กาวตราช้างครึ่งหลอด... น่าจะเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่สุดในการเอามาแปะอีตาสถาปนิกเจ้าระเบียบคนนี้ให้ติดแน่นอยู่กับพื้น แล้วผมจะได้เข็นโต๊ะทำงานรกๆ ของตัวเองหนีไปให้พ้นรัศมีสายตาพิพากษานั้นเสียที
"คุณลดาครับ ถ้าคุณยังเอาขวดกาแฟกระป๋องพวกนั้นมาต่อเป็นหอไอเฟลบนโต๊ะทำงานรวมอีกรอบ ผมจะถือว่ามันเป็นการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และผมจำเป็นต้องรื้อถอนมันทิ้งภายในสามวินาที"
เสียงทุ้มต่ำที่ติดจะเย็นชาดังขึ้นโดยไม่ต้องหันไปมอง เจ้าของเสียงกำลังใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะกระจกใสเสียง *ก๊อกๆ* เป็นจังหวะที่น่ารำคาญพอกับเสียงนาฬิกาปลุกรอบตีห้า คินน์ในเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนยามที่เขากำลังใช้ไม้บรรทัดเหล็กวัดระยะห่างระหว่างโต๊ะทำงานของเราสองคนด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร
ให้ตายเถอะ... นี่มันสตูดิโอออกแบบนะเว้ยเฮ้ย ไม่ใช่เรือจำนนทบุรี
"มันคือศิลปะค่ะ... เอ้ย! มันคือศิลปะครับ!" ผมเกือบหลุดปากใช้สรรพนามคุ้นชิน แต่ต้องรีบเปลี่ยนเกียร์สลับร่างแทบไม่ทันเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ผมต้องรักษาภาพลักษณ์นักเขียนบทละครหนุ่ม (ที่แม่บอกว่าดูแมนขึ้นหน่อย) "คุณคินน์ต่างหากล่ะที่ซีเรียสเกินเบอร์ โต๊ะทำงานนะเว้ย ไม่ใช่ห้องผ่าตัดหัวใจ จะได้ต้องไร้เชื้อขนาดนั้น"
ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่ร่างสูงที่สูงกว่าผมเกือบหนึ่งช่วงไหล่ คินน์ถอนหายใจยาวนานราวกับกำลังแบกรับความล่มจมของโลกทั้งใบไว้บนบ่า เขาค่อยๆ ถอดแว่นสายตาออกแล้ววางลงบนโต๊ะอย่างประณีตบรรจง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมด้วยแววตาที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กอนุบาลที่ทำสีเทาหกเลอะพื้นห้องเรียน
"ถ้าคุณยังไม่อยากให้โปรเจกต์ซีรีส์เรื่องใหม่ของเราพังไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ผมแนะนำให้เก็บกวาดกองกระดาษรีวิวบทละครที่ปลิวว่อนอยู่บนพื้นนั่นซะ ก่อนที่ผมจะหยิบมันไปเข้าเครื่องย่อยเอกสาร" คินน์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับคมกริบเหมือนปลายคัตเตอร์
ผมเบ้ปาก หมั่นไส้รอยยิ้มมุมปากที่เหมือนจะเยาะเย้ยกลายๆ นั่นชะมัด ยิ่งคิดว่าเราต้องมาแชร์สตูดิโอห้องกระจกขนาดสามส็อตคูณสี่ส็อตนี้ร่วมกันนานถึงสามเดือนเต็มเพื่อปั้นโปรเจกต์ซีรีส์ร่วมกัน ผมก็อยากจะเอาหัวโขกกำแพงปูนเปลือยนี่ให้รู้แล้วรู้รอด
"โห ใจคอจะไม่เผื่อพื้นที่ให้ผมหายใจบ้างเลยรึไง สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่" ผมแกล้งทำเป็นถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วทิ้งตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้น เอาศอกค้ำเข่าแล้วเท้าคางมองหน้าเขา "เกิดผมหายใจไม่ออกตายขึ้นมา โปรเจกต์พันล้านของคุณก็เจ๊งพอดิบพอดีนะจะบอกให้"
คินน์ไม่ได้ตอบทันที เขามองผมด้วยหางตา แววตาคู่นั้นไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีจนผมจับสังเกตแทบไม่ทัน ก่อนที่มันจะกลับมาเรียบเฉยตามเดิม ชายหนุ่มก้มลงหยิบกระดาษสเก็ตช์ภาพแปลนตึกขึ้นมาม้วนเก็บอย่างใจเย็น
"ถ้าคุณตาย ผมคงต้องไปทำเรื่องขออนุญาตเทศบาลตั้งศาลพระภูมิขนาดเล็กไว้ตรงมุมห้องแทนโต๊ะคุณ เพื่อความสบายใจของทีมงานทุกคนครับ"
"ไอ้..." ผมอ้าปากค้าง เตรียมจะพ่นคำด่าชุดใหญ่ใส่ความปากคายของพ่อคุณหนูเพอร์เฟกต์ แต่เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
*ก๊อกๆ*
เราทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปร่งของใครบางคนยืนยันตัวตนอยู่หลังกระจกใส ธันวา ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้และชอบเข้ามาป้วนเปี้ยนแถวโต๊ะทำงานผมบ่อยๆ กำลังส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้ พร้อมกับชูกล่องเค้กแบรนด์ดังในมือ
ผมเห็นคินน์ขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นหน้าธันวา เส้นเลือดที่ขมับของสถาปนิกหนุ่มเต้นตุบๆ อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผมกำลังจะลุกขึ้นไปเปิดประตูต้อนรับแขกผู้มาเยือน แต่จังหวะนั้นเอง คินน์กลับเอื้อมมือคว้าข้อมือผมไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่มันอบอุ่นและร้อนผ่าวจนผมสะดุ้ง
"เดี๋ยวครับ..." คินน์กระซิบเสียงต่ำ ใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นกระดาษและกาแฟจากตัวเขา "อย่าเพิ่งไปเปิด"
"ทำไมล่ะ นั่นผู้กำกับธันวานะ เขาอาจจะเอาไอเดียใหม่มาเสนอ..."
"ผมไม่อยากให้ใครเข้ามาทำลายสมาธิในพื้นที่ทำงานของผม" คินน์พูดตัดบท ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผมอย่างมีความหมายบางอย่างที่อ่านไม่ออก "โดยเฉพาะไอ้หมอนั่น"
บรรยากาศในห้องจู่ๆ ก็เงียบสงบลงอย่างประหลาด เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจของผมที่เต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อระยะห่างระหว่างเราลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
แต่แล้ว ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของผม มันสั่นครืดคราดยาวนานราวกับมีเรื่องด่วน
ผมก้มลงมองหน้าจอ... และพบว่ามันคือข้อความจากธันวาที่ส่งเข้ามาทางแชต์ส่วนตัว พร้อมกับประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาผมแทบสำลักน้ำลายตัวเอง
*[ธันวา]: "คืนนี้ไปนั่งกินเบียร์เคลียร์บทกันสองคนนะลดา ที่เดิม... พี่มีเรื่องสำคัญอยากจะสารภาพกับเรา"*
ผมเบิกตากว้าง รีบกดจะกดยกเลิกข้อความในใจ แต่ดันมือลั่นกดส่งสติกเกอร์รูปหัวใจรัวๆ กลับไปหน้าตาเฉย เพราะแรงสะกิดเบาๆ ที่ไหล่จากคนข้างตัวที่โน้มหน้าเข้ามาดูหน้าจอพอดี
คินน์ชะوดกึก สีหน้าที่เคยเรียบเฉยและเย่อหยิ่งเมื่อครู่ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความมืดทะมึนที่น่ากลัวขึ้นมาในทันที ดวงตาคมกราบกรานมองหน้าผมสลับกับหน้าจอโทรศัพท์ด้วยรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
"อ๋อ... ที่เดิม สินะครับ?" คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก "งั้นคืนนี้ สงสัยผมคงต้องล็อกประตูสตูดิโอขังคุณไว้ที่นี่แล้วล่ะครับ คุณลดา"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาร่วมติดกับดักความปั่นป่วนครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่นี่•ตอนที่ 1
เส้นเทปสีเหลืองกับเรื่องวุ่นๆ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมไม่ใช่ที่นี่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!