สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 1

การฟื้นคืนชีพของมหาเทพ

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
“โลหิตของมหาเทพ... ไหลรินลงสู่โคลนตมแห่งความเน่าเฟะเช่นนี้ ช่างน่าสมเพชเสียนี่กระไร!” เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังก้องกังวานเสียดแทงโสตประสาท ราวกับคมมีดนับพันเล่มที่กรีดแทงลงบนดวงวิญญาณ ไป๋เฉินสะดุ้งเฮือก ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดราวกับกระดูกทั่วร่างถูกบดละเอียดเป็นผุยผงแผ่ซ่านไปทุกอณูขุมขน กลิ่นอับชื้นของคราบเลือดและหยาดน้ำฝนผสมกลิ่นสาบโคลนคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน นี่ไม่ใช่ดินแดนแห่งความว่างเปล่าที่เขาควรจะดับสูญ และนี่ไม่ใช่ห้วงนิทราอันนิรันดร์ที่สวรรค์เก้าชั้นฟ้ากำหนดไว้ ดวงตาที่เคยปิดสนิทมาเนิ่นนานค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างยากเย็น ภาพเบื้องแรกคือเพดานไม้ผุพังที่มีหยากไย่เกาะกุม แสงสลัวรางยามราตรีสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่ชำรุด เผยให้เห็นห้องหับคับแคบและทรุดโทรมจนแทบไม่ต่างอะไรกับคอกสัตว์ แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าทัศนียภาพรอบกาย คือความทรงจำอันมหาศาลที่หลั่งไหลทะลักเข้ามาในสมองดั่งเขื่อนแตก มหาเทพไป๋เฉิน ผู้กุมชะตากฟ้าดิน บรรลุวิถีเซียนขั้นสูงสุดจนเกือบจะก้าวข้ามวัฏสงสาร กลับถูกหักหลังอย่างเหี้ยมโหดโดยสหายสนิทและคนรักที่เขาไว้ใจที่สุดในวันบรรลุนิติภาวะแห่งพลังวิเศษ พวกมันร่วมมือกันใช้อัขระมารสลายวิญญาณ ผนึกดวงจิตของเขาให้ร่วงหล่นสู่ขุมนรกโลกันตร์ หวังให้เขาแตกดับชั่วนิรันดร์ ทว่า... กฎแห่งฟ้าดินมีหรือจะไร้ทางออก? เสี้ยววิญญาณสุดท้ายที่เหลืออยู่ อาศัยแรงอาฆาตแค้นและเคล็ดวิชาบรรพกาล ทะลวงมิติเวลาข้ามผ่านมายังร่างของ 'ไป๋เฉิน' ศิษย์สายรองแห่งตระกูลไป๋ เมืองเมฆา ผู้ได้รับสมญานามว่าเป็น 'สวะไร้รากปราณ' ผู้ซึ่งเพิ่งถูกซ้อมปางตายและถูกโยนทิ้งไว้ในเรือนร้างหลังนี้อย่างไร้เยื่อใย "ฮึ... ข้ายังไม่ตาย" เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ไป๋เฉินแค่นยิ้มหยันให้กับโชคชะตา รอยยิ้มนั้นงดงามทว่าเยือกเย็นเสียจนบรรยากาศรอบกายอุณหภูมิลดฮวบลงทันבה. เขายันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ แม้กล้ามเนื้อทุกมัดจะประท้วงด้วยความเจ็บปวด แต่สายตาคู่นั้น... สายตาของมหาเทพผู้ผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน กลับเปล่งประกายคมกริบดั่งดาราจักรในยามค่ำคืน ภายในตันเตียน (จุดรวมพลังปราณ) ของร่างนี้ว่างเปล่าและตีบตัน เส้นชีพจรลมปราณถูกสกัดกั้นด้วยพิษร้ายแรงจนแทบพิการ สำหรับคนทั่วไป นี่คือจุดจบที่ไม่มีทางหวนกลับ เป็นความตายทั้งเป็นที่ตระกูลใหญ่ใช้กำจัดเศษสวะที่ไร้ประโยชน์ แต่สำหรับไป๋เฉิน... นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทวงคืน “คิดจะใช้พิษสลายชีพจรเพื่อตัดขาดเส้นทางเซียนของข้า ช่างโง่เขลานัก” ไป๋เฉินหลับตาลงตั้งสติ ดึงเอาเคล็ดวิชา 'คัมภีร์กลืนฟ้าดิน' ที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณดั้งเดิมออกมาใช้ ลมหายใจของเขาเริ่มปรับเข้าสู่จังหวะลึกลับ ท่วงท่าการโคจรพลังปราณเริ่มต้นขึ้นอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง รอบกายของเด็กหนุ่มปรากฏละอองแสงสีทองจาง ๆ ลอยวนเวียนราวกับหมู่ดาวบนนภากาศ ทันใดนั้น ท้องฟ้าด้านนอกที่เคยสงบ กลับแปรปรวนขึ้นอย่างกะทันหัน! *เปรี้ยง! ครืนนน!* สายฟ้าสีครามฟาดผ่าลงมากลางดึก เสียงคำรามของอสุนีบาตสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองเมฆา แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านจากเรือนร้างหลังเล็ก พวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาราวกับมังกรคำราม ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงในจวนตระกูลไป๋ต่างสะดุ้งตื่นจากภวังค์ พวกเขาหันขวับไปยังทิศทางของเรือนร้างด้วยความตื่นตระหนกและหวาดผวา เกิดอะไรขึ้น? พลังปราณอันใดกันที่น่ากลัวถึงเพียงนี้? ภายในเรือนร้าง ไป๋เฉินพ่นโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโต พิษร้ายที่ตกค้างอยู่ในร่างถูกขับออกจนหมดสิ้น เส้นชีพจรที่เคยตีบตันบัดนี้ถูกเปิดออกด้วยพลังปราณอันเกรียงไกร ดวงตาของเขาเปิดกว้างขึ้น รัศมีสีทองเจิดจ้าเปล่งประกายวาบผ่านนัยน์ตา *แคร็ก!* เสียงกำแพงไม้ของเรือนร้างปริแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ จากแรงกดดันที่เขายังควบคุมได้ไม่สมบูรณ์ ขอบเขตพลังของเขาพุ่งทะยานจากคนธรรมดา ก้าวข้ามผ่านเขตแดนหลอมรวมกายา เข้าสู่ขอบเขตกำเนิดปราณขั้นที่หนึ่ง... ขั้นที่สอง... และหยุดลงที่ขั้นที่สามในชั่วพริบตาเดียว! นี่คือความเร็วในการทะลวงพลังที่หากแพร่งพรายออกไป คงทำให้เหล่าผู้อาวุโสทั่วทั้งยุทธภพต้องกระอเลือดด้วยความอิจฉา “ตระกูลไป๋... หนี้แค้นที่พวกเจ้ามอบให้ร่างนี้ ข้าไป๋เฉินจะทยอยชำระคืนทีละคน” เขากล่าวพึมพำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงจิตสังหารที่สามารถแช่แข็งโลหิตได้ทั้งเป็น ทว่า ในขณะที่ไป๋เฉินกำลังจะก้าวเท้าออกจากเรือนร้างเพื่อไปสะبMอัญเชิญกระบี่คู่กาย สายลมรอบตัวก็พลันหยุดนิ่งสนิท กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมันต์ลอยล่องเข้ามาแตะจมูก ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย เงาร่างหนึ่งในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี นางยืนอยู่บนกิ่งไม้ผุพังโดยไม่สร้างแม้แต่เสียงรบกวน เส้นผมสีดำสนิทสยายยาวเคลียแผ่นหลัง ใบหน้างดงามล่มเมืองราวกับภาพวาดของเซียนสาว ทว่ากลับเย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่เคยรู้จักคำว่าอบอุ่น ทว่าดวงตาคู่คมกริบดั่งกระบี่วิเศษคู่นั้น กลับจับจ้องมาที่ไป๋เฉินด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง นางเซียนผู้เยือกเย็นแห่งสำนักกระบี่เมฆา... มู่หรั่นชิง! นางมาทำอะไรที่นี่? และนางล่วงรู้ความลับของการเกิดใหม่ของเขาแล้วหรือ? ไป๋เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย มือขวายื่นออกไปจับความว่างเปล่า เตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ ทว่ามู่หรั่นชิงกลับไม่ได้ชักกระบี่ นางเพียงแต่ก้าวเข้ามาใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลิ่นอายเย็นเยียบของนางโอบล้อมร่างของเขาไว้ “เจ้า... ไม่ใช่สวะคนเดิม” น้ำเสียงหวานใสแต่เยียบเย็นราวน้ำแข็งเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าแฝงด้วยความสั่นเครือเล็กน้อยที่นางพยายามปกปิดไว้ “แล้วเจ้าเล่า... คิดจะมาสังหารข้า หรือมาเพื่อทวงถามสิ่งใดจากมหาเทพผู้นี้” ไป๋เฉินแสยะยิ้มท้าทาย โดยไม่คิดจะปิดบังตัวตนอีกต่อไป ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางเซียนผู้เยือกเย็น ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ มู่หรั่นชิงไม่ตอบ นางก้าวเข้าไปประชิดจนร่างแทบแนบชิด ก่อนจะชักกระบี่ประจำกาย 'เหมันต์โลหิต' ออกจากฝักอย่างกะทันหัน! คมกระบี่สีฟ้าใสทอประกายวาววับ จ่อตรงเข้าที่ลำคอของไป๋เฉินโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย! ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งเซียนนี้ด้วยกันนะคะ - ชิงเสวี่ยเหมันต์ -
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%