รอยจารึกในม่านหมอก•ตอนที่ 47

ความอ่อนแอของศัตรู

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
เสียงแก้วคริスタルกระทบกับขอบโต๊ะหินอ่อนดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่าในห้องทำงานที่เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจ มันกลับบาดลึกราวกับเสียงกรีดร้องของโลหะ คุณหญิงมณีไม่ได้มองหน้าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม สายตาของท่านจดจ้องอยู่กับคราบของเหลวสีอำพันที่กระเซ็นเปื้อนบนผ้าปูโต๊ะราคาแพง นิ้วมือที่สวมแหวนเพชรกำรอบก้านแก้วแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด รอยยิ้มเยือกเย็นที่เคยใช้ประดับใบหน้ามานานหลายสิบปี บัดนี้บิดเบี้ยวเล็กน้อยตรงมุมปาก ราวกับหน้ากากปูนปั้นที่กำลังโดนความร้อนแผดเผาจนแตกร้าว "เธอคิดว่าตัวเองฉลาดนักใช่ไหม รินรดา" น้ำเสียงนั้นไม่ดัง แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่สะสมมาจากการสูญเสียการควบคุมทีละน้อย คุณหญิงมณีเงยหน้าขึ้น ดวงตาฝ้าฟางตามวัยแต่ยังคงความดุดดันจ้องเขม็งไปยังหญิงสาวผู้มีใบหน้านิ่งสงบราวกับผืนน้ำในคืนไร้จันทร์ รินรดาเพียงแต่วางเอกสารในมือลงบนโต๊ะ ช้าๆ และมั่นคง "ดิฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองฉลาดค่ะ คุณหญิง... ดิฉันเพียงแต่เดินตามรอยเท้าของความจริง ที่ท่านพยายามกลบฝังมันไว้ใต้กองม่านหมอกมาตลอดก็เท่านั้นเอง" รินรดาเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น แต่แฝงไปด้วยความเยียบเย็นที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดลงไปถนัดตา ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มันคือความอึดอัดที่กดทับหัวใจของคนทั้งคู่ ธันวาซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างรินรดาขยับตัวเล็กน้อย สายตาคมกริบมองประเมินท่าทีของผู้อาวุโสตรงหน้า ทนายความหนุ่มรู้ดีว่ารอยร้าวในท่าทีเย่อหยิ่งของคุณหญิงมณีในตอนนี้ ไม่ใช่ความอ่อนแอที่เกิดจากความเมตตา แต่มันคือความหวาดกลัว—ความหวาดกลัวต่อการล่มสลายของอาณาจักรที่นางใช้ชีวิตทั้งชีวิตแลกมา "ความจริงงั้นหรือ..." คุณหญิงมณีหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบแห้งและแหาดเครือ ไม่เหลือเค้าโครงของผู้หญิงทรงอิทธิพลที่ผู้คนต่างก้มหัวให้อีกต่อไป "โลกใบนี้ไม่เคยมีความจริง รินรดา มีเพียงแค่ใครกุมอำนาจไว้ในมือต่างหาก และตอนนี้... แกก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่กำลังเล่นกับไฟกองใหญ่" "ถ้าไฟกองนี้มันจะเผาผลาญทุกอย่าง รวมถึงตัวดิฉันด้วย... ดิฉันก็ยินดีค่ะ" รินรดาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาสบประสานกับอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง "อย่างน้อยที่สุด ในกองเถ้าถ่านนั้น ความจริงก็จะยังคงอยู่ และชื่อของครอบครัวดิฉัน จะได้รับการชำระล้าง" มือของคุณหญิงมณีสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ปลายนิ้วที่เคยควบคุมทุกความเคลื่อนไหวในตระกูลใหญ่ บัดนี้กลับควบคุมแม้กระทั่งการทรงตัวของแก้วในมือไม่ได้อีกต่อไป น้ำในแก้วกระฉอกออกมาอีกหยด สัญลักษณ์อันเงียบงันของการสูญเสียการควบคุมที่เริ่มต้นขึ้นจากภายใน ธันวาสสังเกตเห็นความผิดปกตินั้น เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เฉียบคม "คุณหญิงกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นของคณะกรรมการบริหารแล้วนะครับ เอกสารชุดที่เรายื่นให้ ป.ป.ช. เมื่อช่วงเช้า ไม่ใช่แค่คำกล่าวหาลอยๆ แต่มันมีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงบัญชีลับของคุณหญิงโดยตรง... การปฏิเสธในชั้นศาลคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป" คำว่า 'บัญชีลับ' ทำเอาลมหายใจของคุณหญิงมณีสะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจที่พยายามซ่อนไว้ไม่มิด นั่นคือจุดอ่อนที่สุด... สิ่งที่นางปกปิดยิ่งชีพ "พวกแก... กล้ามากนะ..." คุณหญิงมณีกัดฟันกรอด เสียงกระซิบลอดไรฟันเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย ร่างกายที่เคยตั้งตรงสง่างามเริ่มสั่นเทิ้มด้วยความโกรธเกรี้ยวและตื่นตระหนกที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก "คิดว่าล้มฉันคนเดียวแล้วทุกอย่างจะจบลงอย่างนั้นเหรอ? แกไม่รู้หรอกว่าข้างหลังฉัน... ยังมีใครอยู่อีก!" รินรดายังคงนิ่งเงียบ นางไม่ได้ตื่นตระหนกกับคำขู่เพราะคาดเดาไว้แล้ว แต่ในใจกลับรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ เมื่อเห็นสภาพของหญิงสูงวัยที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นต้นเหตุแห่งความพินาศของครอบครัว นางเคยคิดว่าความแค้นจะทำให้รู้สึกสะใจเมื่อได้เห็นอีกฝ่ายตกต่ำ แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับมีเพียงความน่าสมเพชและความว่างเปล่า "ท่านจะมีใครอยู่เบื้องหลังอีก... มันก็ไม่สำคัญเท่ากับความผิดที่ท่านได้กระทำลงไปแล้วค่ะ" รินรดาเอ่ยเสียงเบา แต่มันกลับหนักแน่นราวกับค้อนที่ตอกลงบนลิ่มสลัก "ความกลัวที่คุณหญิงกำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น... จากความทุกข์ทรมานที่ครอบครัวดิฉันต้องแบกรับมาตลอดหลายปี" คุณหญิงมณียกมือขึ้นกุมขมับ อาการปวดศีรษะเรื้อรังที่มักจะเล่นงานเวลาเครียดจัดกำเริบขึ้นอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำเก่าๆ ของวันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้นผุดขึ้นมาในหัว เสียงกรีดร้อง เปลวไฟ และความโลภที่บดบังความเป็นมนุษย์ นางพยายามจะปัดมันออกไป แต่ยิ่งพยายาม ภาพเหล่านั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับกรรมตามสนองที่รอเวลาทวงคืน ธันวายื่นมือมาแตะแขนรินรดานิดหน่อย เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าอย่าล้ำเส้นจนเกินไป แม้ว่าศัตรูจะกำลังอ่อนแอ แต่นักกฎหมายหนุ่มย่อมรู้ดีว่า สัตว์ที่จนมุมมักจะดุร้ายและมีสัญชาตญาณในการทำลายล้างสูงที่สุด "เราควรให้เวลาคุณหญิงได้ทบทวนตัวเองสักพักนะครับ" ธันวาเอ่ยเรียบๆ พรางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "เอกสารชุดที่เหลือจะถูกส่งไปยังสำนักงานอัยการในวันพรุ่งนี้ หวังว่าคุณหญิงจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์... ในการเตรียมคำชี้แจง" รินรดาลุกขึ้นตาม นางกวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่าแต่กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น ก่อนจะหันกลับมามองหญิงชราผู้พ่ายแพ้ต่อกาลเวลาและบาปกรรมของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย "ลาก่อนค่ะ คุณหญิงมณี" ทั้งสองหันหลังและก้าวเท้าเดินไปยังประตูทางออก เสียงรองเท้ากระทบพื้นห้องดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบงันที่คุณหญิงมณีนั่งนิ่งเป็นหุ่นปั้นอยู่เบื้องหลัง ไม่มีการรั้งตัว ไม่มีคำขู่เพิ่มเติม มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นที่สะท้อนความตื่นตระหนกของคนที่กำลังจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มือเรียวของรินรดากำลังจะเอื้อมไปหมุนลูกบิดประตู เพื่อก้าวพ้นออกไปจากห้องแห่งพันธนาการนี้ ทว่า— เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่ดังเร่งรีบมาจากทางเดินด้านนอก กลับหยุดชะงักพวกนางไว้เสียก่อน ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของบอดี้การ์ดที่คุณหญิงมณีจ้างไว้ แต่มันคือเสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังปึงปังและเสียงตะโกนแจ้งหมายค้นที่ดังทะลุกรอบบานไม้เข้ามา รินรดาชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตู นางหันกลับไปมองธันวาด้วยความประหลาดใจ ขณะที่คุณหญิงมณีที่นั่งอยู่ด้านในกลับเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม เพราะประตูห้องถูกผลักเปิดออกผางโดยไม่รออนุญาต ร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดในเวลานี้ก้าวเข้ามาพร้อมกับเอกสารหมายศาลในมือ—คนที่เป็นทั้งพันธมิตรที่นางไว้วางใจที่สุด และคนที่จะเป็นผู้ปิดฉากชีวิตของนางลงอย่างถาวรในค่ำคืนนี้ กำมะหยี่สีแดง ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความล้างผลาญนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%