เลนส์ร้ายที่รัก: กับดักหัวใจของนายช่างภาพขี้วีน•ตอนที่ 1

พื้นที่ส่วนตัวกับคนแปลกหน้า

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
กล่องกระดาษลังสีน้ำตาลสามใบที่วางเกะกะขวางทางเดินแคบๆ ในอพาร์ตเมนต์ขนาดสตูดิโอของฉัน คือหลักฐานชั้นดีว่าชีวิตอิสระอันแสนสงบสุขตลอดสามปีที่ผ่านมาได้พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าแล้ว... ทั้งหมดนี้ก็เพราะรุ่นพี่ตัวดีคนเดียวที่โยนระเบิดเวลาลูกใหญ่มาให้ โดยอ้างคำว่า ‘ความปลอดภัยในหน้าที่การงาน’ เป็นเกราะคุ้มภัย “พี่กรณ์คะ ย้ำอีกทีสิว่าทำไมฉันถึงต้องมาซุกหัวนอนอยู่ในรังของอีตาตากล้องปากหมานี่ด้วย?” ฉันกรอกเสียงลงไปในสมาร์ตโฟนด้วยความหงุดหงิด ขณะใช้เท้าเขี่ยกล่องใบย่อมที่บรรจุหนังสือพิมพ์เก่าและเอกสารลับทางคดีให้พ้นทาง ปลายสายถอนหายใจยาวเหยียดราวกับคนกำลังแบกรับภาระของโลกใบนี้ไว้ทั้งใบ *(“ก็เพราะหลักฐานชิ้นโบว์แดงที่เธอไปคุ้ยมาได้ มันไปเหยียบตาปลาพ่อค้าอาวุธค้ารายใหญ่เข้าไอบ้านั่นน่ะสิริน! ตอนนี้พวกมันส่งคนไปป้วนเปี้ยนแถวคอนโดเธอแล้ว ถ้าไม่อยากกลายเป็นรังผึ้งพรุนกระสุนปืนซะก่อน ก็หุบปากแล้วไปซ่อนตัวอยู่ที่สตูดิโอของธีร์ซะ ที่นั่นระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนายิ่งกว่าทำเนียบขาวอีกนะ”)*** “แต่ฉันไม่ได้อยากไปอาศัยชายคาเดียวกับนายธีร์ธัชอะไรนั่นนี่คะ!” ฉันเถียงคอเป็นเอ็น พลางเหลือบมองกระเป๋าเดินทางล้อลากที่ฝุ่นเกาะหนาเตอะ “ผู้ชายอะไร ปากคอเราะร้าย หน้าตาเหมือนคนอดหลับอดนอนมาสามชาติ ปากร้ายใส่ฉันทุกครั้งที่เจอหน้า แล้วดูตอนนี้สิ... เขาบอกหรือยังว่าจะให้ฉันนอนตรงไหน หรือต้องไปซุกหัวนอนใต้โต๊ะทำงานของเขาฮึ?” *(“ธีร์เขารับปากพี่แล้วน่า... ถึงหมอนั่นจะชอบทำหน้ายักษ์ใส่ชาวบ้านไปทั่ว แต่เรื่องความรับผิดชอบและฝีมือการคุ้มกันภัยน่ะไว้ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกอย่าง... เขาเป็นคนเสนอพื้นที่เซฟเฮาส์นี่เองด้วยซ้ำนะ”)*** นิ้วมือเรียวชะงักกึก ประโยคสุดท้ายของรุ่นพี่ทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบ “หือ? อีตาบ้านั่นเป็นคนเสนอเองเหรอคะ? ไม่ใช่ว่าเขาโดนบังคับมาเหมือนกันหรอกหรือ?” *(“ใครจะไปบังคับพ่อมหาจำเริญคนนั้นได้เล่า เอาเป็นว่าเธอรีบเคลียร์ตัวเองแล้วเดินไปตึกกระจกฝั่งตรงข้ามซะ ธีร์ส่งรหัสผ่านประตูมาให้แล้ว... อ้อ ระวังตัวด้วยล่ะ พี่ต้องเคลียร์สายกับกองบก.ก่อนแค่นี้ล่ะนะริน!”)* ตู้ด... ตู้ด... ตู้ด! ให้ตายเถอะ! รุ่นพี่กรณ์ตัดสายหนีฉันไปดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอเนี่ย! ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังพุ่งพล่านเป็นริ้วๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบห้องพักที่คุ้นเคยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจคว้าสายสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่า มือข้างหนึ่งลากกระเป๋าเดินทางใบโตเดินออกจากห้องด้วยความจำยอม ในเมื่อทางเลือกมีไม่มากนักระหว่าง ‘โดนเก็บเงียบข้างถนน’ กับ ‘ไปเป็นทาสรับใช้ช่างภาพจอมกวนประสาท’ ฉันก็คงต้องเลือกอย่างหลังอย่างเสียไม่ได้... ถึงแม้ใจจริงจะอยากเอาแฟ้มเอกสารฟาดหน้าสวยๆ ของนายธีร์ธัชสักทีสองทีก็ตามทีเถอะ! ใช้เวลาเดินข้ามถนนเพียงไม่กี่นาที ฉันก็มายืนตระหง่านอยู่หน้าอาคารสตูดิโอและแกลเลอรีภาพถ่ายขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ตึกปูนเปลือยผสมผสานกระจกใสบานใหญ่ให้ความรู้สึกดิบเท่และทรงพลังสมกับเป็นรสนิมยมของช่างภาพระดับท็อปของเอเชีย นิ้วเรียวกดรหัสผ่านหกหลักตามที่รุ่นพี่ส่งมาให้ เสียงระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์ดัง ‘ติ๊ด’ เบาๆ พร้อมกับบานประตูไม้สักหนาหนักที่เปิดอ้าออกเองช้าๆ กลิ่นอายเฉพาะตัวลอยแตะจมูกทันทีที่ก้าวล้ำเข้าไปข้างใน... กลิ่นหอมจางๆ ของเมล็ดกาแฟคั่วบดผสมกับกลิ่นกระดาษภาพถ่ายเคลือบเงา และความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศที่เปิดรับรองไว้ต้อนรับ แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟวินเทจส่องกระทบงานศิลปะภาพถ่ายขาวดำที่แขวนเรียงรายอยู่ตามผนังปูนเปลือย บรรยากาศภายในเงียบสงบจนได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองกระทบกับพื้นปูนขัดมัน “มาช้าไปสามนาทีสี่สิบสองวินาที... สำหรับนักข่าวสายสืบสวนที่ต้องแข่งกับเวลา ถือว่าสอบตกนะรินรดา” เสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยที่ดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ทำเอาฉันสะดุ้งสุดตัว หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความตกใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความหมั่นไส้ในเสี้ยววินาที ฉันหันขวับไปมองต้นตอของเสียงทันที ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อฮู้ดสีดำสนิทและกางเกงยีนส์เซอร์ๆ กำลังยืนพิงเคาน์เตอร์ชงกาแฟ มือเรียวยาวถือแก้วเซรามิกสีดำสนิท ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาเข้มจ้องมองมาที่ฉันด้วยแววตานิ่งสนิทไร้ความรู้สึก แต่มุมปากกลับกระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังเยาะหยัน “ฉันไม่ได้นัดเดทกับคุณนะคะ นายธีร์ธัช! อีกอย่าง ฉันเพิ่งโดนขู่ฆ่ามาหมาดๆ จะให้วิ่งสี่คูณร้อยเมตรมาหาคุณรึไง?” ฉันสวนกลับทันควัน เชิดหน้าขึ้นท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวความดุดันในแววตานั้น ร่างบางก้าวฉับๆ เข้าไปประชิดหน้าเคาน์เตอร์ วางกระเป๋าเดินทางกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นเพื่อประกาศอาณาเขต ธีร์ธัชวางแก้วกาแฟลงบนเคาน์เตอร์ช้าๆ เขาปรายตามองกระเป๋าเดินทางของฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตากับฉันตรงๆ นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นมีความลึกลับและคมกริบราวกับเลนส์ซูมชั้นดีที่กำลังจับโฟกัสมาที่เหยื่อ “นั่นไม่ใช่ข้ออ้างของการเดินลากขาเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของฉัน” น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เยียบเย็นเอ่ยขึ้น พลางก้าวเท้าเดินเข้าหาฉันทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลัง “จำกฎสามข้อของการอาศัยอยู่ที่นี่ไม่ได้หรือไง? หรือว่าสมองของนักข่าวสาวคนเก่งจะมีความจำสั้นกว่าปลาทองซะแล้ว?” “กฎบ้าบออะไรของคุณ ฉันเพิ่งมาถึงยังไม่ได้ฟัง—” “ข้อแรก... อย่าล้ำเส้นเข้ามาในห้องมืดล้างฟิล์มของฉันเด็ดขาด ข้อสอง... ห้ามแตะต้องกล้องราคาแพงพวกนั้นด้วยมือเปล่า และข้อสาม...” ร่างสูงหยุดยืนประชิดตัวฉันในระยะห่างแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นคาเฟ่จางๆ ลอยเข้ามารุกولประสาทสัมผัสจนฉันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ธีร์ธัชโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกัน ดวงตาคมกริบก้มลงมองริมฝีปากที่กำลังอ้าค้างก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตาฉันนิ่ง “ข้อสาม... ห้ามทำตัวน่ารำคาญใส่เจ้าของบ้าน... เข้าใจไหม?” ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดอยู่บริเวณพวงแก้มทำเอาสติที่กำลังตั้งมั่นของฉันกระเจิงไปชั่วขณะ หัวใจเจ้ากรรมเต้นระรัวราวกับกลองเพลจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามผลักอกแกร่งของเขาให้ออกห่างแต่ทว่าร่างสูงกลับยืนปักหลักนิ่งสนิทราวกับภูเขาหิน “ฉันไม่ได้น่ารำคาญนะ!” ฉันเถียงเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความประหม่าที่จู่ๆ ก็พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “แล้วก็กรุณาถอยออกไปไกลๆ ด้วยค่ะ ฉันหายใจไม่ออก!” ธีร์ธัชไม่ยอมถอยหนีแถมยังโน้มตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากหยักสวย นัยน์ตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนานที่ปิดไม่มิด “ถ้าหายใจไม่ออก... จะให้ฉันช่วยผายปอดให้ดูก่อนไหมล่ะริน?” เพล้ง! เหมือนมีเสียงกระจกแตกกระจายในหัว เมื่อจู่ๆ ตากล้องหน้านิ่งผู้แสนจะเย็นชาเมื่อครู่ กลับกลายร่างเป็นเสือร้ายเจ้าเล่ห์ที่จ้องจะขย้ำเหยื่อในกรงเล็บได้อย่างหน้าตาเฉย ฉันเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจะด่ากลับด้วยคำพูดเจ็บแสบที่สุดในชีวิต แต่ทว่า... จังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านก็ดังขึ้นรัวๆ ขัดจังหวะบรรยากาศอันตึงเครียดและชวนใจเต้นแรงเสียก่อน ปัง! ปัง! ปัง! “เปิดประตูโว้ย! กูรู้ว่ามึงอยู่ข้างใน ธีร์ธัช ส่งตัวยัยนักข่าวปากดีคนนั้นออกมาซะ ไม่งั้นมึงก็โดนลูกหลงไปด้วยแน่!” เสียงตะโกนหยาบโลนดังทะลุกระจกเข้ามา พร้อมกับเงาทึบของชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่าสามคนยืนประจันหน้าอยู่หน้าร้าน รินรดาหน้าถอดสีทันที ความตื่นตระหนกวาบขึ้นในอกเมื่อตระหนักได้ว่า... พวกมันตามมาเร็วกว่าที่คิด! ทว่าท่าทีของธีร์ธัชกลับไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย ไร้ร่องรอยความหวาดกลัว เขากลับหันมามองฉันที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวของฉันไว้แน่น ก่อนจะกระชากร่างบางให้เข้ามาหลบอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบกล้องถ่ายรูปตัวโปรดขึ้นมาเตรียมพร้อม พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความอันตรายสุดขีด “อยากรู้นักว่า... พวกมันจะกล้าพังเลนส์ตัวโปรดของฉันเข้ามาหรือเปล่า” --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมติดกับดักหัวใจไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลนส์ร้ายที่รัก: กับดักหัวใจของนายช่างภาพขี้วีน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%