เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนเบาะหนังด้านหลังดัง “ปึก” สะท้อนความหงุดหงิดที่เจ้าของร่างเพรียวพยายามเก็บกดไว้ตั้งแต่ก้าวขาขึ้นรถเอสยูวีคันโต
“ถ้าคุณรณภพจะขับรถด้วยความเร็วระดับเต่าคลานแบบนี้ เกรงว่าเราจะไปถึงไซต์งานจังหวัดตากทันตอนผู้รับเหมาเก็บกระเป๋ากลับบ้านพอดีนะครับ”
พิมพ์มาดาหันไปลอยหน้าลอยตาพูดใส่คนขับที่สวมแว่นกันแดดทรงนักบิน ปากหยักได้รูปของสถาปนิกหนุ่มเม้มเป็นเส้นตรง ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบจะกลายเป็นหินผา แต่สันกรามที่ขยับบดเข้าหากันเล็กน้อยนั้นฟ้องชัดว่าความอดทนของเขาใกล้หมดเต็มที
รณภพไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่เหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นอีกนิด ส่งผลให้รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความนุ่มนวลแต่เด็ดขาด มือหนาภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนกำพวงมาลัยแน่น เขาสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้เผลอตอบโต้หญิงสาวปากเก่งข้างกายด้วยถ้อยคำรุนแรงเหมือนทุกที
นี่คือการเดินทางไกลร่วมกันครั้งแรก... และมันเริ่มต้นด้วยความหายนะทางจิตใจของเขาอย่างแท้จริง
“ผมขับตามกฎจราจรครับ คุณพิมพ์มาดา ไม่ได้ขับรถหนีหนี้สินใคร ถึงต้องซิ่งจนคว่ำตายกลางทางด่วน” รณภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิท ไร้ซึ่งอารมณ์เจือปน แต่มันกลับกวนประสาทคนฟังได้ชะงักนัก
“อุ๊ย! นึกว่าคุณกลัวความมืดจนต้องคลานตามตูดรถบรรทุกซะอีก” หญิงสาวลอยหน้าลอยตากอดอก เอี้ยวตัวหันมามองเขาเต็มตา “แต่ก็ขอบคุณนะ1ครับที่อุตส่าห์เสียสละเวลาอันมีค่า พาผู้หญิงจอมจุ้นอย่างฉันมาร่วมชะตากรรมไกลถึงต่างจังหวัด”
“รู้ตัวว่าจุ้นก็ดีครับ จะได้หุบปากแล้วนั่งเงียบๆ ให้ผมมีสมาธิขับรถสักสองชั่วโมง”
“ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังจะหาเมียไม่ได้นะครับสถาปนิก”
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมห่วงสุขภาพจิตตัวเองตอนอยู่ใกล้คุณมากกว่า”
บทสนทนาฟาดฟันจบลงด้วยความเงียบงดงาม ทว่าบรรยากาศภายในห้องโดยสารกลับร้อนระอุขึ้นอย่างน่าประหลาด ความแคบของพื้นที่ทำให้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวหญิงสาวลอยมาแตะจมูกสถาปนิกหนุ่มเป็นระยะ รณภพเหลือบมองกระจกมองหลังสลับกับเสี้ยวหน้าของพิมพ์มาดาที่หันไปมองวิวข้างทาง เธอไม่ได้เงียบอย่างที่ปากว่า มือเรียวเล็กกำลังกดโทรศัพท์มือถือรัวๆ จัดการเคลียร์ปัญหาโปรเจกต์ที่คั่งค้างด้วยความคล่องแคล่ว แววตาคมปลาบที่สะท้อนผ่านกระจกเงาสะกดสายตาเขาไว้ชั่วขณะ... ผู้หญิงคนนี้มีแรงดึงดูดประหลาด เธอไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แม้กระทั่งกับเขา—สถาปนิกผู้กุมอำนาจสูงสุดในโปรเจกต์นี้
รถแล่นผ่านพ้นเขตกรุงเทพมหานครเข้าสู่ถนนสายหลักที่มุ่งสู่ภาคเหนือ สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นทุ่งนาและแนวภูเขาไกลตา ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางหลายชั่วโมงเริ่มกัดกินบรรยากาศ พิมพ์มาดาที่เคยนั่งหลังตรงเถียงฉอดๆ เริ่มคอพับคออ่อน ศีรษะทุยเล็กเอนไปพิงกับกระจกหน้าต่างรถเป็นจังหวะตามแรงกระแทกของพื้นผิวถนน
รณภพเหลือบมองคนข้างกายเป็นระยะ สีหน้าของเธอตอนหลับดูไร้พิษภัย ต่างจากเวลาตื่นที่คมกริบราวกับใบมีดโกน แพขนตางอนหนาทาบลงบนพวงแก้มเนียน ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
สถาปนิกหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด มือข้างหนึ่งละจากพวงมาลัย เอื้อมไปปรับแอร์ในรถให้เบาลง พร้อมกับดึงแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายของตนมาคลุมไหล่บางให้อย่างเบามือที่สุด กลัวเหลือเกินว่าตื่นมาเธอจะหาว่าเขาฉวยโอกาส
แต่จังหวะนั้นเอง รถบรรทุกสิบล้อคันใหญ่ข้างหน้าก็เบรกกะทันหัน!
“เอี๊ยดดดดด!”
รณภพเหยียบเบรกมิดล้อจนตัวรถสะเทือนแรง แรงเฉื่อยเหวี่ยงร่างของพิมพ์มาดาที่กำลังหลับใหลพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว!
“ระวัง!”
รณภพสัญชาตญาณไวเหนือความคิด มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางของหญิงสาวแล้วดึงเข้าหาตัวอย่างแรง แรงกระชากทำให้ร่างของพิมพ์มาดาถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยสมบูรณ์ หน้าผากมนชนเข้ากับแผงอกกว้างเต็มรัก
หัวใจของรณภพกระตุกวูบ กลิ่นกายหอมหวานละมุนละไมพุ่งปะทะจมูกอย่างจัง ขณะที่พิมพ์มาดาสดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อพบว่าใบหน้าของตนอยู่ห่างจากปลายคางของสถาปนิกหนุ่มเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันจนสัมผัสได้
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เบาๆ และเสียงหัวใจของใครบางคนที่เต้นโครมครามจนดังทะลุอกเสื้อ
พิมพ์มาดานิ่งค้าง เธอลืมหายใจไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่น แววตาของรณภพเวลานี้ไม่ได้เย็นชาหรือไร้ความรู้สึกเหมือนเคย แต่มันกำลังวาวโรจน์ด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่ร้อนแรงและลึกซึ้งจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา
“...คุณรณภพ” เสียงหวานเอื้อnเอ่ยแผ่วเบาราวกับกระซิบ เมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้พวกเขากำลังแนบชิดกันมากเกินกว่าขอบเขตของเพื่อนร่วมงาน
รณภพกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่โอบเอวเธอยังคงตรึงร่างบางไว้แน่นราวกับลืมวิธีปล่อย ปากร้ายๆ ที่มักจะหาคำมาจิกกัดเธอกลับหนักอึ้งจนพูดไม่ออก สัมผัสจากเอวคอดกิ่วผ่านเนื้อผ้าทำให้สติที่เขารักษามาตลอดทางพังทลายลงในพริบตา
“ถ้าไม่อยากตายคาอกผม...” เสียงทุ้มแหบพร่าผิดปกติ หลุดลอดริมฝีปากหยักที่โน้มลงมาใกล้จนเกือบจะแตะขมับของเธอ “...ช่วยนั่งให้มันเรียบร้อยกว่านี้หน่อยครับ”
ใบหน้าของพิมพ์มาดาแดงก่ำขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะความโกรธเหมือนทุกครั้ง แต่เป็นเพราะความวับWαวในแววตาของคนตัวโตที่กำลังกักขังเธอไว้ในอ้อมแขน และก่อนที่เธอจะได้ทันอ้าปากตอกกลับด้วยคำพูดคมคายใดๆ เสียงเคาะกระจกตึงๆ จากภายนอกก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“เฮ้ย น้อง! ขอบใจนะที่เบรกทัน เกือบเสยท้ายตูแล้วมั้ยล่ะ!” คนขับรถกระบะคันข้างๆ ตะโกนพร้อมส่งยิ้มแห้งๆ ผ่านกระจกฟิล์มดำ
รณภพขบกรามแน่นด้วยความขัดใจ เขารีบผละร่างออกแล้วดันพิมพ์มาดากลับไปนั่งฝั่งตัวเองอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ใบหน้าจะยังคงตีสีหน้านิ่งสนิทกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอก แต่หูทั้งสองข้างกลับแดงแจ๋จนสังเกตเห็นได้ชัด
พิมพ์มาดานั่งนิ่งหลังพิงเบาะ เม้มปากแน่น หันหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่ระบายอยู่บนมุมปาก หัวใจเจ้ากรรมยังคงเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
รถกลับมาแล่นสู่ท้องถนนอีกครั้งด้วยความเงียบที่ต่างไปจากเดิม ความอึดอัดถูกแทนที่ด้วยแรงดึงดูดเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบระหว่างคนทั้งคู่ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง รถเอสยูวีคันหรูก็เลี้ยวเข้าสู่เขตพื้นที่ก่อสร้างรีสอร์ตขนาดใหญ่กลางหุบเขาในจังหวัดตาก
รณภพดับเครื่องยนต์ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงคนงานก่อสร้างไกลๆ
“ถึงแล้วครับ ลงไปได้” สถาปนิกหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามปรับโหมดกลับมาเป็นเจ้านายผู้เคร่งขรึม ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของพิมพ์มาดาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
หญิงสาวหยิบขึ้นมาดู หน้าหวานซีดเผือดลงทันทีเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ
“ว่าไงคะพี่พงษ์?” พิมพ์มาดารับสายด้วยน้ำเสียงตึงเครียดขึ้นมาทันที “...อะไรนะคะ? คนงานประท้วงหยุดงานเหรอ! แล้วผู้รับเหมาหลักหายไปไหน?...คะ? เกิดอุบัติเหตุในไซต์งานเหรอ!”
รณภพที่กำลังจะเปิดประตูหันขวับกลับมามองทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความจริงจังในเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นสีหน้าถอดสีของหญิงสาว
พิมพ์มาดาวางสายด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เธอกวาดตามองหน้าสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ขยับเข้ามาใกล้ด้วยสัญชาตญาณของการเป็นหัวหน้าทีม
“เกิดอะไรขึ้น?” รณภพถามเสียงเข้ม
“ไม่ใช่แค่คนงานประท้วงธรรมดาค่ะคุณรณภพ...” พิมพ์มาดาหันมาสบตาเขาด้วยแววตาที่ตื่นตระหนก “...ผู้รับเหมาหลักเบิกเงินล่วงหน้าแล้วหนีหายไปเมื่อคืนนี้ ทิ้งคนงานนับชีวิตตกค้างอยู่ในไซต์งานโดยไม่มีค่าแรง แถมตอนนี้... ทางเข้าหลักของไซต์งานถูกคนงานกลุ่มหนึ่งปิดตายไม่ให้ใครเข้าออกแล้ว!”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 13 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซฟโซนของนายสถาปนิกหน้าตายกับยัยนักแก้ปัญหาจอมดีเดือด•ตอนที่ 13
ออกเดินทางสู่ไซต์งานต่างจังหวัด
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกหน้าตายกับยัยนักแก้ปัญหาจอมดีเดือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!