กลิ่นอับของฟางข้าวเก่าและกลิ่นดินชื้นแฉะตีเข้าจมูกทันทีที่สติสัมปชัญญะกลับคืนมา หลินฟางเซียนมิได้ส่งเสียงร้องระōกความตกใจแม้แต่น้อย สตรีผู้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งย่อมเรียนรู้ที่จะควบคุมลมหายใจของตนให้สม่ำเสมอ ดวงตาหงส์คู่คมกริบกวาดมองไปรอบห้องแคบๆ ที่ฝาผนังทำจากไม้ไผ่สานผุพัง แสงแดดช่วงสายที่ลอดผ่านรอยโหว่ของหลังคามุงแฝกสาดส่องลงมาต้องละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้าง
นี่มิใช่ตำหนักหยกอันโอ่อ่าที่นางเคยใช้เป็นเครื่องมือชิงอำนาจในเมืองหลวง และมิใช่ลานประหารที่นางถูกตรึงร่างด้วยโซ่ตรวนแห่งความอัปยศ
ร่างบางพยายามขยับตัว ความเจ็บแปลบแล่นริ้วไปตามข้อต่อราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกถอดแล้วประกอบใหม่ ผิวเนื้อที่เคยเนียนละเอียดบัดนี้กลับหยาบกร้านและมีรอยฟกช้ำดำเขียว ทว่าสิ่งสำคัญมิใช่สภาพร่างกายอันน่าสมเพชนี้ หากแต่เป็น "เสียง" ที่ดังแว่วมาจากนอกประตูบานไม้ไผ่ที่ปิดไม่สนิทต่างหาก
"นังสะใภ้ขี้โรคใกล้ตายค่ำนี้คงไม่รอดหريكหรอ? หากมันตายไปจริงๆ เราจะได้เอาเรือกสวนแปลงนั้นไปยกให้ลูกชายคนเล็กของบ้านรองเสียที ปล่อยไว้ก็เปลืองข้าวเปลืองน้ำในยามยากเช่นนี้!"
น้ำเสียงแหลมสูงของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งแฝงไว้ด้วยความริษยาและไร้ซึ่งความปรานี นั่นคือเสียงของ "ป้าสะใภ้ใหญ่" จ้าวซื่อ ผู้ซึ่งคอยสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวของสามีนางมาโดยตลอด แม้ในยามที่สามีนางต้องออกไปรบเพื่อปกป้องแผ่นดิน สตรีผู้นี้ก็ยังไม่วายส่งสายตาและวาจาดูแคลนมาให้มิได้ขาด
ฟางเซียนแค่น D ยิ้มหยันที่มุมปาก ริมฝีปากแห้งผากลอกเป็นขุยขยับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ชาติก่อนนางคือสตรีผู้เหยียบย่ำศัตรูใต้ฝ่าเท้าจนต้องสยบยอม แต่วันนี้สวรรค์กลับส่งนางมาอยู่ในร่างของหญิงสาวชาวบ้านที่อ่อนแอ ถูกรังแก และกำลังจะอดตายในหมู่บ้านป่าทุรกันดารเช่นนี้กระนั้นหรือ? ช่างเป็นการเริ่มต้นที่ท้าทายความสามารถเสียจริงนะคะ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ก้าวเข้ามาใกล้ประตู พร้อมกับการผลักบานไม้ออกอย่างแรงจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ
ป้าสะใภ้ใหญ่ก้าวเข้ามาพร้อมกับถ้วยกระเบื้องบิ่นที่มีน้ำต้มผักจางๆ อยู่ก้นถ้วย สีหน้าของนางแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง เมื่อเห็นว่าฟางเซียนยังคงนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงไม้กระดานแข็งๆ
"อ๊ะ! ยังไม่ตายหรอกหรือ? นึกว่านอนเน่าตายคาเตียงไปแล้วเสียอีก ลุกขึ้นมาดื่มน้ำต้มผักนี่เสีย จะได้มีแรงไปขนฟืนหลังบ้าน เจ้าอย่าได้คิดเกียจคร้านนะหลินฟางเซียน บ้านเรามิใช่สถานสงเคราะห์คนพิการ!"
ฟางเซียนมิได้ตอบคำถาม นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นพิงหัวเตียงช้าๆ ทว่าท่าทีที่แสดงออกนั้นมิได้มีความหวาดกลัวหรือสั่นเทาอย่างที่อีกฝ่ายคาดคิด ดวงตาสง่านิ่งคู่นั้นจ้องมองป้าสะใภ้ใหญ่ราวกับกำลังมองแมลงตัวหนึ่งที่น่ารังเกียจ ความกดดันอันประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากร่างที่ผอมโซจนสตรีผู้สูงอายุชะงักไปชั่วขณะโดยไม่รู้ตัว
"ท่านป้า..." เสียงหวานใสแหบแห้งเอ่ยขึ้น ทว่าราบเรียบและเย็นเยียบจนน่าขนลุก "ท่านบอกว่าบ้านเราสิ้นเปลืองข้าวเปลืองน้ำนัก มิสู้ท่านลองทบทวนดูใหม่ดีหรือไม่ว่า ที่ผ่านมา หยวนจาง สามีของข้าส่งเงินเบี้ยหวัดจากกองทัพมาให้ตระกูลหลินเท่าใด และมีสักกี่ตำลึงที่ถูกท่านยักยอกไปใช้ปรนเปรอตบแต่งภรรยาให้ลูกชายคนโปรดของท่าน?"
ใบหน้าของจ้าวซื่อเปลี่ยนสีทันทีจากความโกรธเป็นความตกใจ นางไม่คาดคิดว่านังเด็กขี้โรคคนนี้จะกล้าต่อปากต่อคำแถมยังพูดจาแทงใจดำเช่นนี้
"นัง... นังสารเลว! เจ้ากล้ากล่าวหาข้าผู้เป็นอาสะใภ้อย่างนั้นเรอะ! ปากกล้าดีนักนะ วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกเสียบ้าง!"
จ้าวซื่อเงื้อมือขึ้นหมายจะตบลงบนใบหน้าซีดเซียวของฟางเซียนอย่างสุดแรงเกิด ทว่าในจังหวะที่ฝ่าหยาบกำลังจะเหวี่ยงลงมานั้นเอง มือเรียวบางที่ดูราวกับไร้เรี่ยวแรงกลับคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบที่ส่งผ่านปลายนิ้วนั้นหนักหน่วงและเต็มไปด้วยจุดกดจุดที่ทำให้อาสะใภ้ถึงกับร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด
ฟางเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาคมปลาบฉายแววอำมหิตที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันสะสวย นางกระซิบเสียงเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ
"มือข้างนี้เคยตบตีแม่ของข้า และเคยหยิบฉวยสิ่งของของสามีข้าไป... หากท่านยังกล้าแตะต้องตัวข้าแม้แต่ปลายนิ้วเดียว ข้าจะทำให้ท่านรู้ว่า นรกบนดินที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นอย่างไร... ท่านป้า"
จ้าวซื่อสะบัดมือหลุดอย่างแรงด้วยความตกใจกลัว นางถอยหลังกรูดจนเกือบสะดุดธรณีประตู ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและหวาดผวา "เจ้า... เจ้ามันผีร้าย! นังปีศาจ!" สิ้นเสียงนางก็วิ่งหนีเตลิดออกไปจากกระท่อมราวกับเห็นผีกลางวันแสม
ฟางเซียนมองตามร่างที่วิ่งหนีไปจนลับตา ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ นางยกมือขึ้นลูบหน้าผากของตนเอง และในวินาทีนั้นเอง ภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำหลาก นางรับรู้ได้ถึงความยากจนข้นแค้น ความอดอยาก และความโดดเดี่ยวที่สตรีผู้นี้ต้องเผชิญ
ทว่า สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความทรงจำเหล่านั้น คือความรู้สึกแปลกประหลาดที่อยู่ลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ... มันคือ "พลังงาน" ที่คุ้นเคย
ฟางเซียนหลับตาลงตั้งสติ แล้วเพ่งจิตเข้าไปภายในห้วงความคิดของตนเอง พริบตานั้นเอง รอยยิ้มพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่ม
*มิติลับ* ของนาง! คลังสินค้าขนาดมหึมาที่บรรจุสมบัติล้ำค่า ตำตำราพิชัยสงคราม อาวุธยุทโธปกรณ์ และวัตถุดิบหายากจากชาติภพก่อนยังคงติดตามนางข้ามภพมาด้วยอย่างครบถ้วน แม้ว่าในตอนนี้การจะดึงเอาอาวุธหนักออกมาใช้จะยังเป็นไปไม่ได้เนื่องจากพลังจิตของร่างนี้ยังอ่อนแอเกินไป ทว่าเพียงแค่เมล็ดพันธุ์พืช สมุนไพรล้ำค่า และทองคำแท่งสักแท่งสองแท่งที่ซ่อนอยู่ชั้นในสุด ก็เพียงพอที่จะพลิกฟื้นชีวิตอันยากจนข้นแค้นนี้ให้กลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในชั่วข้ามคืนแล้วนะคะ
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ สחดขัดจังหวะความคิดของนาง ฟางเซียนลืมตาขึ้นแล้วหันไปมองที่ประตูร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายสีมอและมีร่องรอยขาดวิ่นจากการทำงานหนักก้าวเข้ามา ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมเข้ม หนวดเคราครึ้ม และแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าทันทีที่เขาเห็นหน้านาง แววตานั้นก็เปลี่ยนเป็นความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง
นั่นคือ "เฉินหยวน" สามีหนุ่มชาวไร่ผู้เงียบขรึมและอดีตทหารหาญผู้มีฝีมือฉกาจ
เฉินหยวนก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว วางตะกร้าผักป่าและฟืนกำมือเล็กๆ ลงบนพื้น ก่อนจะรีบเข้ามาประคองร่างของภรรยาด้วยความทะนุถนอม ราวกับเกลียวคลื่นที่กลัวว่าจะทำให้นางบอบช้ำไปมากกว่านี้
"เจ้าฟื้นแล้ว... ข้าได้ยินเสียงป้าสะใภ้โวยวาย นางมาหาเรื่องเจ้าอีกแล้วใช่หรือไม่?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความกังวลและโกรธกรุ่นเล็กน้อย มือหนาหยาบกร้านเอื้อมมาแตะหน้าผากของนางเพื่อวัดไข้อย่างคุ้นเคย
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีผู้ซื่อสัตย์ผู้นี้ หัวใจที่เคยด้านชาจากการหักหลังในชาติก่อนกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้รักและซื่อสัตย์ต่อนางเพียงใด และเขานี่แหละที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างอาณาจักรของนางขึ้นมาในหมู่บ้านป่าแห่งนี้
"ข้าไม่เป็นไรแล้วค่ะพี่หยวน..." ฟางเซียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้า "นางไม่ได้ทำอะไรข้าหรอก มีแต่จะเกือบถูกข้าไล่ตะเพิดกลับไปเสียมากกว่า"
เฉินหยวนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของภรรยา มันไม่ใช่แววตาที่อ่อนแอและหวาดกลัวเช่นเคย ทว่ามันเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียว เด็ดเดี่ยว และพราวระยับราวกับซ่อนแผนการใหญ่เอาไว้ ชายหนุ่มมุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยอย่างเอ็นดู
"เจ้าหายไข้แล้วก็ดี... วันนี้ข้าหาหน่อไม้มาได้นิดหน่อย กับเนื้อหมูสามชั้นเก่าๆ ที่นายพรานแบ่งให้มานิดหน่อย ข้าจะก่อไฟต้มซุปให้เจ้ากินรองท้องนะ" เฉินหยวนเอ่ยพลางลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปที่เตาไฟมุมห้อง
ฟางเซียนมองตามแผ่นหลังกว้างของสามี ก่อนที่ประกายตาพราวระยับจะวาวโรจน์ขึ้นมา นางจะปล่อยให้สามีและตนเองต้องทนกินน้ำต้มผักกับหมูสามชั้นแห้งๆ กลิ่นสาบเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อนางมี "มิติลับ" ที่บรรจุเครื่องเทศชั้นเลิศและวัตถุดิบวิเศษอยู่เต็มคลัง!
"เดี๋ยวก่อนค่ะพี่หยวน..." นางเอ่ยเรียกเสียงใส พลางลุกขึ้นยืนอย่างคล่องแคล่วราวกับคนละคนกับเมื่อครู่ "วันนี้... มื้อนี้ข้าจะเป็นคนลงมือเข้าครัวเองค่ะ รับรองว่าท่านจะไม่เคยลิ้มรสอาหารเช่นนี้มาก่อนในชีวิตอย่างแน่นอน"
เฉินหยวนหันกลับมามองภรรยาด้วยความประหลาดใจ ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยทักท้วงอันใด ฟางเซียนก็สะบัดมือเบาๆ ในความมืดของมุมห้อง พริบตาเดียว กลิ่นหอมเย้ายวนของเครื่องเทศหายากและพริกเสฉวนชั้นดีก็โชยฟุ้งกระจายออกมาจากชายเสื้อของนาง ลอยอบอวลไปทั่วทั้งกระท่อมหลังเก่าจนกลบกลิ่นอับชื้นจนหมดสิ้น
และในขณะที่เฉินหยวนกำลังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงต่อกลิ่นหอมอันประหลาดล้ำที่ลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณนั้นเอง...
เสียงเคาะประตูก็รัวดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากภายนอก พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของเพื่อนบ้านที่วิ่งหน้าตาตื่นมาหน้าบ้านว่า "เฉินหยวน! แย่แล้ว! คนจากสำนักคุ้มภัยของขุนนางจ้าวหมิงกำลังมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านของเราแล้ว!"
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ดัชเชสโพดำ" มาโดยตลอดนะคะ)*
นางร้ายสายสตรองข้ามภพมาสร้างอาณาจักรในหมู่บ้านป่า•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากความตายในกระท่อมหลังเก่า
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายสตรองข้ามภพมาสร้างอาณาจักรในหมู่บ้านป่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
