"ถ้าเจ้ายังขยับดาบด้วยมุมองศานั้น เกรงว่าแขนข้างขวาของเจ้าคงได้หลุดออกจากเบ้าก่อนที่พวกมันจะทันได้เดินมาถึงหน้าประตูร้านของข้าเป็นแน่ครับ"
รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ขณะกำลังใช้คีบไม้พลิกแผ่นเนื้อหมูฮอร์นบีสต์หมักซอสถั่วเหลืองบนตะแกรงเหล็ก เสียงไขมันหยดลงถ่านคุโชนดังฉู่ฉ่า ควันหอมกรุ่นของเครื่องเทศพุ่งขึ้นผสมผสานกับกลิ่นอายอับชื้นของดันเจี้ยนชั้นที่สี่ ซึ่งปกติแล้วควรจะเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยศพนักผจญภัยและกลิ่นคาวเลือด แต่วันนี้ มันกลับกลายเป็นร้านอาหารชั่วคราวที่มีม่านพลังงานเวทมนตร์สีฟ้าใสคอยกั้นเขตแดนอันตรายเอาไว้
บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งมุมร้าน หญิงสาวในชุดเกราะหนังสีเงินยวงที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยฉีกขาดและคราบเลือดสีเข้มข้นกำลังกัดฟันกรอด ดวงตาคู่คมกริบสีอเทอร์รัลตวัดมองชายหนุ่มด้วยความไม่สบอารมณ์ แต่ความเจ็บปวดจากการเสียเลือดมากเกินไปทำให้เรียวปากซีดเผือดจนสั่นระริก เธอคือเซเลสเทีย ยอดนักดาบเวทมนตร์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นและไร้พ่าย แต่ในยามนี้ เธอกลับอยู่ในสภาพที่พึ่งพาตัวเองแทบไม่ได้
"หุบปากซะ... เจ้าพ่อค้ามือใหม่ ข้าแค่ออกแรงผิดจังหวะตอนรับมือกับฝูงกอบลินการ์ดเมื่อครู่ต่างหาก" เซเลสเทียพยายามยันกายลุกขึ้นยืนด้วยคมดาบยาวคู่ใจ ทว่ากล้ามเนื้อต้นแขนซ้ายที่ฉีกขาดจากการรับการโจมตีด้วยเวทมนตร์ธาตุดินทำให้เธอทรุดฮวบลงไปอีกครั้ง น้ำหนักตัวกระแทกกับพื้นไม้จนเกิดเสียงดังทึบ
รินถอนหายใจเบาๆ อย่างระอา เขาไม่ได้หันกลับไปมองทันที แต่ยังคงใส่ใจกับการเคลือบน้ำผึ้งป่าลงบนชิ้นเนื้อยักษ์ด้วยความประณีต ในโลกแห่งระบบฮันเตอร์และดันเจี้ยนที่โหดร้ายนี้ กฎข้อแรกของการเอาชีวิตรอดไม่ใช่การมีพลังเวทมนตร์มหาศาลเสมอไป แต่คือการประเมินสถานการณ์และการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งรวมถึงการรักษา "ลูกค้า" คนแรกของร้านให้รอดชีวิตด้วย
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบภาวะวิกฤตของสิ่งมีชีวิตระดับสูง (เซเลสเทีย - เลเวล 78)]
[สถานะ: สูญเสียมานานะระดับวิกฤต, กล้ามเนื้อฉีกขาดระดับ 3, พิษอัมพาตจากเขี้ยวมอนสเตอร์กำลังแพร่กระจาย]
[คำแนะนำจากระบบ: หากปล่อยทิ้งไว้ในสภาพนี้ เป้าหมายจะเสียชีวิตภายใน 14 นาที 22 วินาที ส่งผลให้ภารกิจ "ร้านอาหารแห่งแรกในเขตอันตราย" ล้มเหลวทันที]
หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าใสปรากฏขึ้นตรงหน้าของริน แม้ระบบจะแจ้งเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่มือของเขากลับเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม มีดแล่เนื้อสแตนเลสสตีลชั้นดีถูกหยิบขึ้นมา หั่นรากโสมราตรีอายุกว่าร้อยปีที่ขุดได้จากผนังดันเจี้ยนชั้นสามลงในหม้อดินเผาเคลือบที่ตั้งเคี่ยวบนเตาไฟเวทมนตร์ น้ำซุปสีทองใสเริ่มส่งกลิ่นหอมหวานละมุนลไม ลบเลือนกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในอากาศให้เจือจางลงทีละน้อย
"โลกภายนอกอาจนับถือเจ้าในฐานะดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งสมาคมฮันเตอร์นะครับคุณเซเลสเทีย แต่ในอาณาเขตสี่เหลี่ยมนี้ เจ้าของร้านคือผม และกฎข้อที่สองของที่นี่คือ... ห้ามลูกค้าตายในร้านเด็ดขาด เพราะมันเสียบรรยากาศการค้าขาย"
รินตักน้ำซุปสมุนไพรเดือดๆ ลงในชามเซรามิกสีขาวสะอาด ควันสีขาวพวยพุ่งพร้อมกับละอองมานาบริสุทธิ์ที่ลอยวนเวียนอยู่เหนือน้ำซุปราวกับกลุ่มหมอกยามเช้าบนยอดเขา เขาสกิดถาดไม้เลื่อนไปตรงหน้าหญิงสาวที่กำลังนั่งหอบหายใจพะงาบๆ บนพื้น
เซเลสเทียขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาสีอเทอร์รัลมองชามซุปตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลง ในฐานะผู้ใช้เวทมนตร์ระดับสูง เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานมานาที่อัดแน่นอยู่ในวัตถุดิบเหล่านี้ รากโสมราตรีผสมผสานกับเนื้อสัตว์อสูรระดับสูงถูกเคี่ยวจนแตกตัว กลายเป็นโอสถฟื้นฟูชั้นยอดที่แม้แต่นักปรุงยาหลวงยังต้องใช้เวลาปรุงเป็นสัปดาห์ แต่นี่... กลับถูกทำขึ้นภายในเวลาไม่ถึงห้านาทีด้วยฝีมือของพ่อค้าเรณูคนหนึ่งเนี่ยนะ?
"นี่คืออะไรยาพิษสูตรใหม่ของพวกกิลด์ใต้ดินรึไง?" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามใช้นิ้วเรียวยาวหยิบช้อนกระเบื้องขึ้นมาด้วยความระแวดระวัง
"ถ้าผมอยากลอบสังหารท่านจริงๆ ผมคงปล่อยให้ท่านนอนรอความตายอยู่ตรงซอกหินชั้นสองแล้วครับ ไม่ต้องเปลืองแรงแบกเข้ามาไว้ในร้านหรอก" รินตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า แต่แววตากลับคมกริบจริงจัง "ดื่มซะตอนที่มันยังร้อน การไหลเวียนของมานาในร่างกายของท่านกำลังจะหยุดชะงัก หากช้ากว่านี้อีกสามนาที ต่อให้เป็นเทพเจ้าแห่งการรักษามาเองก็คงช่วยแขนข้างนั้นของท่านไว้ไม่ได้แล้วล่ะครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมร้านชั่วขณะ มีเพียงเสียงเดือดของซุปในหม้อและเสียงลมหายใจที่ติดขัดของเซเลสเทีย สายตาของเธอมองสลับระหว่างใบหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านกับชามซุปที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนประสาทสัมผัส ความหิวโหยและสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดกรีดร้องบอกให้เธอรีบคว้ามันไว้ แต่ความระแวดระวังในฐานะนักรบที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนกลับรั้งเธอไว้
ในที่สุด เซเลสเทียก็ตัดสินใจกัดฟันยอมเสี่ยง เธอยกช้อนขึ้นตักน้ำซุปสีทองเข้าปากช้าๆ
วินาทีแรกที่ของเหลวอุ่นสัมผัสกับปลายลิ้น ร่างกายของเซเลสเทียก็สะท้านเฮือก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
รสชาติแรกคือความกลมกล่อมล้ำลึกของน้ำซุปกระดูกเคี่ยวที่เคี่ยวจนไขกระดูกละลายกลายเป็นความหวานละมุน ตามมาด้วยความเผ็ดร้อนบางเบาจากขิงป่าดันเจี้ยนที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และความเย็นสดชื่นจากรากโสมที่พุ่งตรงเข้าชำระล้างพิษอัมพาตในกระแสเลือดอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำหลาก ชั่วพริบตาเดียว ความเจ็บปวดที่แผดเผาแขนซ้ายของเธอก็เริ่มบรรเทาลง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูเซลล์ พลังงานมานาที่แห้งเหือดกลับมาพองโตขึ้นอีกครั้งในแก่นมานาของเธอ
*วิ้งค์—!*
แสงสีทองอ่อนๆ เปล่งประกายออกมาจากร่างของเซเลสเทีย บาดแผลฉีกขาดที่แขนสมานตัวเข้าหากันอย่างน่าอัศจรรย์ กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เสียหายถูกซ่อมแซมด้วยพลังงานบริสุทธิ์จากอาหารจานเดียว
เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มองชามเซรามิกที่บัดนี้ว่างเปล่าด้วยความรู้สึกซับซ้อน นี่ไม่ใช่แค่อาหารฟื้นพลังธรรมดา แต่มันคือผลงานศิลปะที่ผสานเวทมนตร์การปรุงอาหารเข้ากับความเข้าใจในโครงสร้างมานาอย่างลึกซึ้ง
"นี่มัน... อะไรกัน..." เสียงพึมพำหลุดออกมาจากริมฝีปากที่กลับมามีสีระเรื่อขึ้นอีกครั้ง
"ซุปสมุนไพรฟื้นพลังสูตรพิเศษของร้านครับ ราคาหรียญทองเงินห้าเหรียญ หรือถ้าไม่มีเงินสด จะแลกเปลี่ยนด้วยวัตถุดิบระดับสูงในกระเป๋าเวทมนตร์ของท่านก็ได้นะครับ" รินเอ่ยขึ้นพร้อมกับเช็ดมือด้วยผ้าสะอาดรอยยิ้มการค้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง
เซเลสเทียเงยหน้าขึ้นจ้องมองชายหนุ่ม เขายังคงยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีสงบและมั่นใจ ราวกับว่าการช่วยชีวิตนักดาบระดับสูงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย
ทว่า ก่อนที่เซเลสเทียจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปฉับพลัน
ม่านพลังงานเวทมนตร์สีฟ้าที่กั้นเขตหน้าร้านเริ่มสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง ราวกับถูกคลื่นกระแทกขนาดมหึมาซัดเข้าใส่ เสียงคำรามต่ำทุบสะเทือนผนังหินของดันเจี้ยนชั้นสี่จนฝุ่นผงร่วงกราว กลิ่นอายกดดันอันมืดมิดและน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้ามาทางรอยแยกของมิติ ดันเจี้ยนชั้นสี่ที่ควรจะสงบในช่วงเวลานี้ กลับถูกคุกคามด้วยบางสิ่งที่ทรงพลังเกินกว่าระดับปกติจะรับมือได้
เซเลสเทียผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือขวาคว้าด้ามดาบโดยอัตโนมัติ สีหน้าของเธอกลับมาเคร่งเครียดจริงจังอีกครั้ง "บอสประจำชั้น... ทำไมมันถึงตื่นเร็วกว่ากำหนดถึงสามชั่วโมง?"
รินหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาวางผ้าเช็ดมือลงบนโต๊ะ ชายหนุ่มเดินไปหยิบกระทะเหล็กด้ามยาวคู่ใจขึ้นมาแทนอาวุธ ดวงตาคู่สีนิลสะท้อนแสงไฟจากเตาถ่านอย่างเยือกเย็น
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการบุกรุกของสิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัติ (อสูรเงาพเนจร - เลเวล 85)]
[เงื่อนไขพิเศษ: การปรากฏตัวของแขกไม่ได้รับเชิญกำลังจะทำลายทรัพย์สินภายในร้าน]
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้นใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเงาดำทมิฬขนาดมหึมาที่ทอดตัวยาวเข้ามาผ่านม่านพลังงาน และในวินาทีที่เงานั้นก้าวพ้นความมืด ประตูไม้ของร้านก็ถูกกระแทกจนเปิดผางออกเผยให้เห็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว แต่สิ่งที่ทำให้รินต้องชะงักและเบิกตากว้างไม่ใช่ตัวมอนสเตอร์หน้าร้าน...
หากแต่เป็นรอยสักรูปตราสัญลักษณ์รูป "กางเขนไขว้สีดำ" ที่ประทับอยู่บนหน้าผากของอสูรตัวนั้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับองค์การลับที่ตามล่าอดีตเชฟเช่นเขามาตลอดหลายปี!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดเตากับ "พ่อค้าอาหารแห่งดันเจี้ยน" ครับ
มอนสเตอร์ดุแค่ไหน ก็สยบได้ด้วยข้าวผัดไข่จานเดียว•ตอนที่ 3
แขกคนแรกที่เป็นคนจริงๆ
ผลงานโดย พ่อค้าอาหารแห่งดันเจี้ยน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พ่อค้าอาหารแห่งดันเจี้ยน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มอนสเตอร์ดุแค่ไหน ก็สยบได้ด้วยข้าวผัดไข่จานเดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
