“ถ้าคุณอคินทร์ยังไม่กรุณาเซ็นชื่อลงในเอกสารรับรองการใช้พื้นที่จัดแสดงสินค้า ฉันเกรงว่าโปรเจกต์นี้คงต้องพับฐานตามคำสั่งของท่านประธานใหญ่จริง ๆ นะคะ”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมของรินรดา ดังแทรกขึ้นกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวของเธอ ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีครีมยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แววตาคู่สวยที่เคยไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาแห่งความชอกช้ำเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้กลับราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ยากจะคาดเดาว่าภายใต้ท่าทีเยือกเย็นนั้น เธอกำลังซ่อนคลื่นอารมณ์ใดไว้
อคินทร์ในวัยสามสิบห้าปี ผู้ยังคงความหล่อเหลาคมคายตามแบบฉบับประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารในมือ ช้า ๆ ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬคู่นั้นกวาดมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันระหว่างความคุ้นเคยและความแปลกแยก ผู้หญิงคนนี้... รินรดาอดีตภรรยาที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งอย่างไร้เยื่อใย บัดนี้เธอยืนอยู่ตรงนี้ ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทออกแบบภายในชื่อดังระดับประเทศ ไม่ใช่ผู้หญิงเจียมเนื้อเจียมตัวที่คอยก้มหน้ากอดทะเบียนสมรสอันไร้ค่ารอคอยเขาอย่างโง่งอมอีกต่อไปแล้ว
“คุณดูเปลี่ยนไปมากนะ… รินรดา” อคินทร์เอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้ยหยันตามนิสัยส่วนตัว ทว่าสายตากลับไม่ยอมละไปจากใบหน้านวลเนียนที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาอย่างเยือกเย็น
“คนเราถ้าย่ำอยู่กับที่คงกลายเป็นฟอสซิลไปนานแล้วค่ะ ดิฉันแค่เลือกที่จะเติบโตและเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต… หวังว่าท่านประธานคงไม่ต้องให้ดิฉันต้องเตือนเรื่องเวลานะคะ เพราะโปรเจกต์นี้มีมูลค่ามหาศาล และทางบอร์ดบริหารก็กำลังจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิด”
รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่สั่นพร่าเลยแม้แต่น้อย ความเด็ดเดี่ยวและมั่นใจในตัวเองของเธอกรีดแทงเข้าที่หัวใจของอคินทร์อย่างจัง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งที่ในอดีต อำนาจทั้งหมดในชีวิตของเธอเคยอยู่ในกำมือเขาแท้ ๆ
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เลขานุการส่วนตัวของอคินทร์จะก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย พร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะในมือ
“คุณอคินทร์คะ… เอกสารการตรวจสอบประวัติย้อนหลังของผู้ถือหุ้นรายใหม่ตามที่ท่านสั่งให้ฝ่ายกฎหมายจัดการ… ส่งมาถึงโต๊ะแล้วค่ะ ดิฉันเห็นว่ามันค่อนข้างละเอียดและมีเอกสารส่วนตัวบางส่วนปะปนมาด้วย เลยรีบเอามาเรียนให้ทราบค่ะ”
อคินทร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ “วางไว้ตรงนั้นแหละ” เขาสั่งเสียงห้วน ก่อนจะหันกลับมามองรินรดาที่กำลังเก็บเอกสารของเธอใส่กระเป๋าอย่างใจเย็น “คุณยังไม่ต้องรีบไปไหน เรายังคุยกันไม่จบเรื่องเงื่อนไขสัญญา”
“ดิฉันคิดว่าเราคุยกันในส่วนของธุรกิจจบแล้วค่ะ ส่วนเรื่องอื่น… ดิฉันไม่มีความจำเป็นต้องเสวนาด้วย” รินรดาเอ่ยตัดบทอย่างไม่ไว้หน้า พลางหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้อง
ทว่า… จังหวะนั้นเอง เอกสารที่เลขานุการเพิ่งวางลงบนโต๊ะเกิดถูกลมจากเครื่องปรับอากาศพัดปลิวลงมาแผ่นหนึ่ง แผ่นกระดาษสีขาวสะอาดตาปลิวไปตกแทบเท้าของอคินทร์ ชายหนุ่มก้มลงหยิบมันขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจจะโยนมันคืนบนกองเอกสาร แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับข้อความและรูปถ่ายที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษนั้นเข้าอย่างจัง
หัวใจของอคินทร์กระตุกวูบ ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตเข้าที่กลางร่าง ร่างสูงโปร่งแข็งค้างเติ่ง ลมหายใจสะดุดกกค้างอยู่ในลำคอ
บนแผ่นกระดาษนั้น คือประวัติการรักษาทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งเมื่อสามปีก่อน ระบุชื่อผู้ป่วยคือ ‘รินรดา’ และถัดลงมาคือเอกสารสูติบัตรพร้อมรูปถ่ายของเด็กชายวัยสามขวบที่มีดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และโครงหน้าพิมพ์เดียวกันกับเขาราวกับถอดแบบออกมาจากบล็อกเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!
ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง สมองที่เคยประมวลผลธุรกิจหลักพันล้านได้อย่างรวดเร็วกลับขาวโพลนว่างเปล่า เสียงหัวใจของตัวเองเต้นโครมครามดังสะท้อนก้องในโสตประสาท ภาพความทรงจำในคืนสุดท้ายก่อนที่เธอจะขอหย่าผุดวาบขึ้นมาในหัว… คืนที่ฝนตกหนัก คืนที่เธอร้องไห้อ้อนวอนขอให้เขาอยู่ด้วยกันสักครั้ง แต่เขาเลือกที่จะสะบัดหน้าหนีแล้วเดินไปหาพราวพิชชาอย่างไร้เยื่อใย
“นี่มัน… อะไรกัน” อคินทร์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
เขากวาดสายตาอ่านตัวหนังสือบรรทัดแล้วบรรทัดเล่าอย่างบ้าคลั่ง วันเดือนปีเกิดของเด็กชายคนนั้น… มันตรงกับช่วงเวลาที่เธอยังคงใช้สถานะภรรยาของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ตรงกับช่วงเวลาที่เธอหายตัวไปจากชีวิตของเขาอย่างไร้ร่องรอยหลังจากวันเซ็นใบหย่า!
รินรดาที่กำลังจะก้าวพ้นประตูห้อง ชะงักฝีเท้าลงเมื่อได้ยินเสียงพึมพำนั้น หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความเย็นเฉียบแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง เธอกลืนน้ำเหนียวลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองภาพเบื้องหน้า
อคินทร์กำลังเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษ ใบหน้าคมคายนั้นซีดเผือด แววตาที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาบัดนี้เบิกกว้างเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ระคนกับความเจ็บปวดล้ำลึกที่ไม่อาจหาคำใดมาอธิบาย
“ริน…” เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากของอคินทร์ มือหนาที่ถือแผ่นกระดาษสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ “เด็กคนนี้… ลูกของใคร… ทำไมเด็กคนนี้ถึงหน้าเหมือนฉัน…”
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเพื่อเรียกความเข้มแข็งทั้งหมดที่มี เธอยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใด ๆ ราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ก่อนจะก้าวเดินกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตสามีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นและทวงแค้น
“เด็กคนนี้ไม่มีพ่อค่ะ… เขาเป็นลูกของฉันคนเดียว และคุณ… ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อเขาด้วยซ้ำนะคะ”
ละอองดาวเดือนเก้าซาบซึ้งใจในทุกยอดวิวและทุกคอมเมนต์ที่ร่วมเดินทางเคียงข้างกันมานะคะ ขอบพระคุณจากใจจริงค่ะ
หย่าให้ขาด แล้วอย่าคิดจะกลับมา•ตอนที่ 9
ความจริงที่ชวนช็อก
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ขาด แล้วอย่าคิดจะกลับมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!