กลิ่นอายโลหิตและกลิ่นคาวฝุ่นผงจากมหาสงครามชิงแดนลับเมื่อชั่วยามก่อนยังไม่ทันจางหาย บรรยากาศรอบกายก็ถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงัดอันเยียบเย็นของราตรีกาล ดวงจันทร์สีเงินยวดยวงลอยเด่นอยู่กลางนภากว้าง สาดแสงเรืองรองทาบทับลงบนผืนป่าหินโบราณราวกับถูกเคลือบด้วยละอองน้ำค้างแข็ง
ภายในถ้ำลับแลที่ถูกปกป้องด้วยค่ายกลพรางตาอันซับซ้อน หลี่เฟิงนั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณ เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม สะท้อนแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของผนังถ้ำ ร่างกายของเขาผ่านศึกหนักมานับครั้งไม่ถ้วน เส้นชีพจรลมปราณระอุร้อนดั่งเตาหลอมหลอมเหล็กกล้า พลังปราณฟ้าดินทะลักทะลายเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างบ้าคลั่ง
ทว่า ในห้วงจิตสำนึกของมหาเทพกระบี่ผู้กลับชาติมาเกิด กลับมิได้มีเพียงความเร่าร้อนของการทะลวงขอบเขต หากแต่ยังมีเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ของสตรีผู้หนึ่งที่สลักแน่นอยู่ในห้วงคำนึง
"เจ้าฝืนควบคุมพลังถึงขีดจำกัดอีกแล้ว..."
เสียงหวานใสราดรดด้วยความเย็นชาตามธรรมชาติเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ยากจะซ่อนเร้น ไป๋อวี๋ชิงก้าวเดินออกมาจากมุมมืดของถ้ำ อาภรณ์สีขาวดุจหิมะบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบตัวนาง เส้นผมสีดำสนิทดุจหมึกจีนทิ้งตัวยาวคลอเคลียแผ่นหลังระหง ทว่าแววตาคู่คมคายที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนลึกซึ้งยามทอดมองบุรุษตรงหน้า
หลี่เฟิงลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาสีดำสนิทดุจห้วงอเวจีปรากฏประกายแสงประหลาดวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่ง เขายิ้มบางๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
"สำหรับข้า วิถีเซียนคือการฝืนลิขิตสวรรค์... แต่การได้ปกป้องเจ้า มิใช่ภาระ หากแต่เป็นเจตจำนงเดียวที่ข้ามิอาจปล่อยให้หลุดมือไปได้"
คำพูดของหลี่เฟิงมิใช่คำหวานที่ใช้เกี้ยวพาราสี หากแต่เป็นสัจธรรมจากก้นบึ้งของหัวใจที่ผ่านประสบการณ์ข้ามภพข้ามชาติมานับไม่ถ้วน ไป๋อวี๋ชิงชะงักงัน หัวใจดวงน้อยที่ปิดตายมาตลอดชีวิตภายใต้เงาของสำนักกระบี่เหมันต์ กลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นางเป็นถึงนางเซียนผู้สูงส่ง ผู้คนนับหมื่นในยุทธภพต่างก้มหัวคำนับด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง ไร้ซึ่งบุรุษใดในใต้หล้าที่อยู่ในสายตาของนาง
ทว่า... บุรุษผู้นี้กลับกล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนางท่ามกลางมหาสงครามกลางแดนลับ ยอมเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับบรรพจารย์โดยไม่กะพริบตา
ไป๋อวี๋ชิงก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย กลิ่นอายความเย็นชาประจำตัวถูกแทนที่ด้วยความเปราะบางและอ่อนหวานอย่างที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็น นางย่อกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าหลี่เฟิง นิ้วเรียวดุจหยกขาวเอื้อมออกไปสัมผัสแก้มสากที่มีรอยแผลเป็นจากคมดาบแผ่วเบา สัมผัสรื้นร้อนจากผิวเนื้อของเขาทำให้หัวใจของนางอุ่นวาบ
"เจ้าคนดื้อรั้น..." ไป๋อวี๋ชิงพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "เจ้ารู้หรือไม่... วินาทีที่เจ้ากระโจนเข้าไปรับกระบี่โลหิตทลายฟ้าแทนน I นั้น หัวใจของข้า... เกือบจะหยุดเต้นไปชั่วนิรันดร์"
หลี่เฟิงเอื้อมมือหนาไปกุมมือเรียวนุ่มของนางไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านไปยังปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของนาง ดวงตาทั้งสองสบประสานกันท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาพอดี ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง ไม่มีเสียงลม ไม่มีเสียงสรรพสิ่งรอบกาย มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
"ข้าเคยสูญเสียทุกสิ่งในชาติภพก่อน..." หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น แววตาทอดมองนางด้วยความลึกซึ้ง "ข้าเคยเป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเก้าชั้นฟ้า ทว่าความยิ่งใหญ่นั้นกลับว่างเปล่า ไร้ซึ่งผู้เคียงข้าง ไร้ซึ่งความหมายใดๆ จนกระทั่งข้าได้พบเจ้า... อวี๋ชิง เจ้าคือปาฏิหาริย์เดียวที่สวรรค์เมตตาประทานให้ข้าในชาตินี้"
น้ำตาหยดหนึ่งเอ่อคลอหน่วยตาคู่สวยของไป๋อวี๋ชิง ก่อนจะร่วงหล่นลงมาตามเรียวแก้มเนียนดุจไข่มุก หลี่เฟิงใช้นิ้วโป้งเกลี่ยหยาดน้ำตานั้นออกอย่างทะนุถนอม ราวกับนางคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในจักรวาล
"ข้า ไป๋อวี๋ชิง ขอสาบานต่อหน้าแสงจันทร์และดวงดารา ณ ที่นี้..." นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื้นตัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคง ดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของหลี่เฟิงอย่างชัดเจน "ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นอุปสรรคขัดขวางใด หรือแม้แต่ทัณฑ์สวรรค์ที่ประกาศิตให้เราต้องแตกดับ... ข้าจะไม่ขอแยกจากท่าน ไม่ว่าภพชาตินี้หรือภพชาติไหน หัวใจและกระบี่ของข้า จะขอเคียงข้างปกป้องวิถีของท่าน... ตราบจนสิ้นลมหายใจ"
คำสาบานใต้แสงจันทร์ดังก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน ทันใดนั้น ปราณกระบี่เหมันต์ในร่างกายของไป๋อวี๋ชิงก็เกิดการสั่นพ้องกับเคล็ดวิชาเก้าสวรรค์ของหลี่เฟิง แสงสีเงินและแสงสีทองประกายเจิดจรัสพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาราวกับมังกรและหงส์ที่กำลังเริงระำรำแพนเข้าหากัน พลังปราณทั้งสองสายหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นคลื่นพลังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขา
หลี่เฟิงดึงร่างอรชรเข้ามาโอบกอดไว้แนบอก ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากเนียนมนของนางอย่างอ่อนโยนและมั่นคง ทั้งสองหลอมรวมจิตวิญญาณเข้าหากันผ่านวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร พลังปราณที่เคยติดขัดของหลี่เฟิงทะยานผ่านจุดตันเถียนขั้นที่เก้า ทะลวงสู่ขอบเขตแดนยุทธ์แท้จริงขั้นสมบูรณ์แบบในชั่วพริบตาเดียว!
บรรยากาศภายในถ้ำอบอวลด้วยความหวานล้ำและพลังอันไร้ขีดจำกัด ทว่า... ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน
*เปรี้ยง!*
เสียงอสนีบาตคำรามก้องฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น ทั้งที่เมื่อครู่ยังเป็นท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก แสงจันทร์สีเงินยวดยวงพลันถูกกลืนกินด้วยกลุ่มเมฆหมอกสีดำทมิฬที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดุจภูตผีปีศาจ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านกดทับลงมาบนค่ายกลพรางตาจนแตกร้าวเป็นรอยแยก
ไป๋อวี๋ชิงขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณนางเซียนเตือนภัยพุ่งพล่านถึงขีดสุด นางสะบัดข้อมือเรียกกระบี่เหมันต์มาถือไว้ในมือทันที
หลี่เฟิงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตาสนุกสนานและเย่อหยิ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขากวาดสายตามองออกไปนอกปากถ้ำ ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล เงาร่างนับร้อยสายกำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง กลิ่นอายสังหารอันเหี้ยมเกรียมแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ
และที่ด้านหน้าสุด... เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีทองลายพยัคฆ์เพลิง กำลังยืนไขว่ห้างอยู่บนยอดไม้ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของคนทั้งคู่ต้องสะดุด
"ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นคู่รักที่ซาบซึ้งใจเสียจริง... น่าเสียดายนัก ที่คำสาบานใต้แสงจันทร์ของพวกเจ้า จะต้องกลายเป็น 'คำสาปแห่งความตาย' ณ บัดนี้!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ส่งแรงใจ และอินไปกับความรักและวิถียุทธของหลี่เฟิงและไป๋อวี๋ชิงมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 33
คำสาบานใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!