"ถ้าคุณคิดว่าจะใช้แผนตื้นๆ แบบนี้มาปัดตกโปรเจกต์ของฉัน คุณประเมินผู้หญิงคนนี้ต่ำไปหน่อยแล้วล่ะครับ... อ๊ะ ขอโทษที พอดีฉันเผลอพูดกับสุนัขแถวนี้อยู่"
น้ำเสียงใสแต่เชือดเฉือนของพิมพ์มาดาดังขึ้นท่ามกลางห้องประชุมใหญ่ที่เงียบกริบ เอกสารแบบร่างสามมิติของโครงการรีโนเวตอาคารเก่าถูกกางแผ่หราอยู่บนโต๊ะไม้สักทองยาวเหยียด ทว่าเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกลับว่างเปล่า ไม่มีเงาของตัวแทนฝั่งผู้ทรงอิทธิพลที่พยายามเล่นตุกติกมาสกัดดาวรุ่งเธอเมื่อคืนแม้แต่เงาเดียว
รณภพที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูกระจกฝ้าด้านนอก มองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้มตามแบบฉบับของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสันโดษ แต่กล้ามเนื้อสันกรามที่ขบเข้าหากันจนนูนเด่นกำลังฟ้องว่าเขากำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างอย่างยิ่งยวด เหตุการณ์เมื่อคืนที่เขาเกือบจะหลุดมือดึงเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดเพื่อปกป้องจากเงื้อมมือของธนาวินยังคงร้อนผ่าวอยู่ในความทรงจำ แต่เช้านี้... หญิงสาวตัวเล็กๆ คนนี้กลับเลือกที่จะเดินเข้าสู่สนามรบด้วยตัวคนเดียว โดยไม่รอฟังคำทัดทานหรือความช่วยเหลือใดๆ จากเขาเลยสักนิด
รณภพก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินขัดดังสะท้อนก้อง "คุณกำลังทำอะไรของคุณ พิมพ์มาดา"
เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อย แต่เสี้ยววินาทีต่อมาเธอก็หันกลับมาเผชิญหน้า เชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัว "ฉันก็กำลังทำงานในส่วนที่ฉันรับผิดชอบอยู่นะครับ... เอ้ย ขอโทษที ฉันติดสำนวนคุณมาโดยไม่รู้ตัว" เธอย้อนกลับด้วยรอยยิ้มเย้าแหย่ แม้สถานการณ์รอบตัวจะตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
"นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นลิ้น ธนาวินมันไม่ได้แค่ส่งจดหมายเตือน มันส่งคนมาป่วนหน้าไซต์งานตั้งแต่วันก่อน คุณคิดว่าการหิ้วแฟ้มเอกสารเดินดุๆ เข้ามาอวดเก่งในห้องประชุมที่ไม่มีใครกล้าเซ็นอนุมัติคนเดียวเนี่ย มันเรียกว่า 'ลุยเดี่ยว' หรือ 'รนหาที่ตาย' กันแน่" รณภพสาวเท้าเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายบุรุษเพศที่คุ้นเคยผสมผสานกับความดุดันทำให้พิมพ์มาดาต้องสูดลมหายใจเข้าลึก
เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวสะดุดเข้ากับขอบโต๊ะ แต่ยังคงรักษาฟอร์มความปากเก่งไว้ได้ไม่ตกหล่น "แล้วคุณอยากให้ฉันทำยังไงล่ะคะ... อื้อ! ให้ฉันนั่งพับเพียบรอความช่วยเหลือจากคุณผู้ชายปากร้ายแต่ใจดีอย่างคุณรึไง" พิมพ์มาดากลอกตา "บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบในเซฟโซนของคุณ พิมพ์มาดาคนนี้รับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ และที่สำคัญ... โปรเจกต์นี้ฉันเป็นคนเสนอ ฉันต้องเป็นคนลุยต่อให้สุดทาง"
ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่ม เคมีบางอย่างพุ่งพล่านราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ถูกกักเก็บไว้ในพื้นที่แคบๆ พระเอกสายซึนอย่างรณภพเม้มริมฝีปากแน่น มือหนายื่นออกไปปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรกแก้มเนียนอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะชักมือกลับแทบจะไม่ทันราวกับโดนไฟลวก
"ดื้อด้าน" เขาสบถเบาๆ ในลำคอ "คุณคิดว่าตัวเองฉลาดนักรึไง ถึงได้เอาหัวชนฝาโดยไม่ดูตาม้าเรือ"
"ถ้าฉันไม่ชน แล้วใครจะกล้าพังกำแพงโสโครกที่คุณกับพวกมันเล่นเกมการเมืองกันอยู่ล่ะคะ" พิมพ์มาดาฟาดกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังขึ้นจนรณภพชะงัก "คุณคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าทำไมคุณถึงพยายามกันฉันออกไป... คุณกลัวว่าฉันจะเจ็บตัว กลัวว่าธนาวินจะเล่นงานฉันผ่านโปรเจกต์นี้ใช่ไหมล่ะคะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ คำพูดจี้ใจดำของหญิงสาวทำให้รณภพรู้สึกเหมือนถูกกระชากหน้ากากความเย็นชาออกจนหมดสิ้น สถาปนิกหนุ่มนิ่งอึงไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมานาน เขาไม่อยากให้เธอต้องมาแปดเปื้อนกับความสกปรกในวงการนี้ แต่วิธีการแสดงออกของเขามันดันปากร้ายและผลักไสเสียจนเธอกล้าหาญที่จะเดินหน้าลุยเดี่ยวแบบนี้
"ผมไม่ได้..." รณภพพยายามหาข้อแก้ตัว แต่มันช่างดูเปราะบางเหลือเกินเมื่ออยู่ต่อหน้าแววตาที่รู้ทันของเธอ
"ไม่ต้องปฏิเสธหรอกค่ะ" พิมพ์มาเจายกยิ้มมุมปาก ยื่นมือเรียวไปแตะที่ปกเสื้อสูทของเขาเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อแต่แฝงความท้าทาย "รู้หรอกน่าว่าห่วง... แต่บอกไว้ตรงนี้เลยนะรณภพ พิมพ์มาดาคนนี้ไม่เคยเป็นภาระของใคร และวันนี้ ฉันจะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า 'เซฟโซน' ที่คุณสร้างไว้... มันแคบเกินไปสำหรับคนอย่างฉัน"
พูดจบเธอก็หมุนตัวเตรียมจะเดินถือแฟ้มเอกสารพุ่งออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้รับเหมาและตัวแทนฝั่งตรงข้ามที่รออยู่ด้านนอก
ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะสัมผัสกับลูกบิดประตู เสียงกริ่งสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยของอาคารก็ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมๆ กับไฟสำรองฉุกเฉินสีแดงส้มที่กะพริบวาบสาดส่องไปทั่วห้องประชุม
รณภพเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สัญชาตญาณดิบของสถาปนิกผู้ตรวจโครงสร้างตึกเก่าร้องเตือนภัยถึงความผิดปกติที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่เป็นการ "จงใจวางเพลิง" เพื่อทำลายหลักฐานเอกสารสำคัญทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะตรงหน้า!
ก่อนที่พิมพ์มาดาจะได้เอ่ยปากถามอะไร ร่างสูงใหญ่ของรณภพก็พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของเธอไว้ด้วยความเร็วแสง แรงกระชากมหาศาลดึงเธอกลับเข้ามาแนบชิดอกแกร่งในเสี้ยววินาทีเดียวกับที่เสาปูนด้านนอกระเบียงระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงอัดอากาศกระแทกประตูกระจกแตกกระจายละเอียดเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับกลุ่มควันหนาทึบที่ทะลักเข้ามากลืนกินทุกสิ่งจนมืดมิด!
รณภพใช้ร่างกายของเขากำบังร่างเธอกอดรัดแน่นจนลมหายใจชนกันในความมืดสลัวและเสียงไอโขลกของควันไฟ ดวงตาคมกริบมองสบตาเธอในระยะประชิดที่หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
"อยู่ใกล้ผมไว้... อย่าแม้แต่จะคิดขยับไปไหนเด็ดขาด!" รณภพคำรามลั่นแข่งกับเสียงสัญญาณเตือนภัย ขณะที่ประตูด้านหลังห้องถูกถีบเปิดผางออกด้วยฝีมือของใครบางคนที่ยืนถือท่อเหล็กอยู่ท่ามกลางกลุ่มควัน...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 11 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซฟโซนของนายสถาปนิกหน้าตายกับยัยนักแก้ปัญหาจอมดีเดือด•ตอนที่ 11
เมื่อความอดทนถึงขีดจำกัด
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกหน้าตายกับยัยนักแก้ปัญหาจอมดีเดือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!