“ถ้ารู้ว่าจะต้องมานั่งรถบัสเบาะแข็งๆ สี่ชั่วโมงกับนาย ฉันคงยอมเลือกไปดูงานวิจัยที่ศิริราชแทนการมาออกค่ายบ้าบอนี่”
รินรดากระแทกกระเป๋าเป้ใบย่อมลงบนที่นั่งข้างหน้าต่างพลางขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ ท่าทางของเธอเย็นชาและห่างเหินเหมือนกับกำแพงน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นกั้นกลางระหว่างเธอกับชายหนุ่มที่เพิ่งจะกระชับมือเธอไว้แน่นเมื่อคืนวาน
ธันวาไม่ได้ตอบโต้ด้วยถ้อยคำยียวนเหมือนทุกที เขากลับทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ อย่างถือวิสาสะ ก่อนจะเลื่อนกระเป๋าอุปกรณ์เขียนแบบส่วนตัวมาวางคั่นกลางระหว่างที่นั่ง “ปากเก่งจังนะครับคุณหมอ ทั้งที่เมื่อคืนมือสั่นซะจนผมเกือบจะประคองไม่อยู่”
“ธันวา!” รินรดาหันขวับมาถลึงตาใส่ ใบหน้าขาวจัดขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ “อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย ที่ฉันสั่นเพราะอากาศข้างนอกมันหนาวต่างหาก”
“เหรอคะ?” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า “งั้นหนาวนี้ก็ไม่ต้องกลัวแล้วนะ เพราะผมเตรียมฮีตเตอร์เคลื่อนที่มาด้วย”
ไม่พูดเปล่า ธันวาหยิบเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ตัวเก่งของเขาที่ยังมีกลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันเครื่องและน้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นสะอาดตามาคลุมไหล่ให้เธออย่างเบามือ รินรดาตั้งท่าจะปัดทิ้งแต่ทว่าปลายนิ้วหยาบกร้านของคนข้างๆ กลับเกี่ยวปลายนิ้วเรียวสวยของเธอไว้ใต้ชายเสื้อแจ็กเก็ตนั้น
การกระทำที่เงียบเชียบแต่หนักแน่นทำให้ลมหายใจของรินรดาสะดุด เธอเลือกที่จะเมินหน้าออกไปมองวิวข้างทางที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งหญ้าสีทองยามสาย แต่ในใจกลับเต้นรัวราวกับกลองเพล ความรู้สึกที่เธอพยายามจะกดไว้ใต้คำว่า ‘หน้าที่’ และ ‘ความคาดหวัง’ กำลังถูกเขาทลายลงทีละน้อย
“อย่าพยายามทำเป็นมองไม่เห็นผมเลยริน...” เสียงของธันวาแผ่วเบาลง แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึก “ความคาดหวังของใครก็ไม่สำคัญเท่ากับเสียงหัวใจตัวเองหรอกนะ ถ้ามันเหนื่อยมาก... ก็แค่พักพิงตรงนี้ ผมเป็นแค่เด็กวิศวะที่ไม่มีอะไรดีนอกจากใจที่ซื่อสัตย์ แต่ผมเชื่อว่าผมดูแลหัวใจคุณได้ดีกว่าใคร”
รินรดาไม่ตอบ เธอหลับตาลงพยายามรวบรวมสมาธิ ทว่าความอบอุ่นจากมือหนาที่เกาะกุมเธอไว้ใต้เสื้อแจ็กเก็ตนั้นมันช่างทรงพลังเกินกว่าจะต้านทานไหว เธอรู้ดีว่าการมาออกค่ายครั้งนี้คือบททดสอบสำคัญ ไม่ใช่แค่การสร้างอาคารเรียนให้เด็กห่างไกล แต่คือการพิสูจน์ว่า ‘วิศวะ’ กับ ‘หมอ’ จะเดินบนเส้นขนานสายเดียวกันได้จริงหรือไม่
สามชั่วโมงผ่านไป รถบัสจอดสนิทลงที่หน้าโรงเรียนประถมชายขอบท่ามกลางความเงียบสงัดของหุบเขา อากาศที่นี่เย็นเฉียบกว่าในเมืองหลายเท่า รินรดาก้าวลงจากรถพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดที่หายไปครึ่งหนึ่งเมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ ที่มารอรับ ทว่าความสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่นานเมื่อเธอเห็นร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาที่ดูโดดเด่นท่ามกลางเด็กนักเรียนที่มอมแมม
“หมอพาย?” รินรดาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
หมอพายเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิดเมื่อเห็นธันวาเดินตามหลังมาติดๆ “ไม่นึกว่าจะเจอเธอที่นี่นะริน”
“รุ่นพี่มาทำอะไรที่นี่คะ?”
“อาจารย์ฝากให้ฉันมาดูหน่วยแพทย์เคลื่อนที่น่ะ ส่วนเธอ... ถ้าว่างมากนักก็รีบไปจัดยาเข้าที่ซะ อย่ามัวแต่ไปคลุกคลีอยู่กับคนที่ไม่ใช่ระดับเดียวกัน มันดูไม่ดีต่อชื่อเสียงของตระกูลเธอ” คำพูดนั้นเสียดแทงเหมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มลงบนผิวหนังของรินรดา
ธันวาก้าวเข้ามาแทรกกลางทันที “คำว่าระดับเดียวกันนี่ วัดจากความสูงของตึกที่สร้าง หรือความสะอาดของมือครับพี่หมอ?”
“ธันวา พอที!” รินรดาร้องห้าม เสียงของเธอสั่นเครือ “พี่พายคะ รินขอตัวไปดูงานก่อน”
เธอดึงแขนธันวาให้เดินห่างออกมา แต่ชายหนุ่มกลับดึงรั้งไว้แน่น เขาหันไปเผชิญหน้ากับหมอพายด้วยแววตาที่ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
“คนเราจะสูงแค่ไหนมันขึ้นอยู่ที่ว่าเรามองโลกกว้างแค่ไหนครับ ไม่ใช่ว่าเหยียบอยู่บนตึกสูงแล้วจะมองคนอื่นต่ำกว่าเสมอไป” ธันวากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะลากมือรินรดาเดินไปทางโรงเก็บของที่เตรียมไว้สำหรับสร้างอาคาร
เมื่อลับสายตาคน รินรดาก็สะบัดมือออกด้วยความโมโห “ทำไมต้องไปกวนเขา! นายไม่รู้หรือไงว่าหมอพายมีอิทธิพลต่อชีวิตรินแค่ไหน”
ธันวาหยุดเดินแล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความยียวนเป็นความจริงจังที่ทำเอาเธอต้องชะงัก “ผมรู้... แต่ที่ผมไม่รู้คือ ทำไมคุณถึงยอมให้คนอื่นขีดเส้นชีวิตให้คุณตลอดเวลา ในเมื่อตัวคุณเองก็มีปีกที่พร้อมจะบิน”
เขายื่นกล่องเครื่องมือช่างในมือให้เธอ “วันนี้เรามีงานต้องทำกันอีกเยอะ ริน... ช่วยส่งคีมล็อคให้ผมหน่อยได้ไหม ในฐานะ ‘คู่หู’ ไม่ใช่ในฐานะอื่น”
รินรดาเม้มปากแน่น เธอรับกล่องเครื่องมือมาวางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มมืดลงและเสียงแมลงกลางคืนเริ่มแผดเสียง รินรดาหยิบประแจขึ้นมาด้วยความตั้งใจ แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นเพื่อจะส่งมันให้ธันวา สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้กองแบบแปลนบนโต๊ะทำงานของเขา
มันคือซองจดหมายสีขาวปิดผนึกด้วยตราประทับของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งที่รินรดาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ชื่อจ่าหน้าซองเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของธันวา แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้นคือชื่อผู้รับที่ระบุไว้ชัดเจน... *‘แด่... รินรดา’*
ธันวาชะงักไปเมื่อเห็นเธอมองซองจดหมายนั้น เขาพยายามจะคว้ามันกลับมา แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายเกินไปเมื่อรินรดาหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา
“นี่มันอะไรคะธันวา? ทำไมถึงมีชื่อฉันบนจดหมายส่งตัวไปเรียนต่อที่เยอรมันในชื่อของคุณ?”
คำถามนั้นทำให้ธันวานิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบาแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เพราะผมรู้ว่าที่ที่เหมาะกับคุณ ไม่ใช่ที่นี่... แต่เป็นที่ที่คนอย่างผมไม่มีวันเอื้อมถึง”
รินรดาเบิกตากว้าง จดหมายที่อยู่ในมือสั่นไหวราวกับจะร่วงหล่นลงพื้น ในขณะที่ความเงียบงันของค่ำคืนนี้กลับดูบีบคั้นหัวใจเธอจนแทบหายใจไม่ออก นี่คือการเสียสละ หรือคือการผลักไสกันแน่?
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 11 กับเกียร์เปื้อนกาวใจนะคะ หวังว่าจะลุ้นไปกับรินรดาและธันวาในตอนถัดไปค่ะ!
วิศวะคลั่งรัก (ฉบับร่างแบบ) กับคุณหมอฝึกหัดหัวใจละมุน•ตอนที่ 11
การเดินทางไปต่างจังหวัด
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคลั่งรัก (ฉบับร่างแบบ) กับคุณหมอฝึกหัดหัวใจละมุน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!