกขาด เขาพุ่งทะยานสวนทางกับเงาพลองอสูรโลหิตขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไร้ความเกรงกลัว!
ภาพการปะทะกันระหว่างแสงกระบี่สีครามและพลองอสูรสีโลหิตสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวยของไป๋ลี่หลิน นางกำหมัดแน่น ปราณน้ำแข็งรอบกายระเบิดออกเพื่อเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
ทว่า... ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะปะทะเข้ากับหัวพลองของโลหิตทมิฬนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนก็เกิดเสียงคำรามกรามสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ทั้งที่ไม่มีเค้าโครงของเมฆฝนแม้แต่น้อย
*ครืนนน...!*
แสงประหลาดสีม่วงเข้มสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาจากกลีบเมฆที่อยู่สูงขึ้นไปอย่างไร้ที่มา มันพุ่งตรงลงมายังจุดที่พวกเขากำลังต่อสู้กันอยู่ด้วยความเร็วดุจแสง!
โลหิตทมิฬที่กำลังจะออกกระบวนท่าสังหาร ชะงักกึกทันที ใบหน้าที่เคยเหี้ยมเกรียมกลับแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกอย่างสุดขีดเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แท้จริงของแสงสีม่วงนั้น
"นี่มัน... ค่ายกลสะท้านฟ้าของสำนักใดกัน?!"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ด้วยกันนะครับ
- มังกรครามท่องภพ
กระบี่ทะยานฟ้าท้าทายสวรรค์•ตอนที่ 3
เงาพลองอสูรโลหิต
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าทายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
