กลิ่นหมึกชั้นดีมักให้ความรู้สึกคล้ายกลิ่นเลือดค้างปี
ความจริงข้อนี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในตำรากฎหมายเล่มใดของต้าเหลียง แต่เป็นสิ่งที่มู่หว่านเอินตระหนักรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณทันทีที่ก้าวผ่านธรณีประตูหออักษรหลวง กลิ่นอายของกระดาษสาสูงค่าผสมผสานกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ลอยอวลอยู่ในความเงียบงันยามราตรี บรรยากาศรอบตัวกดทับลงบนบ่าราวกับมีก้อนหินนับพันชั่งถ่วงไว้
เบื้องหน้าของนางคือความวิจิตรงดงามที่ถูกบิดเบือนอย่างโหดเหี้ยม
ร่างของขุนนางชราผู้ดูแลหออักษรทรุดตัวพับลงกับพื้น พรมทอผืนหนารองรับร่างไร้ลมหายใจที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตราวกับงานศิลปะชิ้นเอก สองแขนถูกไขว้ทาบไว้บนอกอย่างสำรวม ดวงเบิกโพลงสะท้อนภาพเปลวไฟจากคบเพลิงที่วับแหว่งตามแรงลม ร่องรอยของคมมีดที่ลำคอไม่ได้ลึกจนน่าเกลียด แต่มันแม่นยำและเหี้ยมเกรียมในคราเดียว ราวกับมือสังหารผู้นี้ไม่ได้เพียงแค่ปลิดชีพ แต่กำลัง "เขียน" บางสิ่งลงบนร่างกายมนุษย์
"ใต้เท้า... สภาพศพเป็นไปตามที่คุณหนูคาดการณ์ทุกประการขอรับ" เจ้าหน้าที่ชันสูตรเอ่ยรายงานด้วยเสียงสั่นเทา พยายามหลบสายตาไม่มองรอยฉีกขาดบนเสื้อคลุมไหมปักลายเมฆ
มู่หว่านเอินไม่ได้ตอบคำสายตาคมกริบใต้กรอบหน้าอันนิ่งสงบกวาดสำรวจทุกรายละเอียด นางก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่ส่งเสียง ร่างเพรียวในชุดคลุมสีเข้มเคลื่อนไหวด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำแตะลงที่ขอบกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งถูกเสียบไว้อย่างจงใจระหว่างนิ้วมือที่แข็งทื่อของศพ
บนกระดาษแผ่นนั้น มีตัวอักษรหวัดแกมบรรจงที่เขียนด้วยหมึกจีนชั้นดี ร่ายร้อยเป็นบทโคลงสี่สุภาพที่อ่านแล้วชวนให้ขนลุกเกรียว
*‘บุปผาร่วงโรยยามราตรี...
ดวงหน้างามงอนไร้ลมหายใจ
รอยเลือดคือบทกวีที่ร้อยไว้...
รอผู้รู้ใจมาไขปริศนา’*
รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของอัยการสาวแวบหนึ่ง นางเกลียดบทกวี... เกลียดความฟุ่มเฟือยของถ้อยคำที่มักถูกใช้บิดเบือนความจริงทางกฎหมาย แต่วันนี้ บทกวีกลับกลายเป็นเครื่องมือท้าทายอำนาจรัฐอย่างโจ่งแจ้ง
"ช่างเป็นฆาตกรที่มีรสนิยมต่ำช้าเสียจริง" น้ำเสียงนุ่มทุบทว่าแฝงความเยียบเย็นดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังชั้นตำรา
มู่หว่านเอินไม่แม้แต่จะสะดุ้ง นางชักมือกลับแล้วหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนอย่างรวดเร็วราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
ภายใต้แสงเงาสลัวของคบเพลิง ร่างโปร่งในอาภรณ์สีขาวปักลายกอไผ่ก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า พัดจีบในมือถูกคลี่ออกเบาๆ ใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าแววตาดำมืดคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
ไป๋จิ่นเฉิง—นักกวีหลวงผู้มีชื่อเสียงระบือไกล และเป็นบุคคลที่ราชสำนักมักเรียกหาเมื่อเกิดคดีแปลกประหลาด
"หออักษรหลวงยามวิกาลไม่ใช่สถานที่สำหรับคนว่างงานที่จะมาเดินชมงานศิลปะกระดาษและหยดเลือดหรอกนะ ท่านนักกวีไป๋" มู่หว่านเอินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิทไร้ความเกรงกลัว เจือไปด้วยความระแวงระวังอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋จิ่นเฉิงหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นทุ้มนุ่มน่าฟังแต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งอึดอัด เขาป้องมือคารวะตามมารยาท ทว่าสายตากลับกวาดมองไปที่ศพและกระดาษโคลงกลอนในมือของนางด้วยความสนใจใคร่รู้ราวกับแมวที่กำลังจ้องมองหนูตกหลุมพราง
"คุณหนูมู่กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงได้กลิ่นหอมของหมึกชั้นดีที่ลอยมาตามลม... น่าเสียดายที่หมึกถ้วยนี้ถูกเจือปนด้วยกลิ่นคาวเลือดเสียแล้ว" ไป๋จิ่นเฉิงก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ "อีกอย่าง โคลงกลอนบทนั้นเขียนได้ไม่เลวเลยทีเดียว แม้ฉันทลักษณ์จะบกพร่องไปบ้างในบาทที่สาม แต่ความตั้งใจที่จะสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างท่าน... ถือว่ามีความพยายามสูง"
"ความพยายามในการฆ่าคนแลกกับการแต่งกลอนห่วยๆ งั้นหรือ" มู่หว่านเอินสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตหรี่ลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ข้าไม่สนใจว่าบทกวีนี้จะมีความหมายลึกซึ้งเพียงใด หรือท่านจะมองเห็นความสุนทรีย์บ้าบออะไรในนี้ สิ่งที่ข้าเห็นมีเพียงฆาตกรโรคจิตที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิตบนลานประหาร"
"ท่านใจร้อนเกินไปแล้ว อัยการมู่ผู้เคร่งครัด" ไป๋จิ่นเฉิงหุบพัดในมือ เสียงกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ "กฎหมายของท่านมีไว้ลงโทษผู้กระทำความผิด แต่มันไม่เคยสอนให้ท่านมองเห็น *'เจตนาที่แท้จริง'* ที่ซ่อนอยู่หลังคมมีดหรอก"
"กฎหมายมีไว้พิสูจน์ความจริงด้วยตรรกะและพยานหลักฐาน ไม่ใช่การตีความอักษรเพ้อเจ้อของคนเสียสติ"
"ถ้าเช่นนั้น..." ไป๋จิ่นเฉิงโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนนางต้องผงถอยหลังไปครึ่งก้าว รอยยิ้มบนมุมปากของเขาลึกล้ำขึ้น แววตาดำมืดคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าบึ้งตึงของนางอย่างชัดเจน "ท่านลองพลิกกระดาษแผ่นนั้นดูสิครับ... แล้วท่านจะรู้ว่า บางทีความจริงที่ท่านตามหา อาจไม่ได้ซ่อนอยู่บนตัวศพ แต่กำลังรอให้เราอ่านมันในบรรทัดสุดท้าย"
มู่หว่านเอินขมวดคิ้วมุ่น แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่สัญชาตญาณเตือนนางว่าชายผู้นี้ไม่ได้พูดเล่น นางก้มลงมองกระดาษในมืออีกครั้ง แล้วค่อยๆ พลิกมันพลิกกลับด้าน
แสงไฟจากคบเพลิงส่องกระทบตัวอักษรหมึกจางๆ ที่เขียนด้วยลายมืออีกชุดหนึ่งที่ด้านหลัง ซึ่งถูกซ่อนไว้ด้วยความแนบเนียน
มันไม่ใช่โคลงกลอน... แต่มันคือชื่อ
ชื่อของบุคคลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน—ชื่อของบิดามู่หว่านเอินเอง
ลมหายใจของอัยการสาวสะดุดกึกในอก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่กระดูกสันหลัง ในขณะที่ไป๋จิ่นเฉิงโน้มตัวกระซิบเบข้างหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจของภูตผี
"ดูเหมือนว่า... บทละครฉากนี้ เขาไม่ได้เขียนไว้ให้เหยื่อ แต่เขียนไว้ให้ 'เหยื่อรายต่อไป' ต่างหากล่ะครับ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ร้อยบทกลอนซ่อนรอยเลือด•ตอนที่ 1
โคลงกลอนบนร่างไร้ลมหายใจ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้อยบทกลอนซ่อนรอยเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
