กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ยังคงติดตรึงอยู่ปลายประสาทสัมผัส ราวกับว่าคมดาบที่เคยทะลวงผ่านร่างเมื่อคราวนั้นยังมิได้ถูกชำระล้างให้สะอาดหมดจด หลินฟางเซียนลืมตาขึ้นท่ามกลางม่านมุ้งสีแดงชาดที่ทิ้งตัวลงระพื้น ตำหนักหลีฮวาในยามนี้ช่างเงียบเชียบจนน่าประหลาด ผิดกับเสียงกงจักรแห่งอำนาจที่กำลังบดขยี้ความรู้สึกของนางให้แหลกละเอียดอยู่ภายใน
ร่างบางขยับกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังยังคงกรีดลึกลงในเนื้อหนังมังสา แม้ในยามนี้สถานะของนางจะเปลี่ยนจาก "นักโทษกบฏผู้รอวันประหาร" กลายเป็น "นางสนมขั้นผิ่น" ผู้ได้รับพระราชทานนามใหม่จากพระโอษฐ์ของโอรสสวรรค์ แต่มันก็เป็นเพียงเศษทานจากบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางจนไม่เหลือชิ้นดี
"ตื่นแล้วหรือเพคะ พระสนมหลิน"
เสียงของนางกำนัลคนสนิทดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับอ่างน้ำทองคำสำริดที่ถูกยกเข้ามาวางไว้ นางไม่แม้แต่จะชายตาแล ประสาทสัมผัสของนางถูกปลุกเร้าด้วยความรู้สึกชิงชังที่ฝังรากลึก แผ่นหลังที่เคยค่อมต่ำด้วยความจงรักภักดีบัดนี้เหยียดตรงอย่างสง่างาม ดั่งกระบี่น้ำแข็งที่พร้อมจะกรีดแทงทุกผู้คนที่บังอาจเข้ามาขวางทาง
ประตูห้องบรรทมถูกผลักออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างสูงใหญ่ในฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักแน่น ทว่าแววตาของมหาบุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดินกลับสั่นไหวระริกยามเมื่อทอดมองมายังสตรีบนแท่นบรรทม จักรพรรดิอี้หลง... อดีตสวามีผู้เคยพิพากษาความตายให้นางด้วยพระองค์เอง บัดนี้กลับยืนมองนางด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและโหยหาอย่างน่าสมเพช
"ฟางเซียน..." พระสุระเสียงนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ ราวกับคนใกล้ตายที่ไขว่คว้าหาอากาศหายใจ อี้หลงก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่สนถึงธรรมเนียมปฏิบัติ พระaniหนาเอื้อมหมายจะสัมผัสพวงแก้มที่เคยนวลเนียน แต่นางกลับเบี่ยงหน้าหลบอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาที่เยียบเย็นและไร้เยื่อใยนั้นเปรียบเสมือนเข็มนับพันเล่มที่พุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจของพระองค์จนเลือดโชก
"ฝ่าบาทโปรดสำรวมด้วยเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงนางสนมคนใหม่ หาใช่... ฮองเฮาผู้เป็นที่รักของพระองค์ในอดีตไม่" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่มันกลับคมกริบเสียจนอี้หลงต้องชะงักค้าง
"เจ้าโกรธเรา... เจ้ามีสิทธิ์ที่จะโกรธ" อี้หลงเค้นเสียงหัวเราะเยาะหยันตนเองออกมาอย่างน่าเวทนา ดวงตาคมกราบกรานมองสำรวจเรือนร่างของนางด้วยความโหยหาที่ถูกกักเก็บไว้เนิ่นนาน "แต่เจ้าก็ยังกลับมา... สวรรค์ยังเมตตาให้โอกาสเราได้ชดใช้"
"ชดใช้หรือเพคะ?" ฟางเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตหันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงเนตรของจักรพรรดิผู้ทรนง ความเยعเย็นในแววตานั้นทำเอาอี้หลงถึงกับหายใจติดขัด "ความตายครั้งนั้น ฝ่าบาทเป็นผู้ประทานให้ด้วยพระองค์เอง บัดนี้ทรงเรียกว่าการชดใช้กระนั้นหรือเพคะ? สิ่งที่ฝ่าบาททรงทำ มันไม่ใช่การไถ่บาป... แต่มันคือการต่อเวลาให้หม่อมฉันได้กลับมาทวงคืนทุกสิ่งที่ควรจะเป็นต่างหาก"
คำพูดนั้นบาดลึกถึงขั้วหัวใจ อี้หลงไม่เพียงแต่ไม่โกรธเคือง ทว่าแววตากลับยิ่งฉายแววคลุ้มคลั่งและสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง พระองค์ก้าวเข้าประชิดร่างบางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรวบเอวคอดกิ่วเข้าหาพระoruraด้วยพละกำลังที่ไม่อาจขัดขืน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับซอกคอขาวผ่อง กลิ่นอายบุรุษที่คุ้นเคยและน่าสะอิดสะเอียนตีรวนขึ้นมาในอก
"หากเจ้าต้องการชีวิตของเรา หากเจ้าต้องการเลือดเนื้อของเรา... เจ้าก็เอาไปสิ ฟางเซียน!" อี้หลงกระซิบเสียงพร่าข้างใบหู ร่างสูงกดดันน้ำหนักลงมาจนนางต้องถอยร่นไปชิดเสาเตียง
สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปตามเรียวขาภายใต้ผ้าแพรบางเบาไม่ได้สร้างความวาบหวามดังเช่นอดีต หากแต่มันเต็มไปด้วยความเร่าร้อน บีบคั้น และความต้องการที่จะครอบครองเพื่อยืนยันว่านางยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ ริมฝีปากหยักลึกทาบทับลงมาอย่างดุดันและเอาแต่ใจ ราวกับจะดูดกลืนวิญญาณและความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดของนางให้หลอมละลายไปกับรสจูบอันเว้าวอนและเปี่ยมด้วยความสำนึกผิด
ฟางเซียนหลับตาลงรับสัมผัสที่รุกเร้า ปล่อยให้ร่างกาวยอมจำนนต่อเกมสวาทที่อีกฝ่ายเป็นผู้ชี้นำ ทว่าลึกลงไปในความเร่าร้อนที่แผดเผาจนแทบหลอมละลาย ดวงตาของนางกลับเบิกกว้างขึ้นด้วยความแค้นเคืองที่ไม่มีวันดับมอด มือเรียวบางที่จิกทึ้งอยู่บนแผ่นพระปฤษฎางค์ไม่ได้ทำไปด้วยความเสน่หา หากแต่ปลายนิ้วนั้นจิกเกร็งฝังลึกราวกับต้องการฝากรอยแผลเป็นไว้ให้สาสมกับความเจ็บปวดที่นางเคยได้รับ
เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดเคล้าคลอไปกับเสียงผ้าเสียดสีกันในความเงียบงันของราตรี อี้หลงกอดกุมร่างของนางไว้แนบแน่น ราวกับหวาดกลัวว่าหากคลายอ้อมแขนแม้แต่น้อย นางจะสลายหายไปจากอกอีกครั้ง ความสุขสมที่ถาโถมเข้ามาไม่ได้ช่วยให้ความผิดบาปในใจเบาบางลง กลับยิ่งตอกย้ำว่าพระองค์ได้ทำลายล้างสตรีผู้มีค่าที่สุดในชีวิตด้วยมือของตนเองอย่างไร
ทว่า ในวินาทีที่ความเร่าร้อนเดินทางมาถึงจุดสูงสุด และอี้หลงกำลังจะซุกซบใบหน้าลงบนลาดไหล่เนียนด้วยความโหยหา เสียงฝีเท้าฝุ่นตลบก็ดังแทรกขึ้นจากเบื้องล่างตำหนัก พร้อมกับเสียงทุร้นทุรายของขันทีหน้าห้องที่พยายามขัดขวางบางสิ่งบางอย่าง
"ฝ่าบาท! พระสนม! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
อี้หลงขมวดพระขนมด้วยความไม่พอใจ พระองค์ผละออกจากเรือนร่างของนางอย่างไม่เต็มใจนัก ขณะที่ฟางเซียนกลับมีสีหน้าเรียบเฉย นางจัดอาภรณ์ของตนเองให้เข้าที่อย่างใจเย็น ราวกับคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าไว้อยู่แล้ว
ประตูกถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ขันทีเฒ่าคุกเข่าตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราศีกระเจิง ดวงตินตื่นตระหนกสุดขีดจนแทบถסתออกมานอกเบ้า มือที่ถือป้ายอาญาหลวงสั่นระริกจนแทบถือไม่อยู่
"มี... มีคนพบเด็กชายคนหนึ่งแอบลอบเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน... หน้าตาของเด็กคนนั้น...ละม้ายคล้ายคลึงกับฝ่าบาทราวกับถอดแบบออกมาพ่ะย่ะค่ะ!"
รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลินฟางเซียนเป็นครั้งแรก ในขณะที่ดวงตาคมกริบของจักรพรรดิอี้หลงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด พระองค์หันขวับกลับมามองพระชายาผู้เพิ่งฟื้นคืนชีพด้วยความรู้สึกที่เหมือนถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ... ในเมื่อโอรสองค์นั้นสิ้นชื่อไปพร้อมกับเหตุการณ์กบฏเมื่อสามปีก่อน แล้วเด็กคนนี้... เป็นใครกันแน่?
ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดและหอมหวานนี้ด้วยกันนะคะ นิตยสารอีโรติกโรมานซ์บทถัดไปรอท่านอยู่ด้วยความเร่าร้อนและระทึกใจไม่แพ้กันค่ะ!
มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป•ตอนที่ 1
กลิ่นเลือดที่คุ้นเคย
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!