“จดหมายฉบับนี้... ท่านนำมาให้ข้าด้วยเจตนาอันใดกันแน่ ในเมื่อคนในคุกหลวงควรจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเห็นเดือนเห็นตะวัน แล้วเหตุใดตราประทับของตระกูลเว่ยถึงยังคงความสดใหม่ราวกับเพิ่งประทับลงไปเมื่อครู่?”
หลินเยว่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบดุจใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบงัน เธอไม่ได้ถอยหลังหนีแม้เพียงก้าว มือขวาที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อยาวกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บปวดนั้นคือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือโอกาสที่สวรรค์หยิบยื่นให้เธอมาเพื่อ ‘ล้างกระดาน’ ใหม่ให้หมดจด
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูแค่นยิ้ม มุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่หลินเยว่จำได้แม่นยำว่าเป็นยิ้มเดียวกับที่เขามอบให้เธอก่อนที่เธอจะสิ้นใจในชาติก่อน “ความลับของคนตายน่ะนะ... บางครั้งก็หาทางกลับมาทวงคืนเจ้าของเดิมได้เสมอ ท่านรองหลิน เตรียมตัวรับมือให้ดีเถิด เพราะความพินาศที่ท่านเคยได้รับ มันจะหวนกลับมาทักทายท่านในรูปแบบที่สาหัสกว่าเดิม”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้กล่าววาจาถากถางต่อไป จ้าวเหวินหลงก็ก้าวเข้ามาจากมุมมืดของเรือน ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารที่ยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนแผ่รังสีคุกคามจนอากาศรอบข้างดูจะหนักอึ้งขึ้นทันตา มือหนาของเขาคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แรงบีบมหาศาลทำให้ชายผู้นั้นหน้าเขียวคล้ำในทันที
“เจ้าเป็นใคร” น้ำเสียงของเหวินหลงต่ำและเย็นเยียบเหมือนหิมะแรกของฤดูหนาว “และเหตุใดถึงถือครองตราที่น่ารังเกียจเช่นนี้ในเขตที่พักทหาร?”
ชายผู้นั้นไม่ตอบ เพียงแต่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะสะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุมแล้วอาศัยจังหวะชุลมุนพุ่งตัวหายเข้าไปในเงาไม้ของหมู่บ้าน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานประหลาดที่หลินเยว่ไม่คุ้นเคย
หลินเยว่ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้เก่าๆ ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัด ความกลัวไม่ได้เกาะกุมหัวใจ แต่เป็นความโกรธแค้นที่พุ่งพล่านจนสั่นไปทั้งร่าง หากศัตรูเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เธอก็จะมัวแต่นั่งนิ่งเฉยไม่ได้ เธอต้องสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง—ไม่ใช่แค่ทางใจ แต่ต้องเป็นฐานอำนาจที่เงินตราและเสบียงสามารถซื้อได้
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป?” เหวินหลงเดินเข้ามาใกล้ วางมือหยาบกร้านลงบนไหล่ของเธออย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือของเขาทำให้กำแพงในใจของหลินเยว่สั่นคลอน
“ข้าไม่เป็นไรค่ะท่านพี่ เพียงแต่... ข้าคิดว่าเราคงต้องปรับปรุงที่ดินหลังเรือนเสียใหม่แล้ว หากสถานการณ์ข้างนอกวุ่นวายนัก เราก็ควรมีแหล่งเสบียงที่มั่นคงที่สุดไว้ในมือเราเอง”
หลินเยว่ตัดสินใจทิ้งเรื่องจดหมายไว้เบื้องหลังชั่วคราว เธอจูงมือสามีเดินไปที่บริเวณพื้นที่รกร้างหลังเรือนที่ตระกูลจางเคยละเลยมาโดยตลอด ในสายตาของคนทั่วไป มันคือที่ดินแห้งแล้งที่มีแต่หินและวัชพืช แต่สำหรับหลินเยว่... ในมิติลับที่เธอค้นพบเมื่อคืน มันคือ ‘ผืนดินระดับตำนาน’ ที่เพียงแค่หยดหยาดเหงื่อลงไป เมล็ดพันธุ์ธรรมดาก็จะเติบโตอย่างรวดเร็วและเปี่ยมด้วยสรรพคุณยาที่หาไม่ได้ในตลาดทั่วไป
เธอแสร้งทำเป็นถอนหญ้าออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะอาศัยจังหวะที่เหวินหลงหันไปหยิบจอบ สลับเมล็ดพันธุ์ในถุงผ้ากับ ‘เมล็ดพันธุ์วิเศษ’ จากมิติเก็บของที่ติดตัวเธอมา
“ท่านพี่ลองดูตรงนี้สิคะ” หลินเยว่ขุดหลุมเล็กๆ แล้วหย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไป “ดินตรงนี้ดูเหมือนจะอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ หากเราลองปลูกสมุนไพรและผักสวนครัวดู ท่านว่าดีไหมคะ?”
เหวินหลงมองดูภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู เขาไม่เคยขัดใจเธอเลยสักครั้ง “หากเจ้าต้องการข้าก็จะทำ แม้ที่ดินนี้จะดูยากลำบากไปสักหน่อย แต่ข้าจะคอยช่วยดูแลให้เอง”
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงในขณะที่พระอาทิตย์คล้อยต่ำ บรรยากาศรอบๆ พื้นที่แปลงผักเริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นไอของดินที่หอมอบอวลราวกับได้รับพรจากสวรรค์พัดผ่าน หลินเยว่แอบหยดน้ำจากมิติลงไปในกระบอกไม้ไผ่ที่ใช้รดน้ำ ก่อนจะสาดลงบนผืนดินอย่างตั้งใจ
ความอัศจรรย์บังเกิดขึ้นภายในพริบตา ต้นกล้าสีเขียวสดแตกใบอ่อนออกมาแทรกผ่านพื้นดินที่เคยแห้งกร้าน ราวกับว่าพวกมันกำลังเร่งรีบเติบโตเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ชีวิตใหม่ของเธอ กลิ่นหอมจางๆ ของผักสวนครัวที่สดใหม่ฟุ้งกระจายไปไกลจนทำให้คนในหมู่บ้านที่เดินผ่านไปมาถึงกับต้องหยุดชะงัก
“นี่มันกลิ่นอะไรกัน... หอมยิ่งกว่าผักจากสวนหลวงเสียอีก!” เพื่อนบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะชะเง้อมองเข้ามา
หลินเยว่หันมาสบตาเหวินหลง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าของเธอ การเริ่มต้นได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งการสร้างฐานะ และการดึงคนโฉดเข้าสู่กับดักที่เธอเตรียมไว้ แต่ในขณะที่เธอกำลังจะวางแผนขั้นต่อไป เสียงเคาะประตูรั้วที่ดังกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งในยามค่ำคืนก็หยุดชะงักทุกอย่างลง
จางฮุ่ยหลัน แม่สามีตัวร้ายที่เธอเกลียดชังเข้าไส้ พุ่งพรวดเข้ามาในลานบ้านพร้อมใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “นังสะใภ้ตัวดี! เจ้าเอาเงินที่ไหนมาซื้อเมล็ดพันธุ์พวกนี้! และกลิ่นหอมบ้าบอที่ทำเอาคนทั้งหมู่บ้านแทบคลั่งนี่เจ้าไปขโมยของหลวงมาใช่ไหม!”
หลินเยว่ค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ ปัดเศษดินออกจากมือด้วยท่าทางสง่างามราวกับราชินี เธอมองหญิงวัยกลางคนด้วยสายตาที่เย็นชาจนจางฮุ่ยหลันต้องชะงักกึก “ท่านแม่เจ้าคะ... ในเมื่อท่านอยากรู้ความลับของบ้านหลังนี้มากนัก คืนนี้ข้าจะบอกให้ว่าของที่ท่านเห็นอยู่นี้... มันคือของขวัญจากนรกหรือสวรรค์กันแน่”
หลินเยว่ก้าวเข้าไปกระซิบข้างหูแม่สามี แผ่วเบาแต่ชัดเจนจนอีกฝ่ายหน้าถอดสี “และที่สำคัญ... จดหมายจากคนที่ท่านรักนักหนาที่ส่งมาให้ข้าเมื่อตอนบ่ายน่ะ ท่านยังอยากจะอ่านต่อไหมล่ะคะ?”
ใบหน้าของจางฮุ่ยหลันซีดเผือดจนกลายเป็นสีไก่ต้ม นางถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังกระหึ่มขึ้นจากหน้าประตูบ้าน พร้อมกับเสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่กองปราบที่ประกาศกร้าวว่า ‘พบหลักฐานการทุจริตในตระกูลจาง’... ท่ามกลางความตื่นตระหนก หลินเยว่เพียงแต่หยิบจานผักที่เพิ่งเก็บเกี่ยวได้ขึ้นมาดมกลิ่นหอมนั้นอย่างใจเย็น โดยไม่สนใจเลยว่าชีวิตของคนในตระกูลจางกำลังจะพังทลายลงในอีกไม่กี่อึดใจนี้
ขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับเงียบแต่ฟาดเรียบนะคะ
พลิกกระดานชีวิตใหม่ ในวันที่ลมหนาวหวนคืน•ตอนที่ 2
มิติลับในคราบความฝัน
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกกระดานชีวิตใหม่ ในวันที่ลมหนาวหวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
