กับดักหัวใจในกระท่อมไม้หอมกับจอมพลหนุ่มผู้หวงสวน•ตอนที่ 13

ความโกรธของคนพาล

ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
"ปากบอกว่าตัดขาดกันแล้ว แต่ลับหลังกลับเที่ยวปล่อยข่าวว่าฉันเป็นโจรขโมยสูตรอาหารตระกูลมาขายกิน ช่างกล้าพูดเสียจริงนะคะ..." รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะที่มือเรียวสวยกำลังบรรจงใช้มีดสเตนเลสคมกริบหั่นหัวไชเท้ารas โครงสร้างเนื้อในสีขาวนวลถูกตัดแบ่งด้วยความแม่นยำ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความมั่นคงและเด็ดเดี่ยว ใบหน้าเรียวสวยประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย ข่าวลือเสียๆ หายๆ ที่แพร่สะพัดไปทั่วตลาดสดท้ายหมู่บ้านในยามเช้าตรู่ ไม่ได้ลอดพ้นหูของเชฟสาวมือหนึ่งผู้มีระบบมิติวิเศษในครอบครองอย่างเธอไปได้ บรรดาญาติฝ่ายแม่ผู้เคยสูบเลือดสูบเนื้อเธอมาตลอด เมื่อเห็นว่ารินรดายกเลิกความสัมพันธ์และเริ่มตั้งตัวได้จนกระทั่งร้านอาหารป่าและพืชผักออร์แกนิกในกระท่อมไม้หอมกำลังขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ความริษยาก็แปรสภาพเป็นพิษร้ายที่ถูกพ่นออกมาทางคำพูดสกปรก ศิลาที่ยืนเงียบอยู่มุมห้องครัว ปัดกวาดพื้นและคอยตรวจเช็คความเรียบร้อยของฟืนในเตาถ่านขยับตัวเข้ามาช้าๆ ใบหน้าคมคายดุดันตามแบบฉบับอดีตนายทหารผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนฉายแววเย็นชาจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบมองภรรยาสุดที่รักด้วยความห่วงใยระคนกรุ่นโกรธ มือหนาใหญ่หยุดชะงักจากการถือถังน้ำ ก่อนจะวางลงเบาๆ แล้วก้าวเข้ามาสวมกอดเอวบางจากด้านหลัง คางแข็งแรงเกยลงบนลาดไหล่บอบบางอย่างทะนุถนอม "ให้ผมจัดการไหมคะ... คนพวกนั้นคงอยากลองดีกับกระสุนปืนไรเฟิลในป่าลึกดูสักตั้ง" น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังของศิลาดังชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกกลัว ตรงกันข้าม มันกลับสร้างความอบอุ่นใจจนความขุ่นมัวในอกจางหายไปครึ่งหนึ่ง รินรดาส่ายหน้าเบาๆ เธอกลับหลังหันไปเผชิญหน้ากับสามีหนุ่มผู้คลั่งรัก วางมือเรียวลงบนแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อใต้เสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นเพื่อเธอเสมอ "อย่าเพิ่งใช้กำลังเลยค่ะศิลา คนพวกนั้นรักหน้าตาและศักดิ์ศรีจอมปลอมยิ่งกว่าอะไร การใช้กำลังรังแต่จะทำให้พวกมันได้บทบาทเป็นเหยื่อ... แต่ถ้าจะสั่งสอนทั้งที ต้องทำให้พวกมัน 'ดิ้นไม่หลุด' และเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัลต่างหากถึงจะสะใจ" รินรดายิ้มมุมปาก ดวงตากลมโตเป็นประกายเจ้าเล่ห์ เชฟสาวหันกลับมาสนใจวัตถุดิบตรงหน้าต่อ วันนี้เธอตั้งใจจะทำเมนูเด็ดที่เรียกว่า **"ซุปหัวไชเท้าตุ๋นกระดูกหมูสมุนไพรป่า"** เพื่อเตรียมต้อนรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่จะมารับประทานอาหารที่กระท่อมในมื้อเที่ยง หัวไชเท้ารas ที่ปลูกด้วยน้ำในมิติพิเศษของเธอมีความหวานกรอบตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งผงชูรส เมื่อนำมาเคี่ยวกับกระดูกหมูสดๆ ที่ศิลาเพิ่งล่ามาจากป่าชั้นใน พร้อมด้วยรากผักชี กระเทียมดอง และเก๋ากี้แดง กลิ่นหอมตลบอบอวลจะลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ชนิดที่ว่าต่อให้คนปากเสียกลุ่มนั้นอยู่ห่างออกไปครึ่งกิโลเมตร ก็ต้องน้ำลายสอจนทนไม่ไหว ในขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเตรียมเครื่องเคียงอย่างขะมักเขม้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงโวยวายแหลมสูงก็ดังแว่วมาจากทางทางเดินเข้ากระท่อม "รินรดา! นังหลานเนรคุณ! แกออกมานี่เดี๋ยวนี้เลยนะ! กล้าดียังไงถึงแจ้งความจับลุงกับป้าของแกหหาว่าบุกรุก แถมยังเที่ยวไปประกาศว่าบ้านเราไปขโมยสูตรน้ำพริกของแม่แกมาอีก!" เสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดของ "ป้าทองศรี" ดังทะลุกำแพงไม้ไผ่เข้ามา ตามด้วยเสียงทุบประตูเสียงดังลั่นราวกับจะพังเข้ามาให้ได้ ป้าทองศรีในชุดผ้าซิ่นสีฉูดฉาดและใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าลานบ้าน โดยมีลุงสมชายสามีรูปร่างท้วมยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ข้างๆ ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่ได้ยินเสียงเอะอะต่างก็เริ่มทยอยเดินมามุงดูเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น รินรดาชะงักมือที่กำลังหั่นต้นหอม เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับศิลาที่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจ "มาเร็วกว่าที่คิดเสียอีกนะคะ... สงสัยกลิ่นซุปหมูตุ๋นคงลอยไปเตะจมูกความโลภของพวกมันเข้าแล้วล่ะค่ะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอถอดผ้ากันเปื้อนออก ส่งให้ศิลาถือไว้ ก่อนจะก้าวเดินออกไปด้วยท่าทีสง่างามและเยือกเย็นราวกับพญาหงส์ ประตูไม้ของกระท่อมถูกเปิดออก เผยให้เห็นแสงแดดยามสายที่สาดส่องลงมากระทบใบหน้าสวยคมที่เชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัวใคร ป้าทองศรีเห็นหลานสาวเดินออกมาก็พุ่งปร้าเข้ามาหมายจะคว้าแขนสั่งสอน แต่ยังไม่ทันจะได้แตะชายเสื้อ ร่างสูงใหญ่ของศิลาก็ได้ก้าวเข้ามาขวางกั้นไว้ราวกับกำแพงเหล็ก ดวงตาดุดันคู่นั้นจ้องมองมาที่ป้าทองศรีด้วยรังสีอำมหิต จนอีกฝ่ายต้องผถวาถอยหลังไปสามก้าวด้วยความหวาดผวา "ถ้าไม่อยากแขนหัก กลับออกไปซะ..." ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำลอดไรฟัน ที่ทรงพลังจนคนฟังขนลุกซู่ "แก... ไอ้ทหารนอกราชการไร้หัวนอนปลายเท้า! แกกล้าดียังไงมาขู่ฉัน สามีฉันเป็นถึงผู้มีอุปการคุณของนังนี่นะ!" ป้าทองศรีแว้ดเสียงดังลั่น หันไปฟ้องชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ "ทุกคนดูเถอะค่ะ! นังเด็กนี่มันอกตัญญู เลี้ยงไม่เชื่อง! พอมันได้ดิบได้ดีมีสามีเป็นนายทหาร ก็ลืมบุญคุณของครอบครัวที่เคยเลี้ยงดูมา แถมยังใส่ร้ายว่าพวกเราขโมยสูตรอาหารจนบ้านเราขายของไม่ได้เลย!" เสียงซุบซิบดังระงมขึ้นทันที ชาวบ้านบางส่วนเริ่มมองรินรดาด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย เพราะชื่อเสียงเรื่องความยากจนและครอบครัวฝั่งแม่ของรินรดาเป็นที่รู้กันดีในหมู่บ้าน รินรดายกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น เธอไม่แม้แต่จะโวยวายตอบโต้ด้วยอารมณ์ ร่างระหงก้าวเท้าผ่านศิลาออกไปยืนเผชิญหน้ากับป้าทองศรีตรงๆ ดวงตากลมโตจ้องมองป้าและลุงด้วยแววตาราวกับกำลังมองตัวตลกที่กำลังเล่นละครฉากใหญ่ "เลี้ยงดูอย่างนั้นหรือคะป้าทองศรี? จำได้ไหมคะว่าตอนที่แม่ฉันเสียใหม่ๆ และทิ้งมรดกเป็นที่ดินผืนนี้ไว้ให้ ใครกันนะที่ส่งสัญญาปลอมมาฮุบที่ดิน แล้วปล่อยให้ฉันต้องกินข้าวคลุกน้ำปลาอยู่หลังบ้านเหมือนคนรับใช้? ใครกันนะที่ขโมยเงินเก็บก้อนสุดท้ายของแม่ฉันไปจ่ายหนี้พนันให้ลูกชายตัวเอง?" คำพูดที่พรั่งพรูออกมาด้วยน้ำเสียงฉะฉานและหนักแน่น ทำให้ป้าทองศรีหน้าซีดเผือดลงทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจที่ความลับดำมืดถูกขุดคุ้ยขึ้นมากลางสาธารณชน "น... นังเด็กนี่! พูดจาเหลวไหล! อย่ามาใส่ร้ายป้านะ!" ป้าทองศรีแว้ดเสียงกลบเกลื่อน เหงื่อกาฬเริ่มผุดพรายตามไรผม "เหลวไหลอย่างนั้นหรือคะ?" รินรดาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปทางลุงสมชายที่ยืนเงียบอยู่ "ถ้าลุงสมชายกล้าปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนเอาสมุดสูตรอาหารโบราณของตระกูลไปขายให้พ่อค้าคนกลางในตลาดมืดเมื่อสามวันก่อน งั้นเรามาลองให้เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นตัวดีไหมคะ ว่าในกระเป๋าเสื้อของลุงตอนนี้ยังมีเงินมัดจำก้อนนั้นอยู่หรือเปล่า?" สิ้นคำพูดของรินรดา ลุงสมชายสะดุ้งเฮือก มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปจับกระเป๋าเสื้อตัวเองโดยอัตโนมัติ อาการพิรุธนั้นปรากฏชัดเจนต่อหน้าสายตาของทุกคนในที่นั้นทันที เสียงฮือฮาของชาวบ้านดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนเป้าหมายจากรินรดามาเป็นสองสามีภรรยาจอมลวงโลกแทน ป้าทองศรีหน้าเขียวสลับม่วงด้วยความโกรธจัดและจนมุม เธอรู้ดีว่าหากเรื่องถึงตำรวจ ครอบครัวเธอพินาศแน่ ความโลภและความอยากเอาชนะทำให้เธอขาดสติ "นัง... นังตัวดี! แกมันร่าน! แกคิดเหรอกว่าหาผู้ชายรวยๆ มาเกาะแล้วจะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าได้! ฉันจะแฉให้ทุกคนฟังว่าแกมัน..." ป้าทองศรีหวีดร้องสุดเสียงพุ่งเข้ามาหมายจะตบหน้ารินรดาด้วยความเคียดแค้นฝังใจ ท่าทีที่บ้าคลั่งราวกับคนเสียสติทำให้ทุกคนตกใจจนตั้งตัวไม่ทัน แต่ทว่า... ในวินาทีที่มือหยาบกร้านของป้าทองศรีกำลังจะเหวี่ยงเข้ากระทบใบหน้าของรินรดานั้นเอง ประตูไม้ไผ่รั้วบ้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง พร้อมกับเสียงทุบไม้เท้าลงกับพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว "บังAญ! ใครมันกล้ามาอาละวาดบนที่ดินของตระกูลศิลา รังแกหลานสะใภ้ข้า!" เสียงตวาดทรงอำนาจและเต็มไปด้วยรังสีความน่าเกรงขามดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้ทุกคนในที่นั้นถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ รินรดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อหันไปมองผู้ที่มาใหม่ ร่างชราในชุดเสื้อผ้าพื้นเมืองสะอาดตา แต่แววตากลับคมกริบดุจพญาอินทรีและเต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจต่อต้านได้... และที่สำคัญที่สุดคือ บุคคลผู้นี้คือ "คุณย่าใหญ่" ผู้มีอิทธิพลสูงสุดแห่งตระกูลทหารเก่าแก่ทางเหนือ ที่แม้กระทั่งนายอำเภอหรือกำนันยังต้องก้มหัวให้ด้วยความเคารพเกรงกลัว! ป้าทองศรีที่กำลังเงื้อมือค้างไว้ ถึงกับหน้าถอดสี ขาสั่นพับจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่อเห็นชัดเจนว่าใครกำลังยืนอยู่ตรงหน้า ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "กระท่อมไผ่ริมธาร" เสมอมานะคะ
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจในกระท่อมไม้หอมกับจอมพลหนุ่มผู้หวงสวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%