"ศิษย์สวะเช่นเจ้า... กล้าดียังไงถึงเอ่ยคำว่า 'ปฏิเสธ' ออกมาจากปากสุนัขเช่นนั้น!"
เสียงตวาดก้องกังวานดั่งอสนีบาตฟาดผ่ากลางลานพิธีทดสอบวิญญาณ แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านกดทับจนแผ่นหินใต้ฝ่าเท้าของเหล่าศิษย์ใหม่แตกร้าวเป็นใยแมงมุม ผู้อาวุโส 'หลี่เทียนป้า' ผู้ควบคุมกฎแห่งสำนักกระบี่เมฆาจ้องมองเด็กหนุ่มเบื้องล่างด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ดั่งอสูรกายกระหายเลือด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ แสดงถึงโทสะที่พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
ทั่วทั้งลานพิธีตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า เหล่าศิษย์ร่วมรุ่นต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ขณะที่เบื้องบนระเบียงหยกขาว เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงต่างนั่งนิ่งงัน สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงนระคนดูแคลน
ทว่า ไป๋เฉิน กลับยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับยอดเขาไท่ซานเผชิญพายุคณาจารย์ แผ่นหลังของเขาเหยียดตรง ดวงตาคู่คมดั่งคมกระบี่โบราณฉายแววเย้ยหยันและเฉยเมยต่ออำนาจเบื้องสูงอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด ร่างกายผอมบางที่ดูราวกับจะหักสะบั้นได้ทุกเมื่อ กลับแผ่กลิ่นอายความทะนงตนชนิดหนึ่งออกมา—กลิ่นอายของผู้ที่เคยเหยียบย่ำอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏสงสาร ผู้ซึ่งไม่เคยคุกเข่าให้แก่สวรรค์และปฐพี เหตุไฉนเลยจะต้องก้มหัวให้แก่ผู้อาวุโสตาแก่ผู้หนึ่ง?
"ผู้อาวุโสหลี่เข้าใจผิดแล้ว..." ไป๋เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ทว่าทุกพยางค์กลับก้องกังวานชัดเจนในโสประสาทของทุกคน "ข้ามิได้ลบหลู่กฎของสำนัก เพียงแต่... ข้อเสนอของพวกท่านในฐานะ 'ศิษย์สายในสายเลือดมังกร' หาได้อยู่ในสายตาของข้าไม่"
"สามหาม!" หลี่เทียนป้าบันดาลโทสะจนหนวดเคราสั่นเทิ้ว ฝ่ามือหนาตบลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดงจนแหลกสลายเป็นผุยผง "เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน! เป็นเพียงแค่ขยะรากวิญญาณพิการที่โชคดีผ่านค่ายกลทดสอบมาได้ด้วยวิธีมาร กลับกล้าอาจหาญปฏิเสธตำแหน่งศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก! รู้ไหมว่ามีคนนับหมื่นที่ปรารถนาวาสนานี้จนตัวตาย แต่เจ้ากลับโยนมันทิ้งราวกับเศษขยะ!"
"วาสนาของพวกท่าน... หนักหนาสสาหัสเกินกว่าที่บ่าของข้าจะแบกรับไหว" ไป๋เฉินยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเยือกเย็นและเสียดแทงจิตใจยิ่งนัก "การเป็นศิษย์สายใน ย่อมต้องสวมใส่โซ่ตรวนแห่งกฎระเบียบ ต้องก้มหัวประจบสอพลอต่อผู้อาวุโส และต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้อื่น ข้า... ไป๋เฉิน ไม่มีความคิดที่จะเอาชีวิตอันมีค่าของตน ไปผูกติดอยู่กับกรงทองที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงและกลิ่นคาวเลือดเช่นนั้นหรอกค่ะ"
คำพูดนี้เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในผิวน้ำอันนิ่งสงบ สร้างความระส่ำระสายไปทั่วทิศทาง เหล่าผู้อาวุโสบนระเบียงหยกต่างลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง บางคนถึงกับกระอักรังสีสังหารออกมาโดยไม่รู้ตัว การปฏิเสธความเมตตาจากผู้อำนวยการสำนักต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้, นี่มิใช่การตบหน้าสำนักกระบี่เมฆาฉาดใหญ่หรอหรือ?
ทว่า ในสายตาของ มู่หรั่นชิง นางเซียนผู้เยือกเย็นและงดงามล่มเมือง ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเจ้าสำนัก แววตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีกลับไหววับเป็นประกายระยิบระยับ นางมองดูแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้นั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน หัวใจดวงน้อยที่ปิดตายมาเนิ่นนานกลับเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความทะนงตนอย่างไร้ขอบเขตและความเย่อหยิ่งที่แฝงไว้ด้วยสัจธรรมนี้... ช่างคล้ายคลึงกับมหาเทพผู้เคยเคียงบ่าเคียงไหล่นางในอดีตชาติเสียเหลือเกิน
*เขายังคงเป็นเขา... ผู้ไม่เคยสยบยอมให้แก่กฎเกณฑ์ใดในหล้า* มู่หรั่นชิงรำพึงในใจ ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มบางเบาอย่างงดงามราวกับดอกเหมืองามกลางหิมะโปรดปราย รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งนี้ ทำให้เหล่าศิษย์ชายที่แอบมองนางอยู่ถึงกับใจละลายและแทบกระอักเลือดด้วยความหลงใหล
"ดี! ดีมาก!" หลี่เทียนป้าแค่นAเสียงหัวเราะด้วยความโกรธจัด นัยน์ตาดุร้ายจดจ้องไปยังไป๋เฉินราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "ในเมื่อเจ้าเลือกทางเดินนี้เอง อยากเป็น 'ศิษย์นอกสำนักผู้มีอิสระเสรี' นักใช่ไหม? ได้! ข้าจะจัดให้ตามคำขอ!"
ผู้อาวุโสหลี่กวาดสายตามองไปยังศิษย์นอกสำนักนับร้อยคนที่ยืนหลบมุมอยู่ไกลๆ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไป๋เฉินคือศิษย์นอกสำนักขั้นต่ำสุด ไร้ซึ่งเบี้ยเลี้ยงศิษย์ ไร้ซึ่งเม็ดโอสถสนับสนุน และไร้ซึ่งสิทธิ์ในการเข้าถึงคัมภีร์วิชาของสำนัก! อีกทั้ง... ทุกภารกิจเสี่ยงตายและงานหนักหนสาหัสในหุบเขาอสูรทมิฬ จะถูกส่งมอบให้แก่เขาแต่เพียงผู้เดียว! หากเขาตายอยู่ข้างนอกนั้น ก็ถือว่าเป็นกรรมของสวะที่หาเรื่องใส่ตัว!"
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งกดดันหนักหน่วงขึ้นไปอีก ศิษย์นอกสำนักหลายคนต่างส่ายหัวด้วยความเวทนา การเป็นศิษย์นอกสำนักในสถานะเช่นนี้ มิใช่การถูกเนรเทศให้ไปรอวันตายหรอหรือ? ไร้ทรัพยากรบำเพ็ญ ไร้การคุ้มครอง แถมยังต้องรับภารกิจอันตรายระดับเก้า มนุษย์ธรรมดาต่อให้มีเก้าชีวิตก็คงไม่พ้นต้องจบชีวิตลงภายในสามวันเจ็ดวันอย่างแน่นอน
ทว่า ไป๋เฉินกลับมิได้สะเทือนใจแม้แต่น้อย เขากลับประสานมือคำนับผู้อาวุโสหลี่ด้วยท่าทีที่สง่างามและเยnชาเสียยิ่งกว่าเดิม
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่กรุณาเมตตา 'อิสระเสรี' ที่ท่านมอบให้ในวันนี้ ข้าไป๋เฉินจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ"
น้ำเสียงที่เยือกเย็นและเปี่ยมด้วยความมั่นใจนั้น ทำให้หลี่เทียนป้าถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ แล่นริ้วขึ้นมาในอกราวกับลางสังหรณ์แห่งหายนะ ทว่าเขาก็ปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว—เด็กหนุ่มรากวิญญาณพิการคนหนึ่ง จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอะไรได้?
ในขณะที่ไป๋เฉินกำลังจะหมุนตัวเดินลงจากลานพิธีเพื่อมุ่งหน้าไปยังเขตศิษย์นอกสำนัก สายลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามา พร้อมกับร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวออกมาขวางทางเขาไว้
กลิ่นอายความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์และกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยเข้าจมูก มู่หรั่นชิงก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าไป๋เฉิน ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว ดวงตาสีครามคู่สวยคู่นั้นจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับต้องการมองทะลุปรอทจิตวิญญาณของเด็กหนุ่ม
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ... ที่เลือกทางเดินนี้?" น้ำเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นราวกับหิมะพันปีเอמהขึ้นแผ่วเบา มีเพียงเขาก and นางเท่านั้นที่ได้ยิน
ไป๋เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและอ่อนโยนที่สุดตั้งแต่เขาฟื้นคืนชีพกลับมาในร่างนี้
"ทางที่ข้าเลือก ต่อให้มีอุปสรรคขวางกั้นดั่งขุนเขา หรือมีทัณฑ์สวรรค์คอยขัดขวาง..." ไป๋เฉินกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและพลังอำนาจที่สั่นสะเทือนวิญญาณ "ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือ... ผ่ามันให้ขาดเป็นสองท่อนให้จงได้ค่ะ"
มู่หรั่นชิงชะงักงัน หัวใจของนางกระตุกวูบ คำพูดนี้... ประโยคนี้... มันคือคำมั่นสัญญาอันคุ้นเคยจากอดีตกาลที่นางโหยหามาเนิ่นนาน นางไม่ได้เอ่ยอันใดต่อ เพียงแต่เอื้อมมือเรียวบางดั่งหยกขาวออกมา ชายเสื้อผ้าไหมเนื้อดีของนางสะบัดเบาๆ ปิ่นหยกโบราณชิ้นหนึ่งที่มีไอปรอทเซียนล้อมรอบ ถูกยัดใส1099เข้าไว้ในฝ่ามือของไป๋เฉินอย่างแนบเนียน
สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของนางทำให้อุณหภูมิรอบกายราวกับอบอุ่นขึ้นมาทันตาเห็น
"เก็บมันไว้..." มู่หรั่นชิงกระซิบเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากหยักยิ้มอ่อนโยนที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะจางหายไป "ยามใดที่เจ้าก้าวเข้าสู่หุบเขาอสูรทมิฬ... ปิ่นชิ้นนี้ จะนำพาเจ้าไปสู่ 'สถานที่แห่งนั้น' ที่ซึ่งความลับของบรรพกาลรอคอยการถูกปลุกให้ตื่นขึ้น"
ทว่า ก่อนที่ไป๋เฉินจะได้เอ่ยปากถามอันใดเพิ่มเติม ท้องนภาเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา!
*เปรี้ยงงงงงงง!*
สายฟ้าสีทองคำม่วงขนาดมหึมาผ่าลงมาจากกลางนجاห้า ผ่าทะลวงผ่านค่ายกลป้องกันของสำนักกระบี่เมฆาลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่โดยตรง แรงกดดันระดับมหาเทพที่ถูกผนึกไว้ในห้วงมิติที่ลึกที่สุด พรั่งพรูทะลักออกมาจนทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ผู้อาวุโสและศิษย์นับพันต่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ก็ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติกลางอากาศ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงโสประสาทของทุกคนจนเลือดสาดกระเซ็น!
"หึๆๆ ในที่สุด... ข้าก็หากฎแห่งการจุติของมหาเทพเจอเสียที..."
(ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับข้า ชิงเสวี่ยเหมันต์ นะคะ)
สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน•ตอนที่ 16
การปฏิเสธที่สะท้านฟ้า
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบมารฟ้า ล่าบัลลังก์เซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!