รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 52

ความจริงเปิดเผยหมดเปลือก

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“คุณหญิงคิดจริงๆ หรือคะว่าความเงียบจะกลบฝังทุกอย่างได้มิด... ในเมื่อคราบเลือดบนสร้อยเส้นนั้นมันยังคงเต้นเร่าอยู่ในความทรงจำของดิฉันทุกค่ำคืน” รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องโถงกว้างของคฤหาสน์ตระกูลอัครเดชโภคิน เธอไม่ได้ตะโกน แววตาของเธอสงบนิ่งดั่งผิวน้ำที่ซ่อนพายุหมุนไว้เบื้องล่าง มือที่ประสานกันบนตักสั่นไหวน้อยๆ แต่เธอสะกดมันไว้ด้วยความหยิ่งทะนง คุณหญิงมณีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุพกำมะหยี่สีเลือดนกเพียงแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแห้งแล้งและเย็นเยียบราวกับเศษแก้วที่บาดลึกในอากาศ ท่านยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงบนจานรองด้วยจังหวะที่จงใจให้เกิดเสียงกระทบกันเบาๆ “ความจริงเป็นเรื่องของมุมมอง รินรดา” คุณหญิงมณีตอบโดยไม่แม้แต่จะปรายตามามอง “สิ่งที่เธอเรียกว่าความยุติธรรม สำหรับคนในระดับเดียวกับฉัน มันเป็นเพียงความวุ่นวายที่ไร้สาระ ชีวิตคนเราก็เหมือนหมากบนกระดาน บางตัวต้องยอมสละเพื่อรักษาความสง่างามของตระกูลเอาไว้ เธอควรจะขอบคุณฉันด้วยซ้ำที่เลือกเก็บเธอไว้ในกรงทองแห่งนี้” ธันวาที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ด้านหลัง ขยับตัวเพียงเล็กน้อย แรงกดดันในห้องพุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก ทนายความหนุ่มส่งสัญญาณผ่านสายตาให้รินรดา เขาควักแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำออกมาวางลงบนโต๊ะไม้ตัวยาว เสียงปึกของเอกสารดังก้องสะท้อนไปมา “ถ้าอย่างนั้น มุมมองเรื่องการฉ้อโกงและบันทึกการโอนเงินเข้าบัญชีลับในต่างประเทศเมื่อสิบห้าปีก่อนล่ะคะ คุณหญิงจะมองมันเป็นเพียงหมากที่ต้องสละด้วยหรือเปล่า?” ธันวาถาม น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมของมีดโกน คุณหญิงมณีชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยนิ่งสนิทเริ่มวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ใบหน้าเคร่งขรึมจะกลับมาเรียบตึงราวกับสวมหน้ากาก “พวกเธอคิดว่าเอกสารแค่ไม่กี่แผ่นจะทำลายตระกูลอัครเดชโภคินได้งั้นหรือ? พวกเธอไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้” “ดิฉันรู้เพียงอย่างเดียวค่ะ” รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของคุณหญิง “ดิฉันรู้ว่าพ่อแม่ของดิฉันไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ และรอยจารึกในม่านหมอกที่ท่านพยายามปิดบังมาตลอดชีวิต... วันนี้มันถึงเวลาที่จะต้องถูกแดดเผาจนมอดไหม้แล้ว” เธอวางภาพถ่ายใบหนึ่งลงบนโต๊ะ มันเป็นภาพถ่ายเก่าที่เปื้อนคราบจางๆ เป็นภาพของคนสามคนที่ยืนยิ้มให้กล้องหน้าสถานีตำรวจในวันที่ฝนตกหนัก วันที่ชีวิตของรินรดาพังทลายลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ คุณหญิงมณีจ้องมองภาพนั้น มือที่ถือถ้วยชาเริ่มสั่นจนน้ำชากระฉอกออกมาเปื้อนผืนผ้าปูโต๊ะลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ท่านเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด ความเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะป้องกันเริ่มแตกร้าว “เธอ... เธอได้สิ่งนี้มาจากไหน” เสียงของคุณหญิงแผ่วพร่าจนแทบขาดหาย “จากคนที่ท่านเคยคิดว่าจงรักภักดีที่สุดยังไงล่ะคะ” ธันวาเสริมพลางก้าวเข้ามาขนาบข้างรินรดา “คุณลุงสมบูรณ์ไม่ได้ตายไปพร้อมกับความลับ ท่านทิ้งพินัยกรรมฉบับที่แท้จริงไว้กับทนายประจำตัวที่ท่านเกลียดที่สุด... คนเดียวกับที่ดิฉันกำลังทำงานให้ในตอนนี้” บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่เคยดูมีอำนาจกลับกลายเป็นความเงียบที่น่าสังเวช รินรดาสังเกตเห็นน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาของคุณหญิง แต่มันไม่ใช่ความเสียใจ มันคือความหวาดกลัว... หวาดกลัวต่ออำนาจที่กำลังจะหลุดลอยไป “การเปิดเผยเรื่องนี้จะทำลายชื่อเสียงของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ตัวเธอเอง รินรดา!” คุณหญิงมณีพยายามตะคอกกลับด้วยเสียงที่สั่นเครือ “เธอคิดหรือว่าถ้าคนทั้งเมืองรู้ว่าตระกูลของเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย เธอจะยังยืนหยัดอยู่ได้?” รินรดาคลี่ยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่เศร้าสร้อยและเปี่ยมด้วยความปลดปล่อย เธอหันไปมองธันวา ก่อนจะหันกลับมาสบตาหญิงสูงวัยตรงหน้าด้วยความเด็ดเดี่ยว “ดิฉันไม่เคยต้องการชื่อเสียงนั่นมาตั้งแต่ต้นค่ะ สิ่งที่ดิฉันต้องการคือการคืนความยุติธรรมให้ดวงวิญญาณที่ท่านพรากไป... แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องพังทลายทุกอย่างรวมถึงตัวดิฉันเองก็ตาม” รินรดาหยิบเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ กดปุ่มหยุดทำงานแล้วเก็บมันลงในกระเป๋าถือพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นด้วยความสง่างามที่เปี่ยมไปด้วยพลัง “เอกสารฉบับนี้พร้อมกับคำสารภาพทั้งหมดของท่าน กำลังถูกส่งตรงไปยังสถานีตำรวจในอีกไม่ถึงสิบนาทีข้างหน้า โดยคนของดิฉันเอง” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงทุบประตูห้องทำงานอย่างบ้าคลั่ง คุณหญิงมณีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ท่านทรุดตัวลงกับเก้าอี้ด้วยความหมดแรง รินรดาหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินออกไปจากห้องที่เสมือนกรงขังแห่งนี้ แต่ในจังหวะที่มือของเธอสัมผัสลูกบิดประตู เสียงโทรศัพท์มือถือของธันวาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น เขารับสาย ฟังเพียงครู่เดียวใบหน้าคมเข้มก็เปลี่ยนเป็นสีขาวซีดก่อนจะสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง “ริน... คนที่ส่งเอกสารไปให้ตำรวจ... ไม่ใช่คนของเรา” รินรดาขมวดคิ้วแน่นด้วยความสับสน แต่ก่อนที่เธอจะได้ถามอะไรออกไป ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทอยู่ก็ถูกผลักเปิดออกกว้างโดยแรงมหาศาล พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดเครื่องแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะมายืนอยู่ ณ จุดนี้... พ่อของเธอ... ผู้ที่เธอเชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสิบห้าปีก่อน! กำมะหยี่สีแดงขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความล้างผลาญมาจนถึงจุดวิกฤตินี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%