“ถ้าจะเลือกทางนี้ ก็อย่าให้ผมเห็นว่าคุณต้องคลานกลับมาหาผลประโยชน์ที่บ้านอีก”
เสียงทุ้มต่ำของชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ทำลายความเงียบในห้องทำงานที่เย็นเฉียบราวกับห้องเก็บศพ ตินยืนตัวตรง มือที่กำแฟ้มแบบแปลนโครงการประกวดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาไม่ได้มองหน้าผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวนั้น แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่กรอบรูปครอบครัวบนผนัง ที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงฉากละครฉากหนึ่งเท่านั้น
“ผมไม่ได้ขอเงินคุณเพิ่ม และโปรเจกต์นี้... ผมตั้งใจทำด้วยฝีมือตัวเองทั้งหมดครับ” ตินตอบเสียงเรียบ แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“เหรอ? แล้วไอ้เด็กวิศวะที่มาป้วนเปี้ยนรอบตัวแกนั่นล่ะ คือส่วนหนึ่งของ ‘ฝีมือตัวเอง’ หรือแค่ความเพ้อเจ้อของวัยรุ่นที่หาสาระไม่ได้”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงลงบนแผลเดิมที่ตินพยายามปิดไว้ เกียร์... ชื่อนี้สั่นสะเทือนในความรู้สึกของเขาเสมอ ยิ่งในเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจกดดันจากครอบครัว ตินยิ่งรู้สึกว่าความรักของเขาช่างเปราะบางเหมือนโมเดลกระดาษที่รอวันโดนลมพัดจนพังทลาย
ขณะเดียวกัน ณ ลานจอดรถด้านล่าง เกียร์กำลังยืนพิงมอเตอร์ไซค์คันโปรดด้วยท่าทางกวนประสาทอย่างเคย แต่นัยน์ตาคู่คมกลับฉายแววว้าวุ่นอย่างที่เจ้าตัวไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเตะก้อนกรวดบนพื้นอย่างหงุดหงิดพลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเป็นรอบที่สิบ
“ไปทำอะไรนานนักวะ ไอ้คุณชายสถาปัตย์เอ๊ย” เกียร์พึมพำกับตัวเอง ความกลัวการผูกมัดที่เคยเป็นเกราะกำบังหัวใจเริ่มสั่นคลอน เมื่อเขารู้สึกว่าการ ‘ไปรับติน’ ในวันนี้ มันไม่ใช่แค่การไปรับเพื่อน แต่เป็นการยืนยันตัวตนว่าเขาพร้อมจะเคียงข้างอีกฝ่าย แม้ว่า ‘ทางบ้าน’ ของตินจะดูเหมือนกำแพงสูงชันที่ข้ามไปไม่ได้ก็ตาม
ตินเดินลงมาที่ลานจอดรถด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แววตาของเขาดูว่างเปล่าจนเกียร์ที่ยืนรออยู่ถึงกับชะงัก
“เป็นไง... โดนสวดมาหนักล่ะสิหน้าถึงได้เหมือนคนโดนสั่งแก้แบบรอบที่ร้อยแบบนี้” เกียร์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงยียวนเหมือนทุกที หวังจะให้บรรยากาศมันผ่อนคลายลง แต่รอยยิ้มของตินกลับดูฝืนจนน่าใจหาย
“กลับกันเถอะเกียร์ ผมเหนื่อย” ตินพูดสั้นๆ ก่อนจะก้าวขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์โดยไม่รอให้เกียร์ได้กวนประสาทต่อ
ตลอดทาง ตินกอดเอวเกียร์ไว้แน่น แรงกอดนั้นไม่ใช่แค่การเกาะเพื่อไม่ให้ตก แต่มันเป็นแรงกอดที่เหมือนคนกำลังจมน้ำแล้วคว้าทุ่นลอยลำสุดท้ายเอาไว้ เกียร์รับรู้ได้ถึงความสั่นเทาที่แผ่นหลัง เขาลดความเร็วลงเล็กน้อยก่อนจะพูดผ่านลมที่ปะทะหน้า
“ถ้าที่นั่นมันอึดอัดมาก ก็ไม่ต้องกลับไปหรอก... ผมมีห้องให้คุณนอน มีข้าวให้คุณกิน ถึงจะไม่หรูหราเหมือนคอนโดราคาแพงของคุณ แต่รับรองว่าไม่มีใครมาสั่งให้คุณเลิกทำในสิ่งที่รักแน่ๆ”
ตินซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างของเกียร์ น้ำตาที่เขากลั้นไว้ในห้องทำงานพ่อค่อยๆ ไหลซึมออกมาเงียบๆ เขาไม่เคยต้องการชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่พ่อวางแปลนไว้ให้ เขาแค่อยากได้ชีวิตที่มีเกียร์อยู่ข้างๆ แม้จะต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ในห้องพักแคบๆ ของวิศวะกวนประสาทคนนี้ก็ตาม
“เกียร์... ถ้าวันหนึ่งเราต้องเลือกระหว่างความฝันกับความจริง คุณจะเลือกอะไร?” ตินถามเสียงแผ่ว
เกียร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุดในชีวิต “ผมเป็นวิศวกรนะติน ความจริงคือสิ่งที่ผมต้องคำนวณ แต่ความฝัน... คือสิ่งที่ผมจะสร้างมันขึ้นมาใหม่กับคุณ ถ้าแบบแปลนเดิมมันใช้ไม่ได้ เราก็แค่เขียนมันใหม่ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย”
รถมอเตอร์ไซค์จอดสนิทที่หน้าหอพักของเกียร์ ทั้งคู่ก้าวลงจากรถ ทว่าทันทีที่หันหน้าเข้าหาตึก ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงรถยุโรปคันหรูที่จอดเทียบฟุตบาท เสียงปิดประตูรถที่ดังสนั่นทำให้ทั้งสองต้องหันไปมอง
ชายชุดสูทสีเข้มสามคนยืนล้อมรอบรถคันนั้น และคนที่ก้าวลงมาจากรถคือ ‘มิน’ คู่แข่งในโครงการของตินที่พยายามขัดขวางเขามาตลอด ในมือของมินถือซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่น
“ติน... ฉันไม่อยากทำแบบนี้หรอกนะ แต่ดูเหมือนความพยายามของนายมันจะไปทำให้คนสำคัญลำบากใจ” มินเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย “นี่คือคำสั่งจากคุณท่าน ให้ส่งเอกสาร ‘ยุติโครงการ’ ฉบับนี้ให้นายเซ็นซะ และถ้าไม่เซ็น... คืนนี้ทุกอย่างที่นายรัก ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์นี้ หรือแม้แต่ ‘คนข้างกาย’ นาย ก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไป”
ตินตัวแข็งทื่อ เขาไม่คิดว่าพ่อจะใช้วิธีสกปรกถึงเพียงนี้ในการบีบคั้นเขา เกียร์ก้าวออกมาบังหน้าตินทันที สายตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่พร้อมจะปะทุ
“จะขู่กันเรอะ?” เกียร์เค้นเสียงถาม “กลับไปบอกเจ้านายแกด้วยนะว่า สถาปัตย์คนนี้ไม่ได้ทำโปรเจกต์ด้วยเงิน แต่เขาทำด้วยใจ และถ้าคิดจะแตะต้องคนของฉัน... ก็ลองดูว่าโครงสร้างที่พวกแกภูมิใจนักหนา มันจะพังลงมาได้ง่ายแค่ไหน!”
มินแสยะยิ้มก่อนจะโยนซองเอกสารลงบนพื้นแล้วหันหลังกลับ “คิดเอาเองนะติน... ว่าความรักของพวกนาย มันคุ้มพอที่จะแลกกับอนาคตที่เหลืออยู่หรือเปล่า พรุ่งนี้ถ้าไม่มีคำตอบ... สิ่งที่จะหายไป อาจจะไม่ใช่แค่โครงการ แต่เป็นชีวิตของคนใกล้ตัวนายเอง”
รถหรูเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ ตินทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง แต่เกียร์กลับคว้ามือเขาไว้แน่นแล้วดึงขึ้นมา ประสานสายตากันอย่างแน่วแน่ภายใต้แสงไฟสลัวของหอพัก
ทว่าในวินาทีที่เกียร์กำลังจะเอ่ยปากปลอบใจ เสียงโทรศัพท์ของตินก็ดังขึ้นบนหน้าจอที่สว่างวาบปรากฏชื่อ ‘พ่อ’ ที่โทรเข้ามาซ้ำๆ และทันทีที่ตินกดรับ เสียงเย็นเยียบที่ปลายสายก็ดังขึ้นจนเกียร์ยังได้ยิน
“แกมีเวลาถึงเที่ยงคืนติน... ถ้าไม่อยากเห็นรูปถ่ายของไอ้เด็กวิศวะนั่นในสภาพที่ไม่น่าดู พรุ่งนี้อย่าให้เห็นหน้ามันในบริษัทฉันอีกเด็ดขาด”
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้พุดดิ้งคาราเมลมาถึงบทนี้นะคะ!
Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 51
อุปสรรคใหม่จากทางบ้าน
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!