สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า•ตอนที่ 1

ฟื้นคืนชีพในร่างสวะ

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นคาวเลือดที่คลุ้งคละอยู่ทั่วโพรงจมูก คือสิ่งแรกที่ปลุกประสาทสัมผัสอันด้านชาของหลี่เฟิงให้ตื่นขึ้น ความเจ็บปวดรวดร้าวราལ་กับร่างถูกฉีกกระชากออกเป็นพันๆ ชิ้นแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน เส้นชีพจรทั่วร่างตีบตันราวกับถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนแห่งความตาย ทว่าภายใต้เปลือกตาที่หนักอึ้งดุจดั่งขุนเขา จิตวิญญาณที่เคยผсานผ่านมหาสงครามสวรรค์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน กลับกำลังลุกโชนขึ้นด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นอันเยือกเย็นและทรงพลัง "มันยังไม่ตาย! ไอ้ขยะตระกูลหลี่ตัวนี้หนังเหนียวเสียจริง!" เสียงสบถหยาบโลนดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกที่ท้องน้อยอย่างรุนแรง ความจุกเสียดแล่นพล่านจนหลี่เฟิงต้องสำลักลิ่มเลือดสีดำออกมาคำโต ร่างกายผอมโซไร้เรี่ยวแรงนี้ถูกกดทับอยู่บนพื้นดินโคลนอันเย็นเยียบของลานประลองสำนัก ท่ามกลางเสียงหัวร่อเยาะเย้ยของเหล่าศิษย์สายตรงนับร้อยชีวิตที่ยืนล้อมวงมองดูเขาดั่งสุนัขข้างถนน หลี่เฟิงหรี่ตาลงมองภาพเบื้องหน้าอย่างยากลำบาก สมองของเขาในยามนี้กำลังหลอมรวมความทรงจำสองชุดเข้าด้วยกัน ชุดหนึ่งคือความทรงจำของ 'หลี่เฟิง' ศิษย์สายรองผู้ไร้รากปราณ ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะหายใจร่วมกับผู้อื่น และอีกชุดหนึ่ง...คือมหาเทพกระบี่หลี่เฟิง ผู้เคยเหยียบย่ำ9ชั้นฟ้า ครองความเป็นใหญ่ในดินแดนเซียนโบราณ ก่อนจะถูกหักหลังและลอบสังหารโดยสหายสนิทในคืนที่ดาราดับแสง "พี่ใหญ่... ข้าว่าพอเถอะ หากซ้อมมันจนตายตอนนี้ พวกผู้อาวุโสอาจจะเข้ามาตรวจสอบได้" ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยท้วงด้วยน้ำเสียงหวาดระแวงเล็กน้อย หลี่เจี้ยน บุตรชายของผู้อาวุโสใหญ่ ผู้ถือครองปราณแท้จริงขั้นที่สาม ยืนค้ำหัวมองร่างที่นอนแร้นแค้นของหลี่เฟิงด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ เขายกเท้าขึ้นเหยียบลงบนใบอกซ้ายของหลี่เฟิง ออกแรงกดจนกระดูกซี่โครงส่งเสียงลั่นดังกรอบราวกับจะหักสะบั้น "ตรวจสอบหรือ? ฮ่าๆๆๆ เจ้าโง่นี่มันเป็นแค่ขยะไร้รากปราณ ไร้ค่าเสียยิ่งกว่ามดปลวกในสำนัก แม้แต่สุนัขเฝ้าประตูยังมีความสำคัญต่อตระกูลมากกว่ามัน การที่ข้าสงเคราะห์สั่งสอนมันในวันนี้ ถือเป็นการทำความสะอาดสำนักต่างหากเล่า!" หลี่เจี้ยนหัวเราะรơiรันอย่างลำพองใจ สายตาจดจ้องมองร่างที่นอนหายใจรวยรินเบื้องล่างด้วยความสะใจ หลี่เฟิงไม่ได้เปล่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมาแม้แต่แอะเดียว ความเจ็บปวดทางกายในยามนี้เทียบไม่ได้เลยกับความอัปยศอดสูที่จิตวิญญาณระดับมหาเทพต้องแบกรับ ดวงตาคู่คมที่เคยหม่นหมอง บัดนี้กลับฉายประกายแสงสีทองเรืองรองจางๆ ลึกเข้าไปในม่านตา คมกริบราวกับกระบี่เทพที่ถูกชักออกจากฝักหลังจากหลับใหลมานับหมื่นปี *สวะงั้นหรือ? ปราณพิการงั้นหรือ?* หลี่เฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าแต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว จนทำให้หลี่เจี้ยนที่กำลังได้ใจถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ขนลุกซู่ขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ราวกับว่าเท้าที่เหยียบอยู่บนอกของอีกฝ่ายไม่ได้กำลังเหยียบย่ำขยะมนุษย์ แต่กำลังเหยียบอยู่บนคอของพยัคฆ์ร้ายที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อให้จมเขี้ยว "เจ้า... หัวเราะอะไรของมันวะ!" หลี่เจี้ยนรู้สึกเสียหน้า เขาเพิ่มแรงกดที่เท้ามากขึ้นจนเลือดสดๆทะลักออกจากมุมปากของหลี่เฟิงอีกระลอก "หลี่เจี้ยน..." น้ำเสียงที่แหบแห้งเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่ากลับกังวานสะท้อนไปทั่วบริเวณราวกับเสียงคำรามจากขุมนรก "เท้าสกปรกของเจ้า... กล้าดียังไงมาเหยียบย่ำร่างของนายเหนือหัวเช่นข้า" สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบลานประลองก็พลันเปลี่ยนแปรเป็นหนתาวเหน็บราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี ปราณฟ้าดินที่เคยนิ่งสงบ กลับปั่นป่วนหมุนวนเข้าหาศรีกบาลของหลี่เฟิงอย่างบ้าคลั่ง ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งพลันปรากฏเมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาอย่างไร้ที่มา "มัน... มันเกิดอะไรขึ้น?" เหล่าศิษย์ที่ยืนล้อมรอบต่างหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวอย่างกะทันหัน แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของหลี่เฟิงในยามนี้หนักอึ้งดุจขุนเขาไท่ซานกดทับลงบนบ่าของทุกคนจนแทบทรุดเข่าลงไปกองกับพื้น หลี่เจี้ยนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารีบชักเท้ากลับโดยอัตโนมัติ สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอันตรายถึงชีวิตที่กำลังคืบคลานเข้ามา "เป็นไปไม่ได้! ชีพจรมันถูกทำลายไปแล้ว รากปราณของมันพินาศสิ้นแล้ว เหตุใด... เหตุใดมันถึงยังมีกลิ่นอายที่น่ากลัวเช่นนี้ได้!" หลี่เฟิงใช้สองมือยันกายลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความหวาดผวา ร่างกายที่สะท้านสะเทือนไปด้วยบาดแผลกลับตั้งตรงมั่นคงดุจเสาหินค้ำฟ้า แววตาของเขาในยามนี้เยียบเย็น ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับเทพเซียนมองลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อพิพากษาเหล่ามดปลวกเบื้องล่าง วิชาบำเพ็ญ "คัมภีร์วิถีสวรรค์กลืนนภา" ถูกขับเคลื่อนขึ้นในตันtian (จุดตันหยวน) ที่เคยแห้งเหือด พลังปราณฟ้าดินที่กระจัดกระจายพากันทะลักเข้าสู่ร่างของหลี่เฟิงราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ซ่อมแซมเส้นชีพจรที่ขาดวิ่นและชำระล้างไขกระดูกใหม่อย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ นี่คือวิถีแห่งการฝืนลิขิตฟ้า! ในเมื่อสวรรค์มอบร่างสวะนี้ให้เขา เขาก็จะใช้ร่างสวะนี้แหละ เหยียบย่ำบัลลังก์ของพวกมันให้ราบเป็นหน้ากลอง! หลี่เฟิงกวาดสายตาคมกริบมองไปยังหลี่เจี้ยนที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยสังหารและอำนาจอันล้นเหลือ "หลี่เจี้ยน... เมื่อครู่นี้ เจ้าบอกว่าจะสั่งสอนข้าใช่หรือไม่?" น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมรา과ใบมีดโกนบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของทุกคนในที่นั้น ขณะที่หลี่เฟิงก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าทีละก้าว พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของเขาก็แตกละเอียดเป็นจุล พร้อมๆ กับที่กระบี่ไร้ลักษณ์ในห้วงจิตวิญญาณเริ่มส่งเสียงร้องคำรามก้อง สะท้อนกังวานไปทั่วทั้งสำนักตระกูลหลี่ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะโปรยปราย ก็พลันปรากฏขึ้นบนยอดกำแพงสูงลิ่ว นางเซียนผู้เยือกเย็นและงดงามล่มเมือง ถือกระบี่เรียวบางสะท้อนแสงจันทร์ในยามวิกาล ดวงตาคู่สวยคู่นั้นกวาดมองลงมายังลานประลอง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลี่เฟิงด้วยแววตาที่ไหววูบเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีเซียนนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิญญาณเซียน ทะยานสู่บัลลังก์ฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%